prettytime
Lifting

เทอร์มาจให้ความร้อนแก่ผิวหนังแท้จนคอลลาเจนหดตัวแล้วค่อยๆ งอกใหม่ได้อย่างไร ทำไมผลถึงอยู่ได้นาน

By Dr. Kim1 min read

เทอร์มาจเป็นหัตถการคลื่นวิทยุที่ขึ้นชื่อเรื่องกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือฝังไหม เวลาฟังคำอธิบายจากที่ต่างๆ ก็มักได้ยินคล้ายกัน คือความร้อนที่ส่งลงไปในชั้นผิวหนังแท้จะทำให้คอลลาเจนหดตัว แล้วเมื่อเวลาผ่านไปคอลลาเจนใหม่ก็จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาแทนที่

แต่คำถามที่มักไม่ค่อยมีใครอธิบายให้ชัดคือ ทำไมความร้อนถึงทำให้คอลลาเจนหดตัวลง และทำไมผลลัพธ์ถึงไม่เกิดขึ้นทันทีแต่ต้องรอไปอีกหลายเดือน ถ้าลองแกะทีละส่วน ทั้งเรื่องความร้อน คอลลาเจน และความต้านทานในผิวหนัง ก็จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไมหัตถการนี้ถึงต้องดำเนินไปตามลำดับแบบนี้

คลื่นวิทยุสร้างความร้อนในผิวหนังได้อย่างไร?

เทอร์มาจใช้พลังงานไฟฟ้าชนิดคลื่นวิทยุ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า RF (Radiofrequency) เมื่อกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านเนื้อเยื่อในร่างกาย เนื้อเยื่อจะทำหน้าที่เป็นตัวต้านทานที่ขัดขวางการไหลของกระแส

ลองนึกถึงลวดนิโครมในเครื่องทำความร้อนไฟฟ้าดู เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจุดที่มีความต้านทานสูง จุดนั้นจะร้อนขึ้นมาเอง หลักการเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายหัวเทอร์มาจปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ผิวหนัง เนื้อเยื่อผิวหนังเองก็ทำหน้าที่เป็นตัวต้านทาน จึงเกิดความร้อนขึ้นภายในเนื้อเยื่อโดยตรง ด้วยวิธีที่เนื้อเยื่อสร้างความร้อนขึ้นมาเองแบบนี้ ความร้อนจึงกระจายลงลึกไปถึงชั้นผิวหนังแท้ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้ค้างอยู่แค่บนผิวชั้นนอก

จุดสำคัญคือเทอร์มาจใช้ระบบโมโนโพลาร์ (monopolar) ซึ่งกระแสไฟฟ้าจะวิ่งออกจากปลายหัวไปยังแผ่นกราวด์ที่ติดอยู่อีกฝั่งของร่างกาย เกิดเป็นวงจรขนาดใหญ่ เมื่อวงจรกว้างและลึกขนาดนี้ ความร้อนจึงเข้าถึงชั้นผิวหนังแท้ส่วนลึกได้ง่ายกว่า และเจาะจงไปยังชั้นคอลลาเจนที่อยู่ลึกกว่าบริเวณใต้ผิวชั้นนอกเพียงเล็กน้อยได้

เมื่อเทียบกับการทำเลเซอร์ ความต่างจะยิ่งชัดเจนขึ้น เลเซอร์อาศัยแสงที่ถูกดูดซับโดยเม็ดสีหรือโมเลกุลน้ำบางชนิดแล้วปล่อยความร้อนออกมา ความร้อนจึงเข้าถึงได้แค่ชั้นที่มีตัวดูดซับอยู่เท่านั้น ในขณะที่คลื่นวิทยุอาศัยความต้านทานไฟฟ้าของเนื้อเยื่อเอง จึงไม่ขึ้นกับปริมาณเม็ดสีหรือความชุ่มชื้น ความร้อนกระจายไปตามเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบเมื่อต้องการให้ความร้อนแก่ชั้นผิวหนังแท้ทั้งชั้นที่หนาและลึก

ทำไมมีกระแสไฟฟ้าไหลแต่ไม่รู้สึกเจ็บแปลบหรือกล้ามเนื้อกระตุก?

คลื่นวิทยุที่เทอร์มาจใช้เป็นกระแสไฟฟ้าความถี่สูงมาก สลับทิศทางหลายล้านครั้งต่อวินาที ซึ่งมีคุณสมบัติต่างจากกระแสไฟฟ้าความถี่ต่ำที่ใช้กระตุ้นเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อโดยสิ้นเชิง

เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าความถี่ต่ำ หรือที่คุ้นกันในชื่อ EMS นั้น กระแสไฟฟ้าจะไหลไปในทิศทางเดียวนานพอที่ไอออนในร่างกายจะเคลื่อนไปทางหนึ่งแล้วย้อนกลับ เซลล์จึงจับความเคลื่อนไหวนี้ได้ ทำให้เส้นประสาทถูกกระตุ้น กล้ามเนื้อกระตุก และแม้กำลังไฟจะต่ำก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบอยู่ดี

แต่คลื่นวิทยุของเทอร์มาจสลับทิศทางเร็วเกินกว่าที่ไอออนจะเคลื่อนไปทางใดทางหนึ่งได้จริงจัง ก่อนจะขยับก็ถูกดันกลับไปอีกทิศทันที เหมือนเชือกกระโดดที่ถูกสะบัดเร็วมากจนไม่ทันโค้งเป็นวง มีแต่สั่นถี่ๆ อยู่กับที่ ไอออนก็เช่นกัน สั่นสะเทือนอยู่ในตำแหน่งเดิมโดยไม่มีจังหวะไปกระตุ้นเส้นประสาท แต่แรงเสียดทานที่เกิดจากไอออนชนกันไปมากลับเปลี่ยนเป็นความร้อนแทน

ด้วยเหตุนี้ คนที่เข้ารับหัตถการจึงไม่รู้สึกเจ็บแปลบหรือกล้ามเนื้อกระตุก มีแต่ความร้อนอุ่นๆ เท่านั้น และความรู้สึกร้อนนี้ก็เป็นสัญญาณว่าคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้กำลังเปลี่ยนสภาพอยู่พอดี

ทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวเมื่อโดนความร้อน?

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำยันรองรับผิวหนังจากด้านล่าง มีลักษณะเป็นสายเส้นเล็กสามเส้นบิดพันกันเป็นเกลียวคล้ายเชือก โครงสร้างเกลียวนี้เองที่ช่วยให้ผิวคงรูปและไม่หย่อนคล้อยง่ายๆ

เมื่อโดนความร้อน โครงสร้างเกลียวนี้จะเริ่มคลายตัว คล้ายกับผมที่ดัดลอนไว้แล้วโดนความร้อน ลอนจะยิ่งหดม้วนตัวแน่นขึ้น เมื่อโครงสร้างเชือกของคอลลาเจนโดนความร้อนถึงระดับหนึ่ง สายโปรตีนจะเปลี่ยนสภาพและความยาวโดยรวมจะสั้นลง ส่งผลให้คอลลาเจนหดตัวทันที

แรงที่ยึดโครงสร้างเชือกคอลลาเจนไว้ด้วยกันคือพันธะไฮโดรเจน ซึ่งเป็นสะพานเล็กๆ ที่เกิดจากโมเลกุลน้ำ พันธะนี้เองที่ทำให้สายทั้งสามเส้นบิดพันกันอยู่ได้โดยไม่หลุดออกจากกัน เมื่อโดนความร้อน พันธะเหล่านี้จะเริ่มขาดออกทีละจุด

เหมือนปมเล็กๆ ที่รัดเส้นด้ายหลายเส้นไว้ด้วยกันแล้วละลายไปเพราะความร้อน เมื่อปมคลายออก เส้นด้ายที่เคยบิดพันกันก็จะหดม้วนตัวสั้นลงเป็นก้อนเล็กๆ คอลลาเจนก็เช่นกัน พอพันธะขาด ความยาวโดยรวมก็หดสั้นลงทันที

การหดตัวทันทีนี้เองที่ทำให้ผิวรู้สึกกระชับขึ้นเล็กน้อยหลังทำหัตถการเสร็จใหม่ๆ แต่การหดตัวช่วงแรกนี้บางส่วนอาจคลายกลับไปเมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของเทอร์มาจจึงเกิดขึ้นในขั้นตอนถัดไปมากกว่า

ทำไมผลลัพธ์ถึงไม่ปรากฏวันที่ทำแต่ต้องรอไปอีกหลายเดือน?

กระบวนการที่ความร้อนทำให้คอลลาเจนเปลี่ยนสภาพนั้น สำหรับผิวหนังแล้วถือเป็นสัญญาณความเสียหายเล็กๆ อย่างหนึ่ง ร่างกายจึงไม่ปล่อยผ่านแต่จะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมทันที

หัวใจของการซ่อมแซมนี้คือเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตคอลลาเจนตัวจริง เมื่อได้รับการกระตุ้นจากความร้อน เซลล์เหล่านี้จะทำงานและเริ่มถักทอเส้นใยคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา กระบวนการนี้เรียกว่าการสร้างคอลลาเจนใหม่ (neocollagenesis)

ปัญหาคือโรงงานนี้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปออกมาในชั่วข้ามคืนไม่ได้ กว่าคอลลาเจนใหม่จะสะสมและเรียงตัวจนผิวกระชับขึ้นให้เห็นชัด มักต้องใช้เวลาตั้งแต่ 4 สัปดาห์ไปจนถึง 6 เดือน จึงเป็นที่รู้กันว่าผลของเทอร์มาจมักปรากฏชัดในช่วง 2 ถึง 3 เดือนหลังทำ และค่อยๆ พัฒนาต่อไปได้นานถึง 6 เดือน

ยิ่งไปกว่านั้น คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ในตอนแรกยังไม่ได้เรียงตัวเป็นระเบียบ คล้ายกับผ้าที่เพิ่งเริ่มทอ เส้นใยยังพันกันหลวมๆ ไม่เป็นระเบียบ

เมื่อเวลาผ่านไป เส้นใยเหล่านี้จะค่อยๆ ปรับตัวเรียงไปตามทิศทางแรงที่ผิวหนังได้รับ และประสานเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มีแรงพอจะรองรับไม่ให้ผิวหย่อนคล้อย เพราะกระบวนการเรียงตัวนี้ต้องใช้เวลา ผลของหัตถการจึงค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อยแต่คงอยู่ได้นาน

ทำไมผิวชั้นนอกไม่ไหม้แม้จะโดนความร้อนขนาดนี้?

ถ้าให้ความร้อนระดับนี้แก่ชั้นผิวหนังแท้ ตามปกติแล้วผิวชั้นนอกน่าจะร้อนยิ่งกว่า แต่ในความเป็นจริง คนที่ทำเทอร์มาจแทบไม่พบผิวไหม้เลย

กุญแจสำคัญอยู่ที่ระบบทำความเย็นที่ติดอยู่บริเวณปลายหัว เมื่อปลายหัวสัมผัสผิวหนัง ระบบนี้จะทำความเย็นให้ผิวชั้นนอกไปพร้อมๆ กับการปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุเข้าไป ผิวชั้นนอกจึงมีอุณหภูมิต่ำอยู่ตลอด ขณะที่ความร้อนไปสะสมอยู่ที่ชั้นผิวหนังแท้ส่วนลึกซึ่งได้รับผลจากความเย็นน้อยกว่า

  • ทำไมต้องทำความเย็นบริเวณผิวชั้นนอกซ้ำๆ ทั้งก่อนและหลังปล่อยพลังงาน: เพื่อลดอุณหภูมิผิวชั้นนอกและความเสี่ยงผิวไหม้ ในขณะที่ให้ความร้อนไปสะสมเฉพาะที่ชั้นผิวหนังแท้ที่ลึกกว่า
  • ทำไมต้องกดปลายหัวให้แนบผิวสนิท: ถ้าสัมผัสไม่แนบพอ ทั้งความเย็นและพลังงานจะกระจายไม่สม่ำเสมอ ทำให้บางจุดสะสมความร้อนมากหรือน้อยกว่าจุดอื่น
  • ทำไมต้องปรับระดับพลังงานตามความหนาของผิวและตำแหน่งที่ทำในแต่ละคน: เพราะแต่ละตำแหน่งมีความหนาของผิวหนังแท้และการกระจายของชั้นไขมันไม่เท่ากัน พลังงานระดับเดียวกันจึงเข้าถึงความลึกและให้ความรู้สึกร้อนต่างกัน

ทำไมแต่ละจุดบนใบหน้าถึงรู้สึกร้อนไม่เท่ากัน?

หลายคนบอกว่าทำด้วยกำลังไฟเท่ากัน แต่หน้าผาก แก้ม และกรามกลับร้อนไม่เท่ากัน สาเหตุมาจากโครงสร้างภายในผิวหนังของแต่ละบริเวณที่ต่างกันเล็กน้อย

อย่างแรกคือความหนาของชั้นผิวหนังแท้ บริเวณที่บางอย่างรอบดวงตาหรือหน้าผาก ความร้อนจะเข้าถึงชั้นลึกได้เร็ว ในขณะที่บริเวณหนาอย่างแก้มหรือกราม ความร้อนปริมาณเท่ากันมักค้างอยู่ในชั้นตื้นกว่านานกว่า

บริเวณที่อยู่ใกล้กระดูกหรือกระดูกอ่อนก็ตอบสนองต่างออกไปเช่นกัน กระดูกมีคุณสมบัตินำความร้อนได้เร็วกว่าไขมันหรือกล้ามเนื้อ ผิวหนังที่อยู่เหนือกระดูกโดยตรงจึงบางครั้งความร้อนกระจายไปด้านข้างได้ไม่ดีและสะสมอยู่จุดเดียว นี่คือเหตุผลที่บริเวณแนวกรามหรือโหนกแก้มซึ่งอยู่ใกล้กระดูกมักรู้สึกร้อนกว่าจุดอื่น

ความหนาแน่นของปลายประสาทก็แตกต่างกันด้วย บริเวณที่ไวต่อความรู้สึกอย่างรอบปากหรือรอบดวงตามีปลายประสาทกระจายอยู่หนาแน่น จึงรู้สึกร้อนแรงกว่าที่อุณหภูมิเท่ากัน ด้วยความแตกต่างเหล่านี้ ผู้ทำหัตถการจึงต้องปรับระดับพลังงานตามแต่ละบริเวณ และคอยถามความรู้สึกร้อนของคนไข้ไปตลอดการทำ

ทำไมไม่ทำด้วยกำลังไฟสูงในครั้งเดียวแต่ต้องค่อยๆ ไล่ระดับ?

การเปลี่ยนสภาพของคอลลาเจนต้องอาศัยอุณหภูมิที่อยู่ในช่วงที่เหมาะสมพอดี จึงจะได้ทั้งการหดตัวและการกระตุ้นการสร้างใหม่ตามที่ต้องการ ถ้าอุณหภูมิต่ำเกินไป การเปลี่ยนสภาพจะไม่เพียงพอ ผลลัพธ์ก็จะไม่ชัดเจน แต่ถ้าสูงเกินไป ความเสียหายของเนื้อเยื่ออาจเกินขอบเขตที่ร่างกายจะซ่อมแซมกลับคืนได้

ด้วยเหตุนี้ การทำหัตถการจึงต้องอยู่ในช่วงพลังงานที่กำหนดไว้ พร้อมสอบถามความรู้สึกร้อนและปฏิกิริยาของคนไข้ไปทีละขั้น การแบ่งบริเวณให้ทำซ้ำหลายรอบก็เพื่อไม่ให้ความร้อนกระจุกอยู่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ให้กระจายไปทั่วชั้นผิวหนังแท้อย่างสม่ำเสมอ

เหตุผลเดียวกันนี้ยังทำให้ผลลัพธ์ไม่ได้จบแค่การทำครั้งเดียว มักมีการพูดถึงการดูแลต่อเนื่องควบคู่กันไปด้วย เพราะคอลลาเจนจะค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติของความชราเมื่อเวลาผ่านไป จึงมีรายงานว่าแม้คอลลาเจนใหม่จะก่อตัวขึ้นแล้ว หลายกรณีก็ยังปรับระยะห่างของการทำซ้ำให้เหมาะกับสภาพผิวในแต่ละช่วง

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

หลักการที่โซฟเวฟเลือกให้ความร้อนเฉพาะชั้นหนังแท้กลางได้แม่นยำ พร้อมลดความเสี่ยงแผลไหม้ และเงื่อนไขการฟื้นตัว

โซฟเวฟทำงานด้วยการซ้อนลำคลื่นอัลตราซาวด์หลายเส้นให้มาบรรจบกันที่จุดเดียว จนความร้อนไปกระจุกตัวอยู่ที่ชั้นหนังแท้กลางเท่านั้น บทความนี้อธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่าทำไมลำคลื่นถึงผ่านชั้นหนังกำพร้าไปได้โดยไม่ทำร้าย แล้วไปร้อนขึ้นเฉพาะชั้นที่มีคอลลาเจน และความร้อนนั้นนำไปสู่การสร้างคอลลาเจนใหม่ได้อย่างไร

By Dr. Lee

Lifting

ทำไมโวลนิวเมอร์ RF ถึงปล่อยความร้อนแรงในครั้งเดียวเพื่อกระชับผิว หลักการ จำนวนครั้ง และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้

อธิบายว่าทำไมโวลนิวเมอร์ถึงเลือกใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงแรงในครั้งเดียว ความร้อนนั้นกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ผ่านกลไกแบบไหน และผลลัพธ์เริ่มเห็นเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน ด้วยการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย พร้อมสรุปเหตุผลของการออกแบบให้ทำน้อยครั้งและข้อควรระวังก่อนตัดสินใจทำ

By Dr. Lee

Skincare

ทำไมจูเวลุคถึงให้ผิวชุ่มฉ่ำแบบวอเตอร์กลอสตั้งแต่แรก ก่อนคอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มในอีก 6 สัปดาห์ต่อมา และอยู่ได้นานแค่ไหน

ความชุ่มฉ่ำวอเตอร์กลอสที่รู้สึกได้ทันทีหลังฉีดจูเวลุค กับวอลลุ่มคอลลาเจนที่ค่อยๆ เติมเต็มตลอด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน แท้จริงแล้วเกิดจากกลไกคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นด้วยการเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า PDLLA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในจูเวลุคกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาได้อย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles