prettytime
Filler

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect

By Dr. Kim2 min read

บางคนส่องกระจกแล้วดูปกติดี แต่พอถ่ายรูปกลับเห็นใต้ตาคล้ำและโบ๋ลงไป จนหน้าดูโทรมกว่าวัยจริง หลายคนพอนึกถึงรอยคล้ำใต้ตาก็มักคิดถึงแค่เม็ดสีที่สะสมอยู่ในผิว แต่ความจริงแล้วเงาใต้ตาส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสีผิวเลย มันเกิดจากร่องที่ยุบตัวลงไปจนแสงตกกระทบแล้วเกิดเป็นเงาดำ นี่คือเหตุผลที่ทาครีมไวท์เท่าไหร่เงาก็ไม่จางลงสักที เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่สีผิวตั้งแต่แรก เมื่อเติมฟิลเลอร์เข้าไปในร่องที่ยุบตื้น ๆ เงาก็จะจางลง ใต้ตาดูสว่างขึ้นทันที แต่จุดที่ต้องระวังคือใต้ตาเป็นผิวที่บางที่สุดบนใบหน้า แถมยังอยู่ใกล้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตาด้วย ดังนั้นฟิลเลอร์แบบไหน ฉีดชั้นไหน และปริมาณเท่าไหร่ จึงเป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์และความปลอดภัยอย่างมาก รู้หลักการและข้อจำกัดไว้ก่อน จะช่วยให้ปรึกษาแพทย์ได้ง่ายขึ้นมากค่ะ

ภาพประกอบกายวิภาคแสดงตำแหน่งที่ใต้ตาโบ๋ลง พร้อมเอ็นร่องน้ำตา (tear trough ligament) กระดูกเบ้าตาด้านล่าง และไขมันใต้ตาที่เคลื่อนยื่นออกมาด้านหน้า

ทำไมเงาใต้ตาถึงเข้มจนดูเหมือนรอยคล้ำ

สาเหตุที่ใต้ตาดูคล้ำมักมาจากสองปัจจัยซ้อนกันอยู่ค่ะ อย่างแรกคือรอยคล้ำจากเม็ดสีจริง ๆ ที่สะสมอยู่ในผิว ส่วนอย่างที่สองคือเงาที่เกิดจากร่องใต้ตาที่ยุบตัวลงไป แบบแรกต้องแก้ด้วยเลเซอร์หรือครีมไวท์เทนนิ่ง ส่วนแบบหลังต้องเติมเต็มร่องที่ยุบเพื่อลบเงาออกไป คนไข้ส่วนใหญ่มักมีทั้งสองสาเหตุปนกัน ดังนั้นตอนปรึกษาแพทย์จึงต้องแยกก่อนว่าสาเหตุไหนเด่นกว่ากัน

การที่ใต้ตาโบ๋ลงมีสาเหตุทางโครงสร้างชัดเจนค่ะ ใต้เปลือกตาของเรามีเอ็นร่องน้ำตา (tear trough ligament) ยึดผิวหนังไว้แน่นกับกระดูกเบ้าตา เอ็นเส้นนี้ดึงผิวลงไปด้านล่าง ในขณะที่ไขมันใต้ตาส่วนบนกลับยื่นนูนออกมาด้านหน้าเมื่ออายุมากขึ้น จึงเกิดเป็นร่องชัดเจนระหว่างจุดที่ไขมันนูนกับจุดที่เอ็นดึงยุบ พอแสงตกกระทบร่องนี้ก็กลายเป็นเงาดำให้เห็น

นอกจากนี้เมื่อเวลาผ่านไป กระดูกเบ้าตาด้านล่างและไขมันแก้มก็ค่อย ๆ ลดปริมาณลงด้วย พอฐานรองรับต่ำลง ร่องใต้ตาก็ยิ่งลึก เงาก็ยิ่งเข้ม โดยเฉพาะเวลาอยู่ใต้แสงจากด้านบน เงานี้จะยิ่งเด่นชัด ทำให้หน้าดูเหนื่อยล้าหรือเหมือนนอนไม่พอทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ พูดง่าย ๆ คือเงาใต้ตาไม่ใช่แค่เรื่องเม็ดสี แต่เป็นผลจากความชราที่ทำให้ใบหน้ายุบและหย่อนคล้อยไปพร้อมกัน เมื่อสาเหตุคือร่องที่ยุบ การเติมเต็มร่องนั้นเพื่อลบเงาจึงเป็นแนวทางที่ตรงจุดที่สุด

กราฟนี้รวบรวมความพึงพอใจของผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากการรวมผล 31 การศึกษา ผู้ป่วย 2,556 คน พบว่า 91% หรือเกือบ 9 ใน 10 คนพอใจกับผลลัพธ์ ส่วนอีกการวิเคราะห์ขนาดใหญ่พบว่าพอใจทันทีหลังฉีด 84% และยังคงพอใจอยู่ราว 77% แม้เวลาผ่านไปแล้ว แม้ตัวเลขจะลดลงบ้างตามเวลา แต่ก็ยังสะท้อนว่ามากกว่า 7 ใน 10 คนยังมองผลลัพธ์ในแง่ดี
กราฟนี้รวบรวมความพึงพอใจของผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากการรวมผล 31 การศึกษา ผู้ป่วย 2,556 คน พบว่า 91% หรือเกือบ 9 ใน 10 คนพอใจกับผลลัพธ์ ส่วนอีกการวิเคราะห์ขนาดใหญ่พบว่าพอใจทันทีหลังฉีด 84% และยังคงพอใจอยู่ราว 77% แม้เวลาผ่านไปแล้ว แม้ตัวเลขจะลดลงบ้างตามเวลา แต่ก็ยังสะท้อนว่ามากกว่า 7 ใน 10 คนยังมองผลลัพธ์ในแง่ดี

ฟิลเลอร์ใต้ตาเติมเต็มเงาอย่างไร และอยู่ได้นานแค่ไหน

ฟิลเลอร์ใต้ตาคือการฉีดเจลไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) เข้าไปตื้น ๆ ใต้ร่องที่ยุบ เพื่อดันเงาให้จางลง ไฮยาลูรอนิก แอซิดเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายเราอยู่แล้ว มันอุ้มน้ำแล้วสร้างปริมาตรขึ้นมา เมื่อเจลนี้เข้าไปเติมเต็มร่องน้ำตาเบา ๆ เงาที่เคยตกลงในร่องก็จางลง ใต้ตาก็ดูสว่างขึ้น หัวใจสำคัญคือการเชื่อมต่อความต่างระดับระหว่างจุดที่ไขมันนูนกับจุดที่ร่องยุบให้เนียนขึ้น วิธีนี้ไม่ได้ตัดหรือเลาะเนื้อเยื่อเหมือนการผ่าตัด แต่เป็นการเติมปริมาตรเข้าไปในจุดที่ยุบเท่านั้น ผลลัพธ์จึงเห็นได้ทันทีหลังฉีด

หลักฐานเรื่องประสิทธิภาพก็มีสะสมไว้พอสมควรค่ะ จากการรวบรวมผล 31 การศึกษา ผู้ป่วย 2,556 คน พบว่า 91% หรือเกือบ 9 ใน 10 คนพอใจกับผลลัพธ์ ตามกราฟด้านบน อีกการวิเคราะห์ขนาดใหญ่ก็พบผลคล้ายกัน คือพอใจทันทีหลังฉีด 84% และยังคงอยู่ราว 77% แม้เวลาผ่านไปแล้ว เพราะใต้ตาเป็นจุดที่คนไข้ใส่ใจเป็นพิเศษ ความพึงพอใจจึงมักออกมาสูงกว่าจุดอื่น

เรื่องความอยู่ทน ใต้ตาถือว่าอยู่ได้นานกว่าจุดอื่นบนใบหน้า จากการติดตามผู้ป่วย 155 คนนานเฉลี่ยกว่า 2 ปี พบว่าระดับความดีขึ้นแทบไม่ลดลงเลยระหว่างเดือนที่ 6, 12 และ 18 เชื่อกันว่าเป็นเพราะใต้ตาขยับน้อยและระบบเผาผลาญช้ากว่า ฟิลเลอร์จึงถูกดูดซึมไปอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม แต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไป หากอยากรักษาแนวเส้นให้อยู่นาน ควรติดตามผลแล้วเติมทีละน้อยตามความเหมาะสม

ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มสำหรับฉีดตื้น ๆ ปริมาณน้อยที่ใต้ตา พร้อมแคนนูล่า (cannula) ปลายทู่

ทำไมใต้ตาถึงฉีดยาก และฟิลเลอร์แบบไหนถึงเหมาะ

ใต้ตาเป็นผิวที่บางที่สุดบนใบหน้า เพราะบางมาก แค่ฉีดเกินนิดเดียวก็เห็นชัด ถ้าเจลจับตัวเป็นก้อนตื้น ๆ จุดนั้นก็จะดูนูนขึ้นมาให้เห็น นอกจากนี้ถ้าฟิลเลอร์อยู่ใกล้ผิวที่บางเกินไป แสงจะกระเจิงจนเกิดสีฟ้าอมม่วงที่เรียกว่า Tyndall effect ขึ้นมา หลักการเดียวกับหยดนมลงในแก้วน้ำแล้วเห็นสีฟ้าขุ่น ๆ สีฟ้าที่ดูคล้ายเส้นเลือดฝอยนี้คือสัญญาณว่าฉีดฟิลเลอร์ตื้นเกินไปนั่นเองค่ะ

อาการบวมก็เกิดง่ายที่ใต้ตาเป็นพิเศษ เพราะเนื้อเยื่อบริเวณนี้อุ้มน้ำง่าย บวกกับไฮยาลูรอนิก แอซิดเองก็ดึงน้ำเข้าตัว จึงอาจทำให้ตื่นเช้ามาแล้วเปลือกตาดูบวมหรือหนักได้ ด้วยเหตุนี้ใต้ตาจึงต้องใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อนุ่มที่ดึงน้ำน้อย และในปริมาณที่น้อยมาก ๆ เท่านั้น หากนำฟิลเลอร์เนื้อแข็งที่ใช้เติมวอลลุ่มแก้มมาฉีดที่ใต้ตา จะยิ่งจับตัวเป็นก้อนและมองเห็นได้ชัด กลายเป็นผลตรงข้ามกับที่ต้องการ

เครื่องมือและระดับชั้นที่ฉีดก็สำคัญไม่แพ้กัน การใช้แคนนูล่าปลายทู่ฉีดลึกเข้าไปใกล้กระดูก ช่วยเลี่ยงเส้นเลือดที่อยู่ตื้นและลดโอกาสเกิด Tyndall effect ได้ และเนื่องจากใต้ตาเป็นจุดที่ถ้าฉีดมากเกินไปแล้วแก้กลับให้เป็นธรรมชาติได้ยาก การเริ่มฉีดในปริมาณน้อยกว่าที่คิดไว้ก่อน แล้วค่อยเติมทีหลังจึงปลอดภัยกว่ามาก ตารางด้านล่างสรุปหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการฉีดใต้ตาไว้ค่ะ

หัวข้อเกณฑ์สำหรับใต้ตา
ผลิตภัณฑ์HA เนื้อนุ่ม ปริมาณน้อย
ระดับชั้นชั้นลึกใกล้กระดูก
เครื่องมือแคนนูล่าปลายทู่
สิ่งที่ควรเลี่ยงฉีดตื้นเกินไปในปริมาณมาก

กราฟนี้รวบรวมอัตราการเกิดผลข้างเคียงหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อาการบวมพบราว 19% และรอยช้ำพบราว 18% เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด แต่มักหายไปเองภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งสองสัปดาห์ ส่วนเจลจับตัวเป็นก้อนนูนพบราว 5% และ Tyndall effect ที่เห็นเป็นสีฟ้าพบเพียงราว 1% เท่านั้น ยิ่งอาการที่พบบ่อยยิ่งหายเร็ว ส่วนอาการที่พบน้อยก็มักลดได้ด้วยเทคนิคการฉีดที่ดี
กราฟนี้รวบรวมอัตราการเกิดผลข้างเคียงหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อาการบวมพบราว 19% และรอยช้ำพบราว 18% เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด แต่มักหายไปเองภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งสองสัปดาห์ ส่วนเจลจับตัวเป็นก้อนนูนพบราว 5% และ Tyndall effect ที่เห็นเป็นสีฟ้าพบเพียงราว 1% เท่านั้น ยิ่งอาการที่พบบ่อยยิ่งหายเร็ว ส่วนอาการที่พบน้อยก็มักลดได้ด้วยเทคนิคการฉีดที่ดี

ฟิลเลอร์ใต้ตามีผลข้างเคียงอะไรบ้าง และพบมากแค่ไหน

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายไปเองตามเวลา จากการวิเคราะห์ผู้ป่วย 2,556 คน พบว่าอาการบวมราว 19% และรอยช้ำราว 18% เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด แต่ส่วนใหญ่หายไปภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งสองสัปดาห์ ส่วนอาการแดงพบราว 7% ตามกราฟด้านบนจะเห็นว่ายิ่งอาการที่พบบ่อย ยิ่งเป็นปฏิกิริยาชั่วคราวที่ไม่อยู่นาน

สิ่งที่ต้องระวังมากขึ้นอีกนิดคือก้อนนูนกับ Tyndall effect เจลที่จับตัวไม่เรียบจนดูนูนพบราว 5% ส่วน Tyndall effect ที่เห็นเป็นสีฟ้าพบเพียงราว 1% เท่านั้น แต่มีรายงานว่าการฉีดครั้งแรกมีโอกาสเกิด Tyndall effect สูงกว่าเล็กน้อยที่ราว 3% แล้วลดลงเหลือต่ำกว่า 2% ในการฉีดเติมครั้งต่อไป ดังนั้นการไม่ฉีดปริมาณมากเกินไปตั้งแต่ครั้งแรกจึงสำคัญมาก

อาการเหล่านี้ลดลงได้มากด้วยเทคนิคการฉีดที่ดีค่ะ มีการวิเคราะห์พบว่าการใช้แคนนูล่าช่วยลดอัตราการเกิดรอยช้ำจาก 17% เมื่อใช้เข็ม เหลือเพียงราว 7% ดังนั้นการฉีดใต้ตาด้วยแคนนูล่าอย่างช้า ๆ ทีละน้อยในชั้นที่ไม่ตื้นเกินไป จึงเป็นวิธีที่ช่วยลดผลข้างเคียงได้ดี บางรายอาจพบก้อนเล็ก ๆ ขึ้นช้าหลังผ่านไปหลายเดือน แต่ปฏิกิริยาแบบนี้ส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์ หลังฉีดในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก การประคบเย็นและนอนหลับโดยไม่กดทับบริเวณที่ฉีด จะช่วยให้อาการบวมและรอยช้ำหายเร็วขึ้น

ใต้ตาที่ฉีดฟิลเลอร์เนื้อนุ่มตื้น ๆ จนเงาจางลง ดวงตาดูสว่างสดใสขึ้น

ฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับใคร และควรเลี่ยงตอนไหน

ฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับคนที่เงาใต้ตาเกิดจากร่องที่ยุบมากกว่าเม็ดสี หากร่องยุบไม่ลึกมากและเป็นสาเหตุของเงา แค่ฉีดปริมาณน้อยก็ทำให้ใต้ตาสว่างขึ้นได้ ในทางกลับกัน หากไขมันใต้ตานูนออกมามากจนเป็นถุงชัดเจน การฉีดฟิลเลอร์เติมแค่ร่องอย่างเดียวอาจทำให้ดูบวมมากขึ้นไปอีก กรณีนี้ควรพิจารณาการผ่าตัดจัดเรียงหรือนำไขมันออกร่วมด้วยจะเหมาะกว่า

มีบางกรณีที่ควรงดฉีดไปก่อน เช่น กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีการอักเสบหรือติดเชื้อรอบดวงตา หรือเคยแพ้ไฮยาลูรอนิก แอซิดมาก่อน คนที่ใต้ตาบวมง่ายอยู่แล้วหรือมีอาการแพ้บ่อย ๆ ก็ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า เพราะอาการบวมอาจอยู่นานกว่าปกติ ส่วนคนที่เคยผ่าตัดเอาไขมันใต้ตาออกหรือเคยผ่าตัดตามาก่อน เนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะเปลี่ยนไปจากเดิม ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนฉีดด้วยเช่นกัน

การดูแลหลังฉีดก็ไม่ยากค่ะ ในช่วงไม่กี่วันแรก ควรลดอาหารเค็มและงดแอลกอฮอล์ พร้อมนอนหลับโดยไม่กดทับบริเวณที่ฉีด จะช่วยให้อาการบวมยุบเร็วขึ้น ใต้ตาเมื่อเติมเต็มดีแล้วจะอยู่ได้นาน แต่ก็ค่อย ๆ ถูกดูดซึมไปตามเวลา จึงควรติดตามแนวเส้นแล้วเติมเสริมทีละน้อยตามความเหมาะสม การเริ่มต้นด้วยปริมาณน้อยกว่าที่คิดไว้ แล้วค่อย ๆ เติมทีหลัง จะดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัยกว่าการฉีดมากตั้งแต่แรก และหากเงาใต้ตาเกิดจากทั้งเม็ดสีและร่องที่ยุบผสมกัน ฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาผสมผสานกับเลเซอร์หรือการรักษาอื่นร่วมด้วย

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Filler

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน

Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

By Dr. Lee

Filler

ร่องแก้มต้องหาสาเหตุก่อน ฟิลเลอร์ ร้อยไหม และคอลลาเจนช่วยได้แค่ไหนและอยู่นานเท่าไร

ร่องแก้มของคุณเกิดจากผิวหย่อนคล้อย ปริมาตรที่ยุบหาย หรือผิวที่แก่ลง เพราะสาเหตุต่างกันทำให้ต้องเลือกระหว่างฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนต่างกัน บทความนี้สรุปแบบเข้าใจง่ายว่าแต่ละแบบเหมาะกับใคร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ไปจนถึงความปลอดภัยของเส้นเลือดข้างจมูก โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Skincare

กรดไฮยาลูรอนิกในอควาไชน์ดูดซับน้ำในชั้นหนังแท้จนผิวอิ่มฉ่ำจากภายในได้อย่างไร และอยู่ได้นานแค่ไหน

ทำไมการฉีดอควาไชน์ถึงให้ความรู้สึกตึงฉ่ำจากภายในมากกว่าการทาครีมบำรุง บทความนี้อธิบายหลักการที่กรดไฮยาลูรอนิกอุ้มน้ำไว้ในชั้นหนังแท้ กระบวนการเกิดความเปล่งประกาย ความต่างจากฟิลเลอร์ ไปจนถึงระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่แบบเข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Back to articles