กรดไฮยาลูรอนิกในอควาไชน์ดูดซับน้ำในชั้นหนังแท้จนผิวอิ่มฉ่ำจากภายในได้อย่างไร และอยู่ได้นานแค่ไหน
By Dr. Lee1 min read

บางวันส่องกระจกแล้วผิวดูมีน้ำมีนวลเป็นพิเศษ แต่บางวันทาโลชั่นเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกตึงและแห้งกร้าน ความแตกต่างนี้เกิดจากสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่ากรดไฮยาลูรอนิก ชื่อที่คุ้นตาจากฉลากเครื่องสำอาง แต่ความจริงแล้วมันคือสารที่มีอยู่ในผิวของเราตามธรรมชาติอยู่แล้ว
การฉีดอควาไชน์คือการนำกรดไฮยาลูรอนิกที่เจือจางมากมาฉีดเข้าชั้นตื้นของผิว โดยฉีดถี่ ๆ ห่างกันจุดละ 1 เซนติเมตร ประมาณ 150 ถึง 300 จุด คำถามคือทำไมการฉีดถึงให้ความรู้สึกตึงฉ่ำจากภายในได้แรงกว่าการทามากขนาดนี้ เรามาไล่ดูหลักการทีละขั้นกัน
ทำไมกรดไฮยาลูรอนิกถึงจับน้ำไว้แน่นไม่ปล่อย?
กรดไฮยาลูรอนิกเป็นโมเลกุลพอลิแซ็กคาไรด์รูปร่างเหมือนเส้นด้ายยาว ๆ บนผิวเส้นด้ายนี้มีจุดจับน้ำเรียงตัวกันอยู่หนาแน่น เหมือนแม่เหล็กที่ดูดผงเหล็ก โมเลกุลกรดไฮยาลูรอนิกเพียงหนึ่งตัวสามารถดึงน้ำเข้ามาอุ้มไว้ได้มากกว่าน้ำหนักตัวเองหลายร้อยเท่า มีงานวิจัยพบว่ากรดไฮยาลูรอนิก 1 กรัม สามารถอุ้มน้ำได้มากถึงเกือบ 6 ลิตร ไม่ใช่แค่น้ำหนึ่งแก้วแต่เทียบเท่าถังน้ำหลายถัง จึงพอเห็นภาพว่าโมเลกุลเล็ก ๆ ตัวนี้มีพลังมากแค่ไหนเมื่ออยู่ในผิวของเรา
เมื่อเส้นด้ายเหล่านี้พันกันในชั้นหนังแท้ มันจะกลายเป็นร่างแหคล้ายฟองน้ำ เหมือนฟองน้ำที่อุ้มน้ำจนพองตัว เมื่อร่างแหกรดไฮยาลูรอนิกอุ้มน้ำไว้ เนื้อเยื่อผิวบริเวณนั้นก็พองฟูตามไปด้วย นี่คือเหตุผลแรกที่ทำให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้น
กรดไฮยาลูรอนิกในเครื่องสำอางที่ทาส่วนใหญ่จับน้ำได้แค่บนผิวชั้นขี้ไคลเท่านั้น ชั้นขี้ไคลเป็นเกราะป้องกันบาง ๆ ที่อยู่นอกสุดของผิว จึงเก็บน้ำไว้ได้ไม่นาน อีกทั้งโมเลกุลกรดไฮยาลูรอนิกที่มีขนาดใหญ่ก็ผ่านเกราะนี้เข้าไปได้ยาก ต่อให้ทาซ้ำแค่ไหนก็มักค้างอยู่แค่ผิวหน้าสุด ชั้นขี้ไคลเปรียบเหมือนกำแพงอิฐที่เรียงตัวแน่นและมีช่องว่างแคบมาก ส่วนโมเลกุลกรดไฮยาลูรอนิกก็มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะลอดผ่านกำแพงนี้ได้ แบรนด์เครื่องสำอางหลายเจ้าจึงหันมาใช้กรดไฮยาลูรอนิกโมเลกุลเล็กที่ตัดให้สั้นลง แต่ยิ่งตัดโมเลกุลให้เล็กเท่าไหร่ ความสามารถในการจับน้ำก็ยิ่งอ่อนลงเท่านั้น
ในทางกลับกัน การฉีดจะนำสารเข้าสู่ชั้นหนังแท้ที่ลึกกว่าด้วยเข็มโดยตรง จึงไม่ต้องเจอปัญหาเรื่องการผ่านเกราะผิวเลย ตำแหน่งที่จับน้ำจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง นี่คือความต่างพื้นฐานที่สุดระหว่างการทาและการฉีด
กรดไฮยาลูรอนิกที่ฉีดเข้าชั้นหนังแท้ไปอยู่ตรงไหนกันแน่?
ชั้นหนังแท้คือชั้นกลางของผิว เป็นบริเวณที่เส้นใยโปรตีนอย่างคอลลาเจนและอิลาสตินถักทอเกาะเกี่ยวกันเพื่อค้ำโครงสร้างผิวไว้ เปรียบง่าย ๆ คอลลาเจนเหมือนเสาที่ค้ำอาคาร ส่วนอิลาสตินเหมือนยางยืดที่เชื่อมระหว่างเสาแต่ละต้น
ช่องว่างระหว่างเสาและยางยืดเหล่านี้ถูกเติมเต็มด้วยสารอย่างกรดไฮยาลูรอนิก เมื่อฉีดอควาไชน์เข้าไป กรดไฮยาลูรอนิกจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในช่องว่างนี้เอง เหมือนปูนที่อุดช่องระหว่างก้อนอิฐ มันเข้าไปเติมความชุ่มชื้นในทุกซอกของเนื้อเยื่อ
เมื่อช่องว่างเหล่านี้ถูกเติมเต็มด้วยความชุ่มชื้น ผิวทั้งผืนก็จะดูมีปริมาตรและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ใช่แค่ผิวชั้นบนที่ดูชุ่มชื้นขึ้นเท่านั้น แต่ความอิ่มฟูเกิดขึ้นตั้งแต่ชั้นในเลย จึงทำให้สัมผัสด้วยมือแล้วรู้สึกต่างออกไปอย่างชัดเจน
เหมือนบ้านอิฐเก่าที่ปูนกร่อนจนเกิดช่องว่าง กำแพงทั้งหลังก็จะโยกคลอนตามไปด้วย เมื่ออายุมากขึ้น กรดไฮยาลูรอนิกในชั้นหนังแท้ก็ลดลงตามธรรมชาติ ผิวจึงบางลงและหย่อนคล้อยด้วยเหตุผลเดียวกัน การฉีดอควาไชน์จึงเปรียบเหมือนการเข้าไปเติมปูนในช่องว่างที่หลวมนั้นให้กลับมาแน่นเหมือนเดิม
ความฉ่ำตึงจากภายในกับความเปล่งประกายบนผิวเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ความฉ่ำตึงจากภายในเกิดจากร่างแหในชั้นหนังแท้ที่อุ้มน้ำไว้ดังที่อธิบายไปข้างต้น เวลาใช้นิ้วกดแล้วผิวเด้งกลับมาอย่างเต่งตึง นั่นคือสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าความชุ่มชื้นภายในถูกเติมเต็มแล้ว
ส่วนความเปล่งประกายที่มองเห็นด้วยตาเปล่านั้นเกิดขึ้นด้วยกลไกที่ต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อผิวขรุขระ แสงจะกระเจิงไปหลายทิศทางจนดูหมองคล้ำ แต่ถ้าผิวเรียบเนียนและมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ แสงจะสะท้อนออกมาในทิศทางเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ การสะท้อนที่เป็นระเบียบนี้เองที่ตาเรามองเห็นเป็นความเปล่งประกาย หรือที่เรียกว่าผิวเรืองแสง
พูดง่าย ๆ คือความฉ่ำตึงจากภายในเป็นเรื่องของปริมาณน้ำในเนื้อเยื่อ ส่วนความเปล่งประกายเป็นเรื่องของความเรียบเนียนบนผิวและการสะท้อนของแสง การฉีดอควาไชน์ส่งผลต่อทั้งสองอย่างพร้อมกัน จึงมีรายงานว่าความพึงพอใจของผู้ที่ทำมักออกมาสูง
ลองยืนหน้าต่างในวันที่ไม่แต่งหน้าดูก็ได้ วันที่ผิวเรียบเนียนกับวันที่ผิวแห้งกร้านจะรู้สึกถึงการสะท้อนแสงที่ต่างกันอย่างชัดเจน เวลาถ่ายรูปแล้วบางจุดบนหน้าดูเงางามเป็นพิเศษ ส่วนบางจุดดูหมองคล้ำ ก็เป็นหลักการเดียวกันนี้เอง
อควาไชน์ต่างจากฟิลเลอร์ตรงไหน?
ฟิลเลอร์ก็ใช้กรดไฮยาลูรอนิกเช่นกัน แต่จุดประสงค์และความลึกในการฉีดต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟิลเลอร์มักฉีดเข้าชั้นหนังแท้ลึกหรือลึกไปถึงชั้นไขมันใต้ผิว เพื่อเติมปริมาตรหรือปรับรูปทรงในจุดเฉพาะ เช่น จมูก ร่องแก้ม หรือแก้ม กรดไฮยาลูรอนิกที่ใช้ในฟิลเลอร์จึงถูกออกแบบให้มีการเชื่อมโยงโมเลกุล (cross-linking) แน่นหนา เพื่อให้คงรูปอยู่ในตำแหน่งนั้นได้นานและเฉพาะจุด
อควาไชน์ทำในทิศทางตรงข้าม คือฉีดกรดไฮยาลูรอนิกที่เจือจางมากเข้าชั้นตื้นของผิวเป็นหลัก กระจายทั่วใบหน้าหรือบริเวณกว้าง ห่างกันจุดละ 1 เซนติเมตร ประมาณ 100 ถึง 250 จุด จุดประสงค์ไม่ใช่การเติมปริมาตรให้นูนขึ้นในจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการยกระดับผิวโดยรวมทั้งเนื้อผิวและความชุ่มชื้นให้สม่ำเสมอทั้งบริเวณ
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ ฟิลเลอร์เหมือนการก่ออิฐในจุดเฉพาะเพื่อสร้างรูปทรง ส่วนอควาไชน์เหมือนการรดน้ำให้ทั่วพื้นที่กว้าง ๆ ทั้งสองอย่างใช้วัตถุดิบเดียวกันแต่วิธีใช้และผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ยกตัวอย่างเช่น เวลาเสริมปลายจมูกให้โด่งขึ้น หมอจะฉีดฟิลเลอร์เพียงหยดเดียวในตำแหน่งที่แม่นยำ แต่การฉีดอควาไชน์จะฉีดตื้น ๆ กระจายตั้งแต่หน้าผากไปจนถึงแก้มและคาง ประมาณ 100 ถึง 200 จุด เพราะเป้าหมายต่างกัน ขนาดเข็ม ความลึกในการฉีด และเวลาที่ใช้ในการทำจึงถูกออกแบบมาต่างกันตั้งแต่แรก
ทำไมฉีดครั้งเดียวไม่จบ ต้องทำหลายครั้ง?
กรดไฮยาลูรอนิกที่ฉีดเข้าไปจะถูกย่อยสลายไปทีละน้อยด้วยเอนไซม์ในร่างกาย เอนไซม์ที่ทำหน้าที่นี้เรียกว่าไฮยาลูโรนิเดส ซึ่งเป็นกระบวนการเผาผลาญตามปกติของสารที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว
ปัญหาคือความเร็วในการย่อยสลายนี้แตกต่างกันไปในแต่ละคนและแต่ละบริเวณ คนที่มีเมแทบอลิซึมสูงมักย่อยสลายเร็วกว่า และถ้ามีปัจจัยที่สร้างภาระให้ผิว เช่น การโดนแดดหรือการสูบบุหรี่ ร่างแหที่อุ้มน้ำก็จะพังทลายเร็วขึ้นเช่นกัน
จึงอาจรู้สึกว่าทำครั้งเดียวได้ผลไม่นาน โดยทั่วไปมักทำเป็นคอร์ส 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 ถึง 4 สัปดาห์ เพราะเมื่อค่อย ๆ ฉีดสะสมทีละครั้ง ร่างแหในผิวจะค่อย ๆ หนาขึ้น และมีรายงานว่าความสามารถของผิวในการจับน้ำเองก็ดีขึ้นตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้อายุยังน้อย แต่ถ้าไม่ป้องกันแดดและสูบบุหรี่ด้วย ร่างแหในผิวก็อาจหลวมเร็วกว่าคนวัยเดียวกันที่ดูแลตัวเองสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้ระยะห่างและจำนวนครั้งของการฉีดจึงมักถูกปรับให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน
ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
ระยะเวลาที่ผลลัพธ์ของอควาไชน์คงอยู่มักขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้
- ระดับการเชื่อมโยงโมเลกุล (cross-linking) ของกรดไฮยาลูรอนิกที่ฉีด: ถ้าเชื่อมโยงน้อยจะย่อยสลายเร็วและอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าเชื่อมโยงมากกว่าเล็กน้อยก็มักอยู่ได้นานกว่า เพราะโครงสร้างทางกายภาพที่กำหนดความเร็วในการย่อยสลายนั้นต่างกันตั้งแต่ต้น
- ความเร็วในการเผาผลาญของผิวแต่ละคน: อายุ ฮอร์โมน และพฤติกรรมการใช้ชีวิตส่งผลให้การทำงานของเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสต่างกัน แม้ทำเหมือนกันแต่แต่ละคนจะรู้สึกว่าผลอยู่ได้นานไม่เท่ากัน
- การป้องกันแดดและการดูแลตัวเอง: แสงแดดมีส่วนกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ย่อยสลายในผิว หากละเลยการกันแดด ความชุ่มชื้นที่เพิ่งเติมเข้าไปก็อาจหายไปเร็วกว่าที่ควร
โดยทั่วไปมีรายงานว่าหลายคนรู้สึกถึงผลลัพธ์อยู่ได้ราว 4 ถึง 8 สัปดาห์ แต่นี่เป็นเรื่องที่แตกต่างกันมากในแต่ละคน และยังขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังทำด้วย เมื่อทั้งสามปัจจัยนี้มารวมกัน ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่จึงอาจต่างกันค่อนข้างมาก แม้แต่คนสองคนที่ทำในวันเดียวกันก็อาจรู้สึกถึงผลลัพธ์ที่ต่างกันได้
ทำอย่างไรให้ปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง?
กรดไฮยาลูรอนิกเองเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายเราตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงมีรายงานว่าอาการแพ้พบได้น้อย แต่ด้วยความที่เป็นการฉีด อาการบวม ช้ำ หรือแดงบริเวณที่ฉีดก็เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป เพราะเป็นปฏิกิริยาปกติต่อการกระตุ้นทางกายภาพจากเข็มที่ผ่านเข้าไป
แม้จะพบได้น้อย แต่ถ้าเข็มพลาดเข้าไปในหลอดเลือด อาจทำให้เลือดไหลเวียนผิดปกติได้ จึงจำเป็นต้องทำกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคของใบหน้าเป็นอย่างดี เพราะตำแหน่งและความลึกของหลอดเลือดในแต่ละจุดของใบหน้าไม่เหมือนกัน ความชำนาญของผู้ทำจึงส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัย
หากบริเวณที่ฉีดบวมผิดปกติ ปวดมาก หรือสีผิวเปลี่ยนไป ควรแจ้งคลินิกทันที มีรายงานว่าสามารถฉีดเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายกรดไฮยาลูรอนิก เพื่อแก้ไขจุดที่มีปัญหาให้กลับสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว จึงพอจะอุ่นใจได้ว่ามีวิธีรับมือรองรับอยู่ ก่อนทำควรสอบถามล่วงหน้าว่าอาการบวมหรือช้ำจะยุบตัวลงเมื่อไหร่ และควรดูแลป้องกันแดดอย่างไร
ยกตัวอย่างเช่น บริเวณที่หลอดเลือดอยู่ตื้น เช่น รอบดวงตาหรือหน้าผาก จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การเล่าสภาพผิว ประวัติการแพ้ และยาที่กำลังใช้อยู่ให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดก่อนทำ ก็ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาปลอดภัยมากขึ้นเช่นกัน
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ทำไมจูเวลุคถึงให้ผิวชุ่มฉ่ำแบบวอเตอร์กลอสตั้งแต่แรก ก่อนคอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มในอีก 6 สัปดาห์ต่อมา และอยู่ได้นานแค่ไหน
ความชุ่มฉ่ำวอเตอร์กลอสที่รู้สึกได้ทันทีหลังฉีดจูเวลุค กับวอลลุ่มคอลลาเจนที่ค่อยๆ เติมเต็มตลอด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน แท้จริงแล้วเกิดจากกลไกคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นด้วยการเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า PDLLA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในจูเวลุคกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาได้อย่างไร
By Dr. Kim

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect
เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
By Dr. Lee