ทำไมโวลนิวเมอร์ RF ถึงปล่อยความร้อนแรงในครั้งเดียวเพื่อกระชับผิว หลักการ จำนวนครั้ง และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้
By Dr. Lee2 min read

เมื่อผิวเริ่มไม่มีแรงและหย่อนคล้อยจนเริ่มกังวล หลายคนก็มองหาวิธีดึงความกระชับกลับมาโดยไม่ต้องพึ่งมีดผ่าตัด และหนึ่งในชื่อเครื่องคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) ที่หลายคนเคยได้ยินคือโวลนิวเมอร์ (Volnewmer) โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าเครื่องนี้ปล่อยความร้อนแรงในครั้งเดียวจนทำน้อยครั้งก็พอ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหลักการแบบนี้ให้ผลจริงหรือเปล่า
บทความนี้จะไล่ดูทีละประเด็นว่า ทำไมโวลนิวเมอร์ถึงเลือกใช้กำลังแรงในครั้งเดียว ความร้อนนั้นสร้างความกระชับในผิวผ่านกลไกแบบไหน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน หากเจอคำศัพท์ที่เข้าใจยาก จะมีคำอธิบายง่ายๆ กำกับไว้ข้างๆ ให้อ่านสบายๆ ได้เลย
ทำไมโวลนิวเมอร์ถึงเลือกปล่อยความร้อนแรงในครั้งเดียว?
เครื่องกระชับผิวโดยทั่วไปแบ่งกลยุทธ์เป็นสองแนวทางหลัก แนวทางแรกคือปล่อยความร้อนอ่อนๆ สะสมทีละน้อยรวม 3 ถึง 5 ครั้ง ส่วนแนวทางที่สองคือปล่อยความร้อนแรงพอในครั้งเดียวเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนให้ชัดเจน โวลนิวเมอร์จัดอยู่ในแนวทางหลัง
คลื่นวิทยุความถี่สูง หรือที่เรียกว่า RF (radiofrequency) พูดง่ายๆ คือการปล่อยพลังงานไฟฟ้าเข้าไปในผิว แล้วอาศัยความต้านทานของเนื้อเยื่อสร้างความร้อนขึ้นมา คล้ายกับขดลวดในเครื่องทำความร้อนไฟฟ้าที่ร้อนขึ้นเมื่อกระแสไฟไหลผ่าน โดยผิวของเราทำหน้าที่เป็นขดลวดนั้นเอง
เมื่ออุณหภูมิถูกดันขึ้นสูงพอในครั้งเดียว คอลลาเจนที่อยู่ในชั้นหนังแท้ (ชั้นที่รองรับผิวอยู่ด้านใน) จะถูกกระตุ้นอย่างชัดเจนในทันที คอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาที่ค้ำความกระชับของผิวไว้ เมื่อเสาถูกทำให้โค้งงอเล็กน้อยก็จะเกิดแรงดันให้กลับมายืดตรงอีกครั้ง คอลลาเจนที่ได้รับความร้อนก็เริ่มกระบวนการซ่อมแซมตัวเองในลักษณะเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่เลือกให้การกระตุ้นชัดเจนในครั้งเดียว แทนที่จะแบ่งกระตุ้นเบาๆ ทีละน้อยรวม 3 ถึง 5 ครั้ง
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเทียบกับเครื่องพลังงานต่ำที่ต้องไปคลินิกทุกสัปดาห์รวม 5 ถึง 6 ครั้ง โวลนิวเมอร์สามารถส่งพลังงานข้ามเกณฑ์กระตุ้นนั้นได้ในการมาเพียงครั้งเดียว สำหรับคนที่ใช้ชีวิตยุ่งจนหาเวลานัดหมาย 3 ถึง 5 ครั้งได้ยาก ความแตกต่างตรงนี้จึงมีความหมายไม่น้อยเลยทีเดียว
คลื่นวิทยุความถี่สูงส่งความร้อนลงลึกถึงผิวชั้นในได้อย่างไร?
พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงเริ่มต้นจากขั้วไฟฟ้าที่ผิวหนัง วิ่งผ่านเข้าไปในร่างกาย แล้วออกไปที่แผ่นกราวด์ (grounding pad) ที่ติดไว้บนตัว ตลอดเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านนี้จะเกิดความร้อนจากความต้านทาน โดยเฉพาะบริเวณชั้นหนังแท้ที่มีความต้านทานสูง ความร้อนจึงเกิดขึ้นมากเป็นพิเศษ
วิธีนี้เรียกว่าระบบขั้วเดียว หรือโมโนโพลาร์ (monopolar) มีจุดเด่นคือกระแสไฟฟ้ากระจายลึกและกว้างในร่างกาย จึงสามารถดันอุณหภูมิขึ้นได้ตั้งแต่ชั้นขี้ไคลบางๆ บนผิวไปจนถึงชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไป การส่งความร้อนไปถึงระดับความลึกที่เครื่องซึ่งให้ความร้อนแค่ผิวชั้นตื้นทำไม่ได้ คือเหตุผลหนึ่งที่ระบบโมโนโพลาร์อย่างโวลนิวเมอร์ถูกนำมาใช้กระชับผิวบ่อยครั้ง
เหมือนกับสายน้ำที่ไหลผ่านท่อแคบ ยิ่งท่อแคบเท่าไหร่กระแสน้ำก็ยิ่งแรงขึ้นเท่านั้น กระแสไฟฟ้าก็เช่นกัน เมื่อวิ่งผ่านเนื้อเยื่อที่มีความต้านทานสูงก็จะปล่อยความร้อนออกมามากขึ้นตามไปด้วย ชั้นหนังแท้มีความหนาแน่นของน้ำและคอลลาเจนสูงกว่าชั้นหนังกำพร้า ความต้านทานไฟฟ้าจึงสูงกว่า แม้กระแสไฟฟ้าจะเท่ากันแต่ความร้อนก็ไปกระจุกตัวอยู่ที่ชั้นนี้เป็นพิเศษ
ปัญหาคือผิวชั้นบนสุด เพราะกระแสไฟฟ้าเดียวกันก็วิ่งผ่านตรงนั้นด้วย หากไม่ระวังก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดแผลไหม้ได้ ด้วยเหตุนี้โวลนิวเมอร์จึงใช้ระบบทำความเย็นด้วยน้ำ (water cooling) ควบคู่ไปด้วยเสมอ พูดง่ายๆ ก็คือรักษาผิวชั้นบนให้เย็นสบายไว้ ในขณะเดียวกันก็ดันความร้อนเฉพาะชั้นหนังแท้ด้านล่างให้ถึงอุณหภูมิที่ต้องการ เป็นการรักษาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ไปพร้อมกัน
ความร้อนแรงกระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างใหม่ได้อย่างไร?
เมื่อชั้นหนังแท้ถูกทำให้ร้อนขึ้นถึงประมาณ 60 องศาเซลเซียส โครงสร้างเกลียวของโปรตีนคอลลาเจนบางส่วนจะคลายตัวและหดตัวลงเล็กน้อย คล้ายกับหนังยางที่ถูกดึงตึงแล้วนำเข้าใกล้เปลวไฟ ก็จะหดตัวขึ้นทันที
การเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่ใช่ความกระชับที่มองเห็นได้ทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นหลังจากนี้ เมื่อร่างกายรับรู้ว่าบริเวณที่ได้รับความร้อนเป็นความเสียหายเล็กๆ ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวก็จะเริ่มทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไฟโบรบลาสต์จะค่อยๆ สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ทีละน้อยตลอดช่วง 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือน
ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกตึงหลังทำโวลนิวเมอร์ทันที กับความเปลี่ยนแปลงด้านความกระชับที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นหลังจาก 4 สัปดาห์ จึงเป็นคนละขั้นตอนกัน อย่างแรกเป็นผลจากคอลลาเจนที่หดตัวทันที ส่วนอย่างหลังเป็นผลจากคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น เหตุผลที่ต้องใช้ความร้อนแรงก็อยู่ตรงนี้ เพราะอุณหภูมิต้องสูงพอถึงจะส่งสัญญาณปลุกไฟโบรบลาสต์ให้ทำงานได้อย่างแน่ชัด
กระบวนการที่ร่างกายรับรู้การกระตุ้นด้วยความร้อนเป็นเหมือนบาดแผลเล็กๆ นี้ คล้ายกับรอยฟกช้ำจากการล้มที่ค่อยๆ จางลงตลอดช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์ ช่วงแรกอาจยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงชัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเนื้อเยื่อก็จะค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเองไปทีละนิด
ทำไมถึงออกแบบให้ทำเพียงไม่กี่ครั้ง?
โดยทั่วไปโวลนิวเมอร์แนะนำให้ทำเพียงครั้งเดียว หรืออย่างมากก็ประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง ต่างจากหัตถการอื่นที่ต้องทำ 3 ถึง 5 ครั้ง ห่างกันทุก 3 ถึง 4 สัปดาห์ การออกแบบจำนวนครั้งจึงต่างออกไป ซึ่งมีเหตุผลอยู่ 3 ข้อดังนี้
- ปริมาณพลังงานที่ส่งเข้าไปในครั้งเดียวมากเพียงพออยู่แล้ว หมายความว่าถูกออกแบบมาให้สามารถข้ามเกณฑ์กระตุ้นที่จำเป็นต่อการปลุกไฟโบรบลาสต์ได้ตั้งแต่ครั้งแรก
- ปฏิกิริยาการสร้างคอลลาเจนใหม่เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ ดำเนินไปตลอดช่วง 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือน หากกระตุ้นบริเวณเดิมซ้ำก่อนที่ปฏิกิริยาจะสิ้นสุด อาจกลายเป็นภาระให้กับเนื้อเยื่อที่กำลังฟื้นตัวอยู่แทน
- ชั้นหนังแท้ก็ต้องการเวลาในการฟื้นตัวเช่นกัน หากส่งความร้อนซ้ำในช่วงเวลาที่ถี่เกินไป อาจไปรบกวนกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ การเว้นระยะให้เพียงพอแล้วเสริมเฉพาะเมื่อจำเป็นจึงปลอดภัยกว่า
คล้ายกับการออกกำลังกายที่ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความเสียหายเล็กน้อย แล้วต้องพัก 2 ถึง 3 วัน กล้ามเนื้อถึงจะแข็งแรงขึ้น หากยังไม่ทันฟื้นตัวเต็มที่แล้วไปกระตุ้นบริเวณเดิมซ้ำๆ กล้ามเนื้อก็จะไม่ค่อยพัฒนาขึ้นฉันใด ผิวก็ต้องได้รับเวลาฟื้นตัวที่เพียงพอ คอลลาเจนจึงจะก่อร่างสร้างตัวได้อย่างเต็มที่ฉันนั้น
แน่นอนว่าในบางกรณี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและระดับความหย่อนคล้อย แพทย์อาจแนะนำให้ทำหัตถการเพิ่มเติมได้ แต่จุดที่แตกต่างจากหัตถการอื่นคือ การออกแบบพื้นฐานของโวลนิวเมอร์ไม่ได้ตั้งต้นด้วยสมมติฐานว่าต้องทำซ้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป
ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นเมื่อไหร่ และอยู่ได้นานแค่ไหน?
หลังทำเสร็จทันที ผิวจะรู้สึกตึงขึ้นเล็กน้อยจากผลของคอลลาเจนที่หดตัวทันที แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นในช่วง 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนใหม่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มสังเกตเห็นได้ในช่วง 4 ถึง 8 สัปดาห์ และมีรายงานว่าผลลัพธ์จะชัดเจนที่สุดในช่วงประมาณ 3 เดือน เนื่องจากคอลลาเจนต้องใช้เวลาสะสมให้เพียงพอ เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใบหน้าจึงไม่ได้ดูเปลี่ยนไปแบบฉับพลัน แต่ค่อยๆ กลมกลืนไปอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งกลับกลายเป็นข้อดีมากกว่า
เหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ไม่ได้โตวันโตคืน แต่ค่อยๆ แข็งแรงขึ้นทีละนิดจากน้ำและแสงแดด คอลลาเจนก็เช่นกัน การค่อยๆ หนาตัวขึ้นตลอดช่วง 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือนคือแนวทางที่เป็นธรรมชาติที่สุด ดังนั้นแทนที่จะคาดหวังความเปลี่ยนแปลงชัดเจนตั้งแต่เช้าวันถัดไป การรอดูใบหน้าหลังจาก 4 สัปดาห์น่าจะเป็นมุมมองที่เหมาะสมกว่า
ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่แตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่โดยทั่วไปเชื่อว่าตราบใดที่คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ยังคงอยู่ ผลลัพธ์ก็จะดำเนินต่อไปด้วย อย่างไรก็ตาม คอลลาเจนก็ลดลงตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นกระบวนการพื้นฐานของความชราของผิว ดังนั้นในที่สุดความหย่อนคล้อยก็อาจกลับมาให้รู้สึกได้อีกครั้ง จึงเหมาะสมกว่าที่จะมองว่านี่ไม่ใช่การทำครั้งเดียวแล้วอยู่ตลอดไป แต่เป็นการดูแลเพิ่มเติมเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น
อายุผิว ระดับความหย่อนคล้อยเริ่มต้น รวมถึงปัจจัยอย่างการโดนแสงแดดหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต ล้วนส่งผลต่อระยะเวลาที่ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้เช่นกัน การป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอและลดการระคายเคืองผิว จะช่วยให้คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่คงอยู่ได้นานขึ้น
เหมาะกับใคร และควรระวังอะไรบ้าง?
โวลนิวเมอร์เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่อยากกระชับผิวโดยไม่ต้องพึ่งมีด และผู้ที่ไม่สามารถหยุดพักฟื้นเป็นเวลานานได้ มีรายงานว่าให้ผลตอบสนองดีในกรณีที่ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยหรือมีริ้วรอยตื้นๆ
- สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องความเจ็บระหว่างทำหัตถการ ด้วยระบบทำความเย็นด้วยน้ำที่ช่วยลดความรู้สึกที่ผิวชั้นบน จึงทนได้ง่ายกว่าเครื่องคลื่นวิทยุความถี่สูงบางรุ่น
- สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาพักฟื้น ข้อดีคือส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังทำ
- สำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยรุนแรงอยู่แล้ว การใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาร่วมกับวิธีอื่น
สำหรับผู้ที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าฝังอยู่ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ มีโลหะอยู่บริเวณที่จะทำหัตถการ กำลังตั้งครรภ์ หรือมีการอักเสบของผิวอยู่ ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการนี้เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเป็นหัตถการที่ใช้พลังงานไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างกาย หากมีอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือโลหะอยู่ กระแสไฟฟ้าอาจวิ่งเบี่ยงไปในทิศทางที่ไม่ต้องการ หรือทำให้อุปกรณ์ทำงานผิดปกติได้ คล้ายกับการวางเข็มทิศไว้ใกล้แม่เหล็กแล้วเข็มก็ชี้ไปผิดทิศทาง เนื่องจากเป็นหัตถการที่ใช้พลังงานสูง การรับบริการจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จึงสำคัญทั้งต่อผลลัพธ์และความปลอดภัย
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

เทอร์มาจให้ความร้อนแก่ผิวหนังแท้จนคอลลาเจนหดตัวแล้วค่อยๆ งอกใหม่ได้อย่างไร ทำไมผลถึงอยู่ได้นาน
เทอร์มาจใช้คลื่นวิทยุแบบโมโนโพลาร์ให้ความร้อนแก่ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนหดตัวทันที ก่อนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาในช่วง 2 ถึง 6 เดือนถัดไป บทความนี้อธิบายหลักการสองขั้นตอนนี้ด้วยการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย พร้อมไขข้อสงสัยว่าทำไมความร้อนถึงเจาะจงลงไปที่ผิวหนังแท้โดยไม่ทำร้ายผิวชั้นนอก
By Dr. Kim

หลักการที่ RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ให้ความร้อนลึกโดยลดความเจ็บ พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำและระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
อธิบายง่าย ๆ ว่า RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ลึก ๆ ได้อย่างไร โดยที่ยังควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเจ็บ พร้อมอธิบายว่าทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวทันที และค่อย ๆ สร้างใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงเหตุผลที่ต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ผลถึงจะสะสมเต็มที่
By Dr. Kim

บอดี้ ออนดา ใช้ไมโครเวฟให้ความร้อนสลายไขมันหน้าท้องและต้นแขน หลักการทำงาน จำนวนครั้ง และระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
บอดี้ ออนดา คือหัตถการดูแลรูปร่างแบบไม่ผ่าตัด ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟให้ความร้อนกับชั้นไขมันใต้ผิวอย่างเจาะจง เพื่อลดจำนวนเซลล์ไขมันไปพร้อมกับกระชับผิว บทความนี้อธิบายว่าทำไมความร้อนจึงเลือกจับที่ชั้นไขมันเป็นหลัก เหตุใดการลดไขมันกับการกระชับผิวจึงมาพร้อมกัน หน้าท้อง ต้นแขน และเอวต้องใช้วิธีเข้าถึงต่างกันอย่างไร รวมถึงจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่
By Dr. Kim