prettytime
Filler

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน

By Dr. Lee1 min read

พอพูดถึงฟิลเลอร์ หลายคนจะนึกถึงตัวที่ทำจากกรดไฮยาลูโรนิก (HA) เป็นหลัก แต่ในคลินิกจริงยังมีฟิลเลอร์อีกกลุ่มหนึ่งที่หลักการทำงานต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คือฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบแคลเซียม อย่าง Radiesse ชื่อสารที่แท้จริงคือ calcium hydroxyapatite หรือเรียกย่อว่า CaHA ผลิตจากแคลเซียมชนิดเดียวกับที่พบในกระดูกและฟัน นำมาบดเป็นอนุภาคขนาดเล็กมากแล้วผสมลงในเจล

จุดที่ทำให้ฟิลเลอร์ตัวนี้พิเศษคือ หลังฉีดเสร็จวอลุ่มจะขึ้นทันที และในเวลาเดียวกันร่างกายก็เริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่ต่อเนื่องไปอีก 4 weeks ถึง 6 months พูดง่าย ๆ คือผลิตภัณฑ์นี้ให้ผลทั้งแบบทันทีและแบบระยะยาวในตัวเดียวกัน เมื่อเข้าใจหลักการนี้แล้ว จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไมผลถึงอยู่ได้นาน และทำไมถึงมีการนำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ด้วย

ฟิลเลอร์ที่ต่างกันในเรื่องวัตถุดิบ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในผิวก็ต่างกันไปด้วย ดังนั้นการจะเข้าใจ Radiesse ให้ครบ ต้องเริ่มจากดูว่าตัวสารประกอบด้วยอะไร แล้วอนุภาคเหล่านั้นทำปฏิกิริยาในผิวตามลำดับอย่างไร

Radiesse ทำจากอะไร?

Radiesse คือเจลตัวพาที่แทรกอนุภาคแคลเซียมขนาดเล็กมากไว้อย่างหนาแน่น อนุภาคนี้คือ calcium hydroxyapatite หรือ CaHA ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกับแคลเซียมในกระดูกและฟัน จึงเชื่อกันว่าร่างกายรับได้ค่อนข้างดี ไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมอย่างรุนแรง

อนุภาคเหล่านี้มีขนาดเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น กระจายอยู่ทั่วเนื้อเจลอย่างสม่ำเสมอ เจลทำหน้าที่เหมือนเบาะรองรับที่แทรกอยู่ระหว่างอนุภาค และสร้างปริมาตรได้ทันทีตั้งแต่ฉีดเสร็จ นี่คือจุดเด่นแรกของฟิลเลอร์ตัวนี้ คือเห็นผลได้ทันทีหลังทำ

หลักการที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่ม

ผลที่เห็นทันทีหลังฉีดนั้นอธิบายได้ไม่ยาก เพราะก้อนเจลและอนุภาคจะเข้าไปเติมเต็มพื้นที่ว่างใต้ผิวโดยตรงในทางกายภาพ คล้ายกับการเทเม็ดทรายลงในลูกโป่ง แล้วบริเวณนั้นก็นูนขึ้นมา

แต่ Radiesse ไม่ได้เป็นแค่เจลเปล่า ๆ มันมีอนุภาคแข็งแทรกอยู่ด้วย จึงมีรายงานว่าคงรูปทรงในตำแหน่งที่ฉีดได้นานกว่าฟิลเลอร์ที่เป็นเจลล้วน อนุภาคจะเกาะเกี่ยวกันเป็นโครงค้ำยัน ทำให้ทนต่อแรงกดได้ดีขึ้น รูปทรงไม่ยุบตัวง่าย ด้วยเหตุนี้จึงมักถูกเลือกใช้ในบริเวณที่ขยับบ่อย เช่น ร่องแก้ม หรือบริเวณที่ผิวบางจนเห็นกระดูกและเอ็นชัด อย่างหลังมือ

กลไกที่คอลลาเจนถูกกระตุ้นตามมา

จุดที่ Radiesse ต่างจากฟิลเลอร์ตัวอื่นชัดที่สุดอยู่ตรงนี้ เมื่อร่างกายเจออนุภาคแปลกปลอมใต้ผิว มันจะไม่เพิกเฉย แม้ไม่ใช่สถานการณ์บาดแผล แต่พอมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ ร่างกายก็เรียกเซลล์รอบข้างเข้ามาห่อหุ้มและตอบสนอง

ในกระบวนการนี้ ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนโดยตรง จะเคลื่อนตัวเข้ามารวมกันรอบอนุภาค ไฟโบรบลาสต์เปรียบเหมือนช่างที่คอยถักทอเสาคอลลาเจนในผิว อนุภาคทำหน้าที่เหมือนตัวกระตุ้นเล็ก ๆ ที่ปลุกให้เซลล์เหล่านี้ทำงานต่อเนื่อง ตลอดช่วง 4 weeks ถึง 6 months คอลลาเจนใหม่จะค่อย ๆ เกาะตัวก่อร่างขึ้นรอบอนุภาค ดังนั้นในช่วงแรกหลังฉีด ปริมาตรของเจลกับอนุภาคจะเป็นตัวสร้างผลลัพธ์ พอเวลาผ่านไป คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จะเข้ามารับช่วงต่อ

ทำไมร่างกายถึงมองอนุภาคเป็นสัญญาณกระตุ้นคอลลาเจน

หัวใจของปฏิกิริยานี้คือ ร่างกายมองอนุภาคว่าเป็นแค่สิ่งกระตุ้นเบา ๆ ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่อันตราย เพราะ calcium hydroxyapatite มีโครงสร้างใกล้เคียงกับส่วนประกอบของกระดูก ร่างกายจึงไม่พยายามผลักออกอย่างรุนแรง แต่ตอบสนองด้วยการส่งสัญญาณเบา ๆ ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ แทน

สัญญาณเบา ๆ ต่อเนื่องนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้ทำงานได้นานและสม่ำเสมอ หากสิ่งกระตุ้นแรงเกินไปอาจนำไปสู่การอักเสบและเกิดแผลเป็นได้ ในทางกลับกันหากอ่อนเกินไปก็จะไม่เกิดปฏิกิริยาอะไรเลยและถูกดูดซึมหายไปเฉย ๆ อนุภาคของ Radiesse ถูกออกแบบให้อยู่ตรงกลางระหว่างสองจุดนี้ คือให้สิ่งกระตุ้นในระดับพอเหมาะและคงอยู่ได้นาน ผลคือตัวอนุภาคเองจะค่อย ๆ สลายหายไปในร่างกาย แต่คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จะยังคงอยู่ในตำแหน่งนั้นและรับช่วงเรื่องปริมาตรต่อไป

วิธีการนี้ต่างจากฟิลเลอร์ชนิดอื่นตรงที่มันไม่ได้ฉีดคอลลาเจนเข้าไปโดยตรง แต่เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง ด้วยเหตุนี้ ผลลัพธ์จึงไม่ได้มาแบบทันที แต่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตลอดช่วง 4 weeks ถึง 6 months

เหตุผลที่นำมาเจือจางใช้แบบสกินบูสเตอร์

ช่วงหลังมานี้ Radiesse ไม่ได้ถูกใช้แบบเข้มข้นเสมอไป แต่มีการนำมาเจือจางในน้ำเกลือหรือลิโดเคนหลายเท่า แล้วฉีดกระจายเป็นชั้นบาง ๆ วิธีนี้มักเรียกกันว่าวิธีสกินบูสเตอร์

หากฉีดแบบเข้มข้นเข้าไปโดยตรง อนุภาคจะรวมตัวกันเป็นก้อนวอลุ่มชัดเจนในจุดเดียว ในขณะที่แบบเจือจางจะมีความเข้มข้นของอนุภาคต่ำกว่า จึงไม่จับตัวเป็นก้อนในจุดใดจุดหนึ่ง แต่กระจายเป็นชั้นบาง ๆ ได้ทั่วบริเวณกว้าง เช่น ทั่วใบหน้าหรือลำคอ แม้ไม่เห็นก้อนวอลุ่มชัดเจน แต่อนุภาคยังทำหน้าที่กระตุ้นคอลลาเจนตามเดิม จึงมักถูกเลือกใช้เมื่อต้องการปรับความยืดหยุ่นและผิวสัมผัสของผิวโดยรวม มากกว่าต้องการวอลุ่มที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าวิธีนี้ต้องอาศัยการประเมินตำแหน่งและเทคนิคการฉีดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากกว่าการฉีดแบบเข้มข้น

อยู่ได้นานแค่ไหน?

มีรายงานว่าผลของ Radiesse อยู่ได้ประมาณ 12 to 18 months ซึ่งนานกว่าฟิลเลอร์ HA ทั่วไปที่มักอยู่ได้ราว 6 to 12 months ค่อนข้างชัดเจน

เหตุผลที่อยู่ได้นานมาจากกลไกสองขั้นตอนที่กล่าวไปข้างต้น ช่วงแรกวอลุ่มทางกายภาพจากเจลและอนุภาคจะเข้าไปตั้งฐานก่อน จากนั้นขณะที่อนุภาคค่อย ๆ สลายและหายไป คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ก็จะเข้ามาเติมช่องว่างนั้นและรักษาวอลุ่มไว้ต่อ นั่นหมายความว่าแม้ตัวฟิลเลอร์เองจะสลายไปแล้ว คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเองก็ยังคงอยู่ต่ออีกราว 6 months ช่วยพยุงวอลุ่มไว้ได้ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าระยะเวลาที่อยู่จริงแตกต่างกันมากตามตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณที่ใช้ และอัตราการเผาผลาญของแต่ละคน จึงควรมองตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าอ้างอิงคร่าว ๆ มากกว่าตัวเลขตายตัว

เหมาะกับบริเวณไหนบ้าง?

Radiesse มักถูกเลือกใช้ในบริเวณที่สามารถดึงจุดเด่นสองอย่างออกมาใช้ได้เต็มที่ คือแรงค้ำยันจากอนุภาคและการกระตุ้นคอลลาเจน

  • ร่องแก้มและเส้นมารีโอเน็ต (marionette line): แม้เป็นบริเวณที่ขยับตามสีหน้าบ่อย แต่มีรายงานว่าอนุภาคที่เกาะเกี่ยวกันช่วยคงตำแหน่งไว้ได้ดี จึงไม่ยุบง่ายแม้ขยับบ่อย
  • หลังมือ: บริเวณที่ผิวบางจนเห็นกระดูกและเอ็นชัด การเติมวอลุ่มพร้อมกับคอลลาเจนที่ค่อย ๆ สะสม จะช่วยสร้างความหนาที่ดูเป็นธรรมชาติได้
  • แนวกรามและรอบโหนกแก้ม: ด้วยแรงค้ำยันที่ค่อนข้างดี จึงมักถูกเลือกใช้เพื่อเสริมโครงหน้าให้ดูมีมิติขึ้นเล็กน้อย
  • ปรับผิวสัมผัสทั่วใบหน้า: เมื่อฉีดแบบเจือจางความเข้มข้นต่ำกระจายเป็นชั้นบาง ๆ มีรายงานว่ามักใช้เพื่อเป้าหมายด้านความยืดหยุ่นและผิวสัมผัส มากกว่าการเน้นวอลุ่มที่ชัดเจน

หากกำลังพิจารณาทำ Radiesse การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกว่าจะใช้แบบเข้มข้นหรือแบบเจือจาง ให้เหมาะกับตำแหน่งและเป้าหมายที่ต้องการ จะช่วยได้มาก และเนื่องจากคอลลาเจนต้องใช้เวลาในการก่อร่างขึ้น การเว้นระยะให้เพียงพอแล้วติดตามผลอย่างต่อเนื่องก็ถือเป็นขั้นตอนธรรมชาติของกระบวนการนี้เช่นกัน

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Filler

ริ้วรอยหลังมือและเส้นเอ็นที่นูนชัด ทำไมฟิลเลอร์ Radiesse ถึงได้ผล พร้อมระยะเวลาที่วอลุ่มอยู่ทน

หลังมือที่ผิวบางและโดนแดดตลอดเวลา แสดงริ้วรอยของวัยเร็วกว่าใบหน้า บทความนี้อธิบายว่าฟิลเลอร์ calcium hydroxylapatite ที่เติมวอลุ่มที่ยุบไปทำงานอย่างไร พร้อมสกินบูสเตอร์และไมโครนีดลิ่งที่ช่วยเรื่องผิวเนื้อ รวมถึงการดูแลที่บ้านและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ทน สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Filler

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect

เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Kim

Botox

สกินโบท็อกซ์ต่างจากโบท็อกซ์ลบริ้วรอยอย่างไร ทำไมถึงช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมัน ลดรอยแดง และอยู่ได้นานแค่ไหน

สกินโบท็อกซ์ใช้สารตัวเดียวกับโบท็อกซ์ลบริ้วรอย แต่วิธีฉีดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายหลักการฉีดแบบตื้นและกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ออกฤทธิ์ต่อต่อมไขมัน กล้ามเนื้อมัดเล็กรอบรูขุมขน และปลายประสาท ไปจนถึงเหตุผลที่รอยแดงลดลง และระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่

By Dr. Lee

Back to articles