ทำไมจูเวลุคถึงให้ผิวชุ่มฉ่ำแบบวอเตอร์กลอสตั้งแต่แรก ก่อนคอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มในอีก 6 สัปดาห์ต่อมา และอยู่ได้นานแค่ไหน
By Dr. Kim1 min read

หลายคนที่ฉีดจูเวลุคมักรู้สึกว่าผิวชุ่มฉ่ำมีน้ำมีนวลผิดปกติตั้งแต่วันรุ่งขึ้น แต่วอลลุ่มที่ทำให้แก้มหรือหน้าผากดูอิ่มขึ้นจริงๆ กลับค่อยๆ ปรากฏช้ากว่านั้นมาก
เป็นการฉีดครั้งเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงมาไม่พร้อมกัน คำตอบอยู่ที่วิธีการทำงานของสาร PDLLA ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในจูเวลุค ถ้าเข้าใจว่าสารนี้คืออะไรและร่างกายใช้ลำดับขั้นตอนแบบไหนในการสร้างคอลลาเจนขึ้นมา ความล่าช้าที่ว่านี้ก็จะดูเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย
PDLLA ในจูเวลุคคืออะไรกันแน่?
PDLLA ย่อมาจาก Poly-D,L-lactic acid ชื่อฟังดูซับซ้อน แต่คุณสมบัติจริงๆ ไม่ยากเลย ให้นึกภาพเป็นอนุภาคพอลิเมอร์ขนาดจิ๋วที่เมื่อเวลาผ่านไปในร่างกายจะสลายตัวเองกลายเป็นน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์แล้วหายไป วัสดุแบบนี้ใกล้เคียงกับไหมละลายที่ใช้เย็บแผลผ่าตัดนั่นเอง
การฉีดจูเวลุคคือการนำอนุภาคจิ๋วเหล่านี้ผสมกับสารพาหะรูปแบบเจล แล้วฉีดเข้าชั้นผิวหนังแท้ ชั้นผิวหนังแท้เป็นชั้นที่คอยพยุงผิวจากด้านล่าง มีเส้นใยโปรตีนที่เรียกว่าคอลลาเจนตั้งเรียงตัวเหมือนเสาค้ำอยู่ในนั้น เมื่ออนุภาค PDLLA เข้าไปฝังตัวในชั้นนี้ มันจะทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองมากกว่าเดิม
เหมือนไหมเย็บแผลที่ยึดปากแผลไว้ก่อน แล้วค่อยละลายหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย PDLLA ก็เช่นกัน มันจะกระตุ้นอยู่จนกว่าคอลลาเจนจะเข้าที่ จากนั้นก็ค่อยสลายกลายเป็นน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ไปเอง ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่ค้างอยู่ในร่างกายตลอดไป แต่เป็นสารที่ทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ถอยออกไปเงียบๆ
PDLLA กระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง?
เมื่ออนุภาค PDLLA เข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้ ร่างกายจะรับรู้ว่านี่คือสิ่งแปลกปลอม จึงระดมเซลล์ภูมิคุ้มกันเข้ามาจัดการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปฏิกิริยานี้เรียกว่าปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอม (foreign body reaction) พูดง่ายๆ คือร่างกายส่งทีมทำความสะอาดออกมาเก็บกวาดอนุภาคแปลกหน้านั่นเอง
ในกระบวนการนี้ เซลล์ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่าแมคโครฟาจจะเข้าโอบล้อมและค่อยๆ ย่อยสลายอนุภาค PDLLA แต่กระบวนการนี้ไม่ได้จบเงียบๆ เพราะแมคโครฟาจจะส่งสัญญาณไปยังเซลล์ไฟโบรบลาสต์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย ไฟโบรบลาสต์เปรียบเสมือนโรงงานที่ผลิตคอลลาเจนโดยตรง เมื่อได้รับสัญญาณ ไฟโบรบลาสต์จะทำงานคึกคักขึ้นและเริ่มสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่
กล่าวคือ PDLLA เองไม่ใช่คอลลาเจน แต่ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นที่จุดชนวนให้ร่างกายกลับมาเดินเครื่องโรงงานคอลลาเจนของตัวเองอีกครั้ง จูเวลุคจึงถูกอธิบายว่าไม่ใช่การเติมเต็มปริมาตรทันทีแบบฟิลเลอร์ แต่เป็นการชักนำให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง
ถ้าเปรียบเป็นไซต์ก่อสร้าง PDLLA ไม่ใช่ช่างที่มาก่ออิฐเอง แต่เปรียบเหมือนพลุสัญญาณที่เรียกช่างให้เข้ามาที่หน้างาน เมื่อพลุจุดขึ้น แมคโครฟาจกับไฟโบรบลาสต์จะทยอยมาถึงและลงมือก่อสร้างจริงคือการสร้างคอลลาเจนขึ้นมา ดังนั้นจำนวนอนุภาคที่มากไม่ได้แปลว่าคอลลาเจนจะเพิ่มขึ้นทันทีตามสัดส่วน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือสัญญาณนี้ต่อเนื่องได้นานแค่ไหน
ทำไมความรู้สึกวอเตอร์กลอสถึงปรากฏเร็วขนาดนี้หลังฉีด?
การสร้างคอลลาเจนใหม่จากปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมต้องใช้เวลา แต่เหตุผลที่ผิวดูชุ่มฉ่ำได้ตั้งแต่วันแรกๆ นั้นมาจากอีกจุดหนึ่ง นั่นคือสารพาหะรูปแบบเจลที่ห่อหุ้มอนุภาค PDLLA เอาไว้ มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นในตัวเอง
เจลตัวพานี้จะเริ่มดึงความชื้นจากรอบข้างทันทีที่เข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นในทันที คล้ายกับฟองน้ำแห้งที่พอโดนน้ำก็พองตัวขึ้นทันตา ความชุ่มฉ่ำและออร่าที่รู้สึกได้ตั้งแต่หลังฉีดไปจนถึงช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังจากนั้น จึงไม่ได้มาจากคอลลาเจนที่เพิ่มขึ้น แต่มักมาจากความสามารถในการกักเก็บน้ำของเจลตัวพานี้เป็นหลัก
ปัญหาคือผลลัพธ์ช่วงแรกนี้ไม่ได้อยู่นานเหมือนคอลลาเจน เพราะเจลตัวพาจะค่อยๆ ถูกร่างกายดูดซึมและลดลงตามเวลา ความรู้สึกวอเตอร์กลอสในช่วงแรกจึงมักจางลงไปเองภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์
คล้ายกับตอนแปะมาส์กแผ่นแล้วผิวดูชุ่มชื้นทันที แต่พอถึงวันรุ่งขึ้นก็กลับมาสภาพเดิม เจลตัวพาก็เช่นกัน มันทำหน้าที่กักเก็บความชื้นไว้เพียงชั่วคราว ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างผิวจริงๆ ผลลัพธ์จึงค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป
วอเตอร์กลอสช่วงแรกกับวอลลุ่มคอลลาเจนที่ตามมา ต่างกันตรงไหน?
ทั้งสองผลลัพธ์ต่างกันทั้งวัตถุดิบที่ทำให้เกิดขึ้นและระยะเวลาที่อยู่ได้ เทียบกันตามนี้จะเห็นภาพชัดขึ้น
- วอเตอร์กลอสช่วงแรกมาจากความสามารถกักเก็บน้ำของเจลตัวพา และมักจางลงภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังฉีด เพราะเจลจะถูกร่างกายดูดซึมจนหมดไป
- วอลลุ่มคอลลาเจนที่ตามมาเกิดจากเส้นใยคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นใหม่ และค่อยๆ สะสมตัวตลอด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน เพราะไฟโบรบลาสต์ต้องใช้เวลาในการผลิตคอลลาเจน
- ระหว่างสองช่วงนี้อาจมีช่วงที่วอลลุ่มดูจางๆ กำกวมไปชั่วขณะ เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวที่ผลของเจลจางลงแล้วแต่คอลลาเจนยังสร้างไม่เต็มที่
ด้วยเหตุนี้บางคนถึงรู้สึกว่าเมื่อผ่านไปประมาณ 1 เดือนหลังฉีด ผิวกลับดูแบนลงกว่าช่วงแรกด้วยซ้ำ ช่วงนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นขั้นตอนธรรมชาติที่กำลังส่งไม้ต่อจากเจลไปสู่คอลลาเจน
แทนที่จะส่องกระจกบ่อยๆ แล้วกังวลใจในช่วงคาบเกี่ยวนี้ การรู้ล่วงหน้าว่าผลลัพธ์ทั้งสองแบบมาไม่พร้อมกันตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ใจสบายขึ้นมาก เพราะเมื่อผ่านช่วงที่ดูแบนไปแล้ว คอลลาเจนที่สะสมมากขึ้นจะค่อยๆ ดันวอลลุ่มกลับขึ้นมาตามธรรมชาติ
ทำไมผลลัพธ์ถึงไม่มาให้เห็นทันทีในวันที่ฉีด?
กระบวนการสร้างคอลลาเจนเป็นปฏิกิริยาทางชีวภาพของร่างกาย ความเร็วจึงต่างจากการเติมสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปโดยตรง ต้องผ่านหลายขั้นตอน ตั้งแต่ปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมเริ่มขึ้น แมคโครฟาจส่งสัญญาณ ไปจนถึงไฟโบรบลาสต์ผลิตคอลลาเจนออกมา
ขั้นตอนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่เรียงลำดับทีละขั้น ช่วง 4 ถึง 6 สัปดาห์แรกเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังจดจำอนุภาค PDLLA และเตรียมปฏิกิริยา จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงที่คอลลาเจนค่อยๆ เพิ่มขึ้น คล้ายกับหว่านเมล็ดพันธุ์แล้วต้นไม้จะไม่โตขึ้นในวันรุ่งขึ้นทันที
เหมือนกับการฉีดวัคซีนที่ร่างกายไม่ได้สร้างแอนติบอดีครบถ้วนตั้งแต่วันถัดมา ร่างกายต้องรับรู้สิ่งกระตุ้น เรียกเซลล์ที่จำเป็นเข้ามา และผลิตวัตถุดิบขึ้นทีละขั้นตามลำดับ จึงต้องใช้เวลา ไม่มีทางลัดหรือเร่งขั้นตอนเหล่านี้ได้ ทำได้เพียงรอให้ร่างกายทำงานตามจังหวะของตัวเอง
ด้วยเหตุนี้จูเวลุคจึงถูกอธิบายว่าเป็นการฉีดที่มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน มากกว่าผลลัพธ์ที่เห็นชัดตั้งแต่วันแรก แทนที่จะรีบคาดหวังผลลัพธ์ ควรให้เวลาคอลลาเจนได้สะสมตัวก่อน
ต้องฉีดกี่ครั้งและผลอยู่ได้นานแค่ไหน?
สิ่งกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนใหม่มักไม่จบในการฉีดครั้งเดียว แต่มีแนวโน้มสะสมผลจากการฉีด 3 ถึง 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 ถึง 4 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งและระยะห่างที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับสภาพผิวและบริเวณที่ต้องการ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดเพื่อกำหนดแผนเฉพาะบุคคล
- เหตุผลที่แบ่งฉีด 3 ถึง 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 ถึง 4 สัปดาห์ คือการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนซ้ำๆ อย่างสะสมมักนำไปสู่วอลลุ่มที่มั่นคงกว่า
- เหตุผลที่ต้องเว้นระยะห่างระหว่างการฉีดประมาณ 3 ถึง 4 สัปดาห์ คือเพื่อให้ปฏิกิริยาการสร้างคอลลาเจนจากครั้งก่อนหน้ามีเวลาดำเนินไปอย่างเต็มที่ ถ้าฉีดถี่เกินไปปฏิกิริยาจะซ้อนทับกันจนประเมินผลได้ยาก
- เหตุผลที่ระยะเวลาคงอยู่นานกว่าฟิลเลอร์คือ เส้นใยคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จะฝังตัวอยู่ในผิวจริง ต่างจากฟิลเลอร์ที่สลายไปตามเวลาซึ่งใช้กลไกคงอยู่คนละแบบ
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะฉีดปริมาณมากในครั้งเดียว การแบ่งฉีดทีละน้อย 3 ถึง 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 ถึง 4 สัปดาห์ จะช่วยให้ร่างกายเปิดปฏิกิริยาสร้างคอลลาเจนใหม่ในแต่ละครั้ง และค่อยๆ เสริมทับกันเป็นชั้นๆ คล้ายกับการทาสีผนังบางๆ 3 ถึง 4 ชั้นจะแห้งสม่ำเสมอและแข็งแรงกว่าการทาหนาครั้งเดียว
ท้ายที่สุดแล้วความอยู่ทนของจูเวลุคขึ้นอยู่กับว่าร่างกายแต่ละคนสร้างและรักษาคอลลาเจนได้ดีแค่ไหน โดยทั่วไปมักมีรายงานว่าอยู่ได้ราว 12 ถึง 18 เดือน แต่ระยะเวลาที่รู้สึกได้จริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน อายุ สภาพผิว และบริเวณที่ฉีดล้วนมีผลต่อความเร็วและปริมาณคอลลาเจนที่สร้างขึ้น ดังนั้นแทนที่จะเทียบผลลัพธ์กับคนอื่นตรงๆ การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผิวตัวเองไปเรื่อยๆ จะเป็นประโยชน์มากกว่า
สรุปแล้วควรรู้อะไรก่อนเริ่มฉีด?
หัวใจของจูเวลุคอยู่ที่การใช้สาร PDLLA อาศัยปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมของร่างกายเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หากแยกให้ชัดว่าความชุ่มฉ่ำวอเตอร์กลอสหลังฉีดมาจากความสามารถกักเก็บน้ำของเจลตัวพา ส่วนวอลลุ่มที่ตามมาภายหลังมาจากคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ ก็จะไม่ต้องกังวลใจในช่วงคาบเกี่ยว
เพราะเป็นการฉีดที่ผลลัพธ์ค่อยๆ ปรากฏ การตัดสินผลลัพธ์จึงควรให้เวลาอย่างเพียงพอเช่นกัน ต้องรอให้ผ่านช่วงที่วอเตอร์กลอสช่วงแรกจางลง จนกระทั่งคอลลาเจนสะสมเพียงพอ จึงจะเห็นผลลัพธ์ตามที่การฉีดนี้ตั้งใจไว้ได้อย่างแท้จริง วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือให้แพทย์อธิบายไทม์ไลน์นี้ตั้งแต่ก่อนฉีด และปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลทุกครั้งที่มีข้อสงสัยระหว่างขั้นตอน
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

กรดไฮยาลูรอนิกในอควาไชน์ดูดซับน้ำในชั้นหนังแท้จนผิวอิ่มฉ่ำจากภายในได้อย่างไร และอยู่ได้นานแค่ไหน
ทำไมการฉีดอควาไชน์ถึงให้ความรู้สึกตึงฉ่ำจากภายในมากกว่าการทาครีมบำรุง บทความนี้อธิบายหลักการที่กรดไฮยาลูรอนิกอุ้มน้ำไว้ในชั้นหนังแท้ กระบวนการเกิดความเปล่งประกาย ความต่างจากฟิลเลอร์ ไปจนถึงระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่แบบเข้าใจง่าย
By Dr. Lee

เทอร์มาจให้ความร้อนแก่ผิวหนังแท้จนคอลลาเจนหดตัวแล้วค่อยๆ งอกใหม่ได้อย่างไร ทำไมผลถึงอยู่ได้นาน
เทอร์มาจใช้คลื่นวิทยุแบบโมโนโพลาร์ให้ความร้อนแก่ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนหดตัวทันที ก่อนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาในช่วง 2 ถึง 6 เดือนถัดไป บทความนี้อธิบายหลักการสองขั้นตอนนี้ด้วยการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย พร้อมไขข้อสงสัยว่าทำไมความร้อนถึงเจาะจงลงไปที่ผิวหนังแท้โดยไม่ทำร้ายผิวชั้นนอก
By Dr. Kim

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
By Dr. Lee