สกินโบท็อกซ์ต่างจากโบท็อกซ์ลบริ้วรอยอย่างไร ทำไมถึงช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมัน ลดรอยแดง และอยู่ได้นานแค่ไหน
By Dr. Lee1 min read

พูดถึงโบท็อกซ์ หลายคนนึกถึงการฉีดลบริ้วรอยที่หน้าผากหรือระหว่างคิ้วเป็นอันดับแรก แต่ช่วงหลังมานี้เริ่มได้ยินเรื่องสกินโบท็อกซ์กันมากขึ้น ทั้งช่วยให้รูขุมขนดูกระชับ ลดความมัน และลดรอยแดงบนใบหน้า ทั้งที่เป็นโบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกันขนาดนี้
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวสาร แต่อยู่ที่วิธีการฉีด โบท็อกซ์ลบริ้วรอยและสกินโบท็อกซ์ใช้โบทูลินัมท็อกซิน (botulinum toxin) ตัวเดียวกัน แต่ตำแหน่งและปริมาณที่ฉีดต่างกันโดยสิ้นเชิง ความต่างตรงนี้เองที่ทำให้รูขุมขน ความมัน และรอยแดงเปลี่ยนไปพร้อมกัน
ทำไมสกินโบท็อกซ์ต้องฉีดตื้นและแบ่งเป็นหลายจุด?
โบท็อกซ์ลบริ้วรอยเจาะจงฉีดไปที่กล้ามเนื้อบางมัดที่กำหนดไว้ชัดเจน เช่น กล้ามเนื้อที่ทำให้ขมวดคิ้วหรือกล้ามเนื้อที่ยกหน้าผาก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สร้างการแสดงออกทางสีหน้า โดยฉีดปริมาณน้อยแต่เข้มข้นตรงจุดนั้น เพื่อกดการทำงานของกล้ามเนื้อมัดนั้นโดยตรง
แต่สกินโบท็อกซ์เล็งเป้าหมายต่างออกไป แทนที่จะฉีดตรงกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่ง จะเจือจางท็อกซินให้เข้มข้นน้อยลงมาก แล้วฉีดเป็นจุดเล็ก ๆ ถี่ ๆ กระจายไปทั่วชั้นตื้นของใบหน้าทั้งหมดหรือบริเวณกว้าง คล้ายกับการรดน้ำต้นไม้ในแปลง ที่ไม่รดจุดเดียวให้แฉะ แต่ใช้สปริงเกลอร์กระจายน้ำให้ทั่วอย่างสม่ำเสมอ
การฉีดแบบตื้นและกระจายกว้างแบบนี้แทบไม่ไปแตะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ควบคุมสีหน้าเลย แต่จะส่งผลเบา ๆ ต่อต่อมไขมันและต่อมเหงื่อที่อยู่ในชั้นผิวตื้น รวมถึงเส้นใยกล้ามเนื้อขนาดจิ๋วรอบรูขุมขนและปลายประสาทบริเวณนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่สกินโบท็อกซ์ออกฤทธิ์ต่อผิว รูขุมขน และรอยแดง โดยไม่ทำให้ใบหน้าดูแข็งหรือขยับหน้าลำบาก
หลักการที่ทำให้รูขุมขนดูกระชับและความมันลดลงคืออะไร?
กระบวนการที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันเริ่มต้นจากคำสั่งของเส้นประสาท เมื่อปลายประสาทปล่อยสารสื่อประสาทที่ชื่ออะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ออกมา ซึ่งเปรียบง่าย ๆ ได้ว่าเป็นข้อความสั้น ๆ ที่เส้นประสาทส่งไปยังเซลล์ถัดไป เซลล์ต่อมไขมันที่รับสัญญาณนี้ก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น
โบทูลินัมท็อกซินจะเข้าไปปิดกั้นไม่ให้ข้อความนี้ถูกส่งออกไปตั้งแต่ต้น เหมือนกับการล็อกตู้จดหมายไม่ให้จดหมายส่งออกไปได้ เมื่ออะเซทิลโคลีนไม่ถูกปล่อยออกมาจากปลายประสาท ต่อมไขมันก็ไม่ได้รับคำสั่ง ทำให้ผลิตน้ำมันน้อยลง หลายรายงานพบว่าหลังฉีดสกินโบท็อกซ์ ปริมาณความมันบนผิวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ก็เป็นผลจากกลไกนี้เอง
เหตุผลที่รูขุมขนดูกระชับขึ้นก็ต่อเนื่องมาจากตรงนี้ ปกติเมื่อรูขุมขนเต็มไปด้วยน้ำมัน แรงดันจากด้านในจะดันให้รูขุมขนดูเปิดกว้าง เมื่อการผลิตน้ำมันลดลง แรงดันที่ดันให้รูขุมขนเปิดก็ลดลงตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน เส้นใยกล้ามเนื้อจิ๋ว ๆ ที่โอบรอบรูขุมขนก็คลายตัวลงจากฤทธิ์ของท็อกซิน ทำให้รูขุมขนที่เคยตึงเปิดกว้างเปลี่ยนเป็นหุบเข้ามากขึ้น เมื่อสองปัจจัยนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน รูขุมขนจึงดูเล็กลงมาก แม้ขนาดจริงจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม
ทำไมผิวถึงดูเรียบเนียนขึ้น?
ต่อมเหงื่อก็รับคำสั่งจากเส้นประสาทในลักษณะคล้ายกับต่อมไขมัน เมื่อสกินโบท็อกซ์ลดสัญญาณประสาทรอบต่อมเหงื่อลง เหงื่อที่ออกมากเกินไปก็ลดลงตามไปด้วย นี่คือเหตุผลที่บริเวณที่เคยเหนอะหนะจากเหงื่อปนน้ำมัน อย่างจุดที่เป็นสิวง่าย จะรู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ เมื่อกล้ามเนื้อรอบรูขุมขนคลายตัว พื้นผิวผิวหนังที่ขรุขระเล็ก ๆ ก็ลดลงตามไปด้วย ผิวที่ขรุขระจะทำให้แสงกระจายสะท้อนไปหลายทิศทาง ทำให้ดูหมองคล้ำและหยาบกร้าน ในทางกลับกัน เมื่อรูขุมขนหุบลงและพื้นผิวเรียบขึ้น แสงจะสะท้อนไปในทิศทางที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและกระจ่างใส
กล่าวคือ ผิวที่เรียบเนียนขึ้นไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของความมันที่ลดลง เหงื่อที่ควบคุมได้ดีขึ้น และกล้ามเนื้อรอบรูขุมขนที่คลายตัว เมื่อทั้งสามอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงมักมีคนบอกว่าแต่งหน้าติดทนนานขึ้นตามไปด้วย
รอยแดงลดลงผ่านกลไกแบบไหน?
อาการหน้าแดงมักเริ่มต้นจากเส้นประสาทส่งสัญญาณสั่งให้หลอดเลือดขยายตัว เมื่อปลายประสาทรับความรู้สึกปล่อยสารสื่อสัญญาณอย่างซับสแตนซ์พี (substance P) และ CGRP ออกมา สารเหล่านี้จะสั่งให้หลอดเลือดรอบ ๆ ขยายตัว เมื่อหลอดเลือดขยาย เลือดจะไหลมาคั่งที่บริเวณนั้นจนดูแดง ปฏิกิริยาแบบนี้เรียกว่าการอักเสบจากระบบประสาท (neurogenic inflammation)
โบทูลินัมท็อกซินยังทราบกันว่าช่วยยับยั้งการปล่อยสารสื่อสัญญาณเหล่านี้จากปลายประสาทได้ด้วย นั่นหมายความว่านอกจากอะเซทิลโคลีนที่กล่าวไปแล้ว ยังลดการปล่อยสารสื่อสัญญาณตัวอื่นที่สั่งให้หลอดเลือดขยายตัวได้อีกด้วย ผลก็คือแม้จะเจอสิ่งกระตุ้นที่เคยทำให้หน้าแดง เช่น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง อาหารรสเผ็ด หรือความเครียด หลอดเลือดก็จะไม่ขยายตัวได้ง่ายเหมือนก่อน
การที่ต่อมเหงื่อทำงานน้อยลงก็ช่วยบรรเทาอาการหน้าแดงเช่นกัน เพราะเส้นทางประสาทที่ควบคุมเหงื่อกับเส้นทางประสาทที่กระตุ้นให้หน้าแดงมักซ้อนทับกันในบริเวณใบหน้า มีรายงานว่าเมื่อเหงื่อสงบลง อาการหน้าแดงที่มาพร้อมความร้อนวูบวาบก็ลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม สาเหตุของหน้าแดงในแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางกรณีที่หลอดเลือดขยายตัวถาวรอยู่แล้ว การฉีดสกินโบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
เริ่มเห็นผลตอนไหน และอยู่ได้นานแค่ไหน?
โบท็อกซ์ลบริ้วรอยออกฤทธิ์โดยกดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อโดยตรง จึงรู้สึกถึงผลลัพธ์ได้ชัดเจนและรวดเร็วกว่า ในขณะที่สกินโบท็อกซ์ลดสัญญาณจากปลายประสาทเพียงเบา ๆ การเปลี่ยนแปลงจึงค่อยเป็นค่อยไป โดยทั่วไปจะเริ่มรู้สึกว่าความมันและเหงื่อลดลงในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังฉีด ส่วนการเปลี่ยนแปลงของรูขุมขนและผิวเรียบเนียนมักจะรู้สึกได้ช้ากว่านั้นอีกเล็กน้อย
ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ก็ต่างจากโบท็อกซ์ลบริ้วรอยเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไป ปลายประสาทจะแตกแขนงใหม่และฟื้นความสามารถในการส่งสัญญาณกลับมาได้ ซึ่งมีรายงานว่าสกินโบท็อกซ์ที่ฉีดแบบตื้นและเจือจางจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วกว่า ผลลัพธ์จึงค่อย ๆ จางลงในช่วง 3 ถึง 4 เดือนหลังฉีด และระยะเวลาที่รู้สึกว่ายังคงอยู่นั้นแตกต่างกันไปตามปริมาณความมันตามธรรมชาติและอัตราการเผาผลาญของผิวแต่ละคน
ควรฉีดซ้ำบ่อยแค่ไหน?
ความเร็วที่ผลจางลงแตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้นรอบการฉีดซ้ำจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้
- ปริมาณความมันตามธรรมชาติ: ผิวที่มีความมันมากอยู่แล้วจะกลับมามันเห็นได้ชัดทันทีที่สัญญาณประสาทฟื้นตัว ทำให้รอบการฉีดซ้ำมักจะสั้นกว่า
- ปริมาณและความเข้มข้นที่ฉีด: หากฉีดเข้มข้นกว่าและกระจายหลายชั้นมากขึ้น ผลจะอยู่ได้นานกว่า แต่ถ้าฉีดแบบบางเบาเพียงรอบเดียว อาจตามความเร็วในการฟื้นตัวของเส้นประสาทไม่ทัน ทำให้ผลจางเร็วขึ้น
- การดูแลเรื่องแสงแดดและพฤติกรรมประจำวัน: แสงแดดและสิ่งกระตุ้นผิวเป็นปัจจัยที่ทราบกันว่ากระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานอีกครั้ง หากละเลยการกันแดด ความมันและรอยแดงที่พยายามลดไว้ก็อาจกลับมาเร็วกว่าที่ควร
โดยทั่วไปมักฉีดซ้ำทุก 3 ถึง 4 เดือน และมีรายงานว่ายิ่งฉีดซ้ำหลายครั้ง พฤติกรรมการส่งสัญญาณของปลายประสาทก็ยิ่งจางลงทีละน้อย ทำให้ระยะเวลาที่ผลคงอยู่ยาวนานขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้แตกต่างกันมากในแต่ละคน จึงยังฟันธงเป็นข้อสรุปตายตัวไม่ได้
แล้วควรเข้ารับการรักษาแบบไหน?
สกินโบท็อกซ์ใช้สารตัวเดียวกับโบท็อกซ์ลบริ้วรอย แต่ถูกออกแบบมาให้ออกฤทธิ์เบา ๆ และกระจายกว้างไปยังต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ กล้ามเนื้อรอบรูขุมขน และปลายประสาท แทนที่จะเจาะจงกล้ามเนื้อมัดเดียว จึงสามารถดูแลรูขุมขน ความมัน และรอยแดงไปพร้อมกันได้ โดยไม่ทำให้ใบหน้าดูแข็งหรือขยับลำบาก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลลัพธ์ค่อย ๆ ปรากฏและค่อย ๆ จางลง แทนที่จะคาดหวังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการฉีดเพียงครั้งเดียว การมองว่าเป็นการดูแลต่อเนื่องทุก 3 ถึง 4 เดือนน่าจะสมเหตุสมผลกว่า โดยเฉพาะอาการหน้าแดงที่มีสาเหตุหลากหลาย บางกรณีสกินโบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่บางกรณีอาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจวินิจฉัยสภาพผิวของตัวเองให้แน่ชัดก่อนเริ่มการรักษา
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
By Dr. Lee

Microbotox สำหรับผิวมันและรูขุมขนกว้าง ได้ผลจริงแค่ไหน?
วิธีการฉีดโบทูลินัม ท็อกซินเข้าชั้นหนังแท้เพื่อออกฤทธิ์ต่อต่อมไขมันและกล้ามเนื้อ arrector pili รอบรูขุมขน ความแตกต่างที่แท้จริงจากโบท็อกซ์ปกติ ไทม์ไลน์เริ่มเห็นผลสัปดาห์ที่ 1 สูงสุดสัปดาห์ที่ 4 และหายไปสัปดาห์ที่ 16 รวมถึงเหตุที่ยังไม่มีโปรโตคอลมาตรฐาน อธิบายพร้อมข้อมูลอ้างอิง
By Dr. Kim

กรดไฮยาลูรอนิกในอควาไชน์ดูดซับน้ำในชั้นหนังแท้จนผิวอิ่มฉ่ำจากภายในได้อย่างไร และอยู่ได้นานแค่ไหน
ทำไมการฉีดอควาไชน์ถึงให้ความรู้สึกตึงฉ่ำจากภายในมากกว่าการทาครีมบำรุง บทความนี้อธิบายหลักการที่กรดไฮยาลูรอนิกอุ้มน้ำไว้ในชั้นหนังแท้ กระบวนการเกิดความเปล่งประกาย ความต่างจากฟิลเลอร์ ไปจนถึงระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่แบบเข้าใจง่าย
By Dr. Lee