วิตามินซีทาผิวออกซิไดซ์ง่ายจริงไหม แล้วช่วยเรื่องจุดด่างดำและความกระชับผิวได้จริงหรือเปล่า
By Dr. Lee1 min read

เซรั่มวิตามินซีเป็นผลิตภัณฑ์ที่คนดูแลผิวแทบทุกคนต้องเคยลองใช้สักครั้ง เพราะมีชื่อเสียงเรื่องช่วยให้จุดด่างดำจางลงและผิวดูกระชับขึ้นมาโดยตลอด
แต่ในขณะเดียวกัน วิตามินซีก็มีชื่อว่าสัมผัสอากาศแล้วเปลี่ยนสีไว จนประสิทธิภาพลดลงตามไปด้วย พูดง่ายๆ คือเป็นสารที่ดีก็จริง แต่ก็ดูแลยากไปพร้อมกัน สองเรื่องนี้ติดมาด้วยกันเสมอ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เวลาเลือกเซรั่มสักขวด เราไม่ได้ดูแค่ส่วนผสมบนฉลาก แต่ต้องดูสีขวดและวิธีบรรจุด้วย บทความนี้จะพาไปดูทีละประเด็น ทั้งเหตุผลที่ว่าทำไมวิตามินซีถึงช่วยเรื่องจุดด่างดำได้ และทำไมถึงเป็นสารที่ดูแลยากขนาดนี้
ทำไมวิตามินซีถึงว่ากันว่าช่วยเรื่องจุดด่างดำ?
เมื่อผิวโดนแสงแดด เซลล์ที่เรียกว่าเมลาโนไซต์จะสร้างเม็ดสีเมลานินขึ้นมา เมลานินเป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี แต่ถ้าเม็ดสีนี้สะสมรวมตัวกันในจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป ก็จะกลายเป็นฝ้าหรือจุดด่างดำที่มองเห็นได้
วิตามินซีเข้าไปแทรกแซงกระบวนการสร้างเมลานินนี้โดยตรง ช่วยให้เม็ดสีเกิดขึ้นน้อยลง ไม่ใช่การลบจุดด่างดำที่เกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นการชะลอไม่ให้สีเข้มขึ้นมากกว่า โดยทั่วไปต้องทาต่อเนื่องราว 8 ถึง 12 สัปดาห์ กว่าจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน นี่จึงเป็นเหตุผลที่มักบอกกันว่าห้ามใจร้อน
ลองนึกภาพการสะสมของรังสียูวีในผิวเหมือนกับยอดเงินในบัญชีธนาคาร แดดที่โดนวันนี้ไม่ได้ทำให้จุดด่างดำเกิดขึ้นทันที แต่จะค่อยๆ สะสมทีละนิดทุกวัน จนถึงจุดหนึ่งก็ปรากฏเป็นเม็ดสีที่มองเห็นได้ชัดเจน ดังนั้นวิตามินซีก็ไม่ใช่ว่าทาวันเดียวแล้วจบ แต่เป็นตัวช่วยชะลอความเร็วของการสะสมนี้ทีละนิดในทุกวัน
เมลานินถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการแบบไหนกันแน่?
หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ กระบวนการสร้างเมลานินเริ่มจากกรดอะมิโนที่ชื่อไทโรซีน ผ่านเอนไซม์ไทโรซิเนส แล้วเปลี่ยนรูปไปทีละขั้นจนกลายเป็นเม็ดสีดำในที่สุด ไทโรซิเนสทำหน้าที่เหมือนกุญแจที่เปิดสวิตช์ให้กระบวนการทั้งหมดเริ่มทำงาน
ยิ่งเอนไซม์ตัวนี้ทำงานมากเท่าไร เมลานินก็จะยิ่งถูกสร้างมากและเร็วขึ้นเท่านั้น เมื่อผิวโดนแสงแดด ร่างกายจะส่งสัญญาณให้เอนไซม์นี้ทำงานหนักขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่หน้าหมองคล้ำง่ายในช่วงหน้าร้อนหรือตอนออกกลางแจ้งบ่อยๆ
หลายคนคงเคยเจอว่าไปเที่ยวทะเล เล่นน้ำอยู่ 3 ถึง 4 วัน ผิวไม่ได้คล้ำทันทีตอนนั้น แต่กลับค่อยๆ เข้มขึ้นในช่วง 3 ถึง 7 วันถัดมา นั่นเป็นเพราะไทโรซิเนสเพิ่งได้รับสัญญาณจากรังสียูวีแล้วเริ่มทำงานหนักในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ การดูแลผิวหลังโดนแดดไปแล้วจึงยังมีความหมาย เพราะช่วยชะลอไม่ให้เม็ดสีเข้มขึ้นไปมากกว่าเดิมได้
วิตามินซีเข้าไปแทรกแซงตรงจุดไหนของกระบวนการนี้?
วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก มีรายงานว่าทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสนี้ เปรียบเหมือนการกดสวิตช์ของโรงงานผลิตเม็ดสีให้ทำงานช้าลง
นอกจากนี้วิตามินซียังมีคุณสมบัติรีดักชัน คือดึงสารตัวกลางของเมลานินที่กำลังออกซิไดซ์ไปทางสีเข้มให้ย้อนกลับมาเป็นสีอ่อนอีกครั้ง เหมือนดึงปฏิกิริยาที่กำลังเข้มขึ้นให้หันกลับมาทางสว่างแทน เมื่อสองกลไกนี้ทำงานร่วมกัน การใช้ต่อเนื่องจึงช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอขึ้นและจุดด่างดำจางลงตามที่มีรายงานไว้
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยผิวได้อย่างไรบ้าง?
เมื่อผิวโดนสิ่งกระตุ้นอย่างรังสียูวี ฝุ่นละออง หรือความเครียด โมเลกุลที่ไม่เสถียรอย่างอนุมูลอิสระจะเพิ่มขึ้น อนุมูลอิสระคือโมเลกุลที่ขาดอิเล็กตรอนไปหนึ่งตัว จึงไปแย่งอิเล็กตรอนจากเนื้อเยื่อปกติอย่างเยื่อหุ้มเซลล์หรือคอลลาเจนรอบข้าง ทำให้เกิดความเสียหาย ลองนึกภาพเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่แบบโดมิโนที่ลามไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าใจง่ายขึ้น
วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ยื่นอิเล็กตรอนของตัวเองให้อนุมูลอิสระก่อน เพื่อหยุดปฏิกิริยานี้ไว้ เหมือนเป็นเกราะป้องกันที่ยอมเสียสละตัวเองไม่ให้โดมิโนลามต่อไป เมื่ออนุมูลอิสระถูกดักจับไว้ตั้งแต่ต้น คอลลาเจนและเยื่อหุ้มเซลล์ก็เสียหายน้อยลง และมีรายงานว่าช่วยชะลอความเร็วของริ้วรอยที่เกิดจากแสงแดดได้
เช่น วันที่อยู่กลางแจ้งนานเกิน 2 ถึง 3 ชั่วโมง แล้วรู้สึกว่าผิวแสบร้อนหรือไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ ก็มักเป็นผลจากอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ ไปกระตุ้นเซลล์ผิว ด้วยเหตุนี้ การทาวิตามินซีก่อนออกแดดจึงช่วยได้มากกว่า เพราะสามารถดักจับอนุมูลอิสระได้ทันทีที่เกิดขึ้น
ที่บอกว่าช่วยการสร้างคอลลาเจนหมายความว่าอย่างไร?
คอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาโครงสร้างที่ค้ำยันผิวอยู่ข้างใต้ ยิ่งเสานี้แน่นและแข็งแรงเท่าไร ผิวก็ยิ่งไม่หย่อนคล้อยและคงความกระชับได้ดี แต่คอลลาเจนไม่ได้เกิดขึ้นเองในร่างกายแบบง่ายๆ ต้องอาศัยเอนไซม์บางชนิดช่วยจึงจะสร้างสมบูรณ์ได้
วิตามินซีทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ที่ช่วยให้เอนไซม์สร้างคอลลาเจนเหล่านี้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เหมือนกุญแจที่ต้องพอดีกับแม่กุญแจถึงจะเปิดประตูได้ มีรายงานว่าเอนไซม์สังเคราะห์คอลลาเจนจะทำงานปกติได้ก็ต่อเมื่อมีวิตามินซีอยู่ด้วย ดังนั้นหากขาดวิตามินซี คอลลาเจนก็จะสร้างได้ไม่สมบูรณ์ ในทางกลับกัน ถ้าได้รับเพียงพอ กระบวนการสร้างคอลลาเจนก็จะดำเนินไปได้ราบรื่นขึ้น
เรื่องนี้มีตัวอย่างที่รู้จักกันดี คือลูกเรือสมัยก่อนที่ต้องเดินเรือติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน โดยไม่ได้กินผักผลไม้สด จนเป็นโรคลักปิดลักเปิด เหงือกเปื่อยและแผลหายช้า ซึ่งสาเหตุก็มาจากการขาดวิตามินซีจนร่างกายสร้างคอลลาเจนไม่ได้นั่นเอง จะเห็นได้ว่าวิตามินซีกับคอลลาเจนเป็นคู่ที่แยกกันไม่ออก และเซรั่มที่ทาบนผิวก็เป็นการนำหลักการเดียวกันนี้มาใช้บนพื้นผิวหน้าโดยตรง
ในขณะเดียวกัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่พูดถึงก่อนหน้านี้ก็ช่วยปกป้องคอลลาเจนไปพร้อมกัน เพราะอนุมูลอิสระจะไปกระตุ้นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เหมือนกรรไกรตัดคอลลาเจน (MMP หรือเอนไซม์สลายคอลลาเจน) ให้ทำงานมากขึ้น เมื่อวิตามินซีลดอนุมูลอิสระลง การตัดทำลายนี้ก็ลดลงตามไปด้วย จึงเป็นการช่วยคอลลาเจนสองทาง ทั้งสร้างใหม่และทำลายให้น้อยลง
แล้วทำไมถึงออกซิไดซ์ได้ง่ายขนาดนี้?
จากที่กล่าวมา วิตามินซีเป็นสารที่ดีมากก็จริง แต่ปัญหาคือมันไม่เสถียรทางเคมีค่อนข้างสูง วิตามินซี หรือที่เรียกให้ถูกต้องว่ากรดแอล-แอสคอร์บิก มีคุณสมบัติที่พอเจอออกซิเจน แสง หรือความร้อน ก็จะสูญเสียอิเล็กตรอนและเปลี่ยนเป็นสารอื่นไปเอง
การเปลี่ยนแปลงนี้คือการออกซิเดชัน หลายคนคงเคยเห็นเซรั่มที่ตอนแรกใสแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อเวลาผ่านไป และเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลในที่สุด นี่คือสัญญาณว่าการออกซิเดชันกำลังเกิดขึ้น ที่น่าแปลกคือคุณสมบัติเดียวกับที่ทำให้มันยอมยื่นอิเล็กตรอนให้อนุมูลอิสระก่อนใคร ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่มันทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่ายเช่นกัน คุณสมบัติที่เป็นเกราะป้องกันจึงกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ตัวมันเองเสื่อมสภาพเร็วไปด้วย
หลักการเดียวกันนี้เห็นได้จากแอปเปิ้ลหรือมะนาวที่หั่นทิ้งไว้แล้วเนื้อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เพราะวิตามินซีในผลไม้สัมผัสอากาศแล้วออกซิไดซ์จนสีเปลี่ยนไป ในขวดเซรั่มก็เกิดเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ช้ากว่าเท่านั้น ดังนั้นแค่เปิดปิดฝาบ่อยๆ หรือวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งที่โดนแสงแดด ก็ทำให้ความเร็วของการออกซิเดชันเพิ่มขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัด
ถ้าทายิตามินซีที่ออกซิไดซ์แล้วต่อไปจะมีปัญหาไหม?
วิตามินซีที่ออกซิไดซ์ไปแล้วจะสูญเสียฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทำให้ผิวกระจ่างใสไปเกือบทั้งหมดตามที่มีรายงานไว้ พูดง่ายๆ คือกลายเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่แทบไม่มีผลอะไร นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารพลอยได้ที่เกิดขึ้นระหว่างการออกซิเดชันอาจไปกระตุ้นผิวได้ด้วย จึงแนะนำให้หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่สีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิตจึงใช้วิธีต่างๆ เพื่อลดปัญหาการออกซิเดชัน
- บรรจุในขวดแก้วสีเข้มหรือภาชนะที่ปิดสนิท เพื่อลดการสัมผัสแสงและอากาศให้น้อยที่สุด ชะลอจุดเริ่มต้นของการออกซิเดชัน
- ใช้อนุพันธ์วิตามินซีที่เสถียรขึ้น เช่น แอสคอร์บิลกลูโคไซด์ (ascorbyl glucoside) หรือแมกนีเซียมแอสคอร์บิลฟอสเฟต (magnesium ascorbyl phosphate) ซึ่งปรับโครงสร้างเล็กน้อยให้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนน้อยลง
- จำหน่ายในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก เพื่อลดจำนวนครั้งและระยะเวลาที่สัมผัสอากาศหลังเปิดใช้ ป้องกันไม่ให้ออกซิไดซ์มากเกินไปก่อนใช้หมด
ควรเลือกความเข้มข้นและสูตรอย่างไร?
กรดแอล-แอสคอร์บิกในรูปแบบบริสุทธิ์ขึ้นชื่อเรื่องดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ดี แต่ก็ออกซิไดซ์เร็วและอาจระคายเคืองได้มากกว่าเช่นกัน ความเข้มข้นที่มักพูดถึงว่าสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและการระคายเคืองอยู่ที่ 10 ถึง 20% และมีรายงานว่าความเข้มข้นสูงไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป
สำหรับผิวแพ้ง่าย อนุพันธ์วิตามินซีที่กล่าวไปข้างต้นเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเมื่อดูดซึมเข้าผิวแล้วจะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินซีบริสุทธิ์ด้วยเอนไซม์ในร่างกาย แม้จะเห็นผลช้ากว่า แต่มีความเสถียรและระคายเคืองน้อยกว่าตามที่มีข้อมูลระบุไว้ เช่น หากผิวค่อนข้างบอบบางแล้วเริ่มใช้วิตามินซีบริสุทธิ์เข้มข้น 20% ทันที อาจเกิดอาการแสบหรือแดงได้ กรณีนี้ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำหรืออนุพันธ์วิตามินซีก่อน ดูปฏิกิริยาของผิวแล้วค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้น จะปลอดภัยกว่า
ไม่ว่าจะเลือกใช้รูปแบบไหน สิ่งที่เน้นย้ำเสมอคือควรทาวิตามินซีตอนเช้าแล้วตามด้วยครีมกันแดด เพื่อให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระทำงานได้เต็มที่จริงๆ เพราะวิตามินซีเป็นสารที่ดักจับอนุมูลอิสระตั้งแต่ก่อนเกิด การใช้ร่วมกันในช่วงเวลาที่โดนแดดบ่อยจึงสมเหตุสมผลที่สุด ในทางกลับกัน หากทาแค่วิตามินซีแต่ข้ามครีมกันแดดไป ก็เหมือนถือโล่ไว้ในมือแต่ไม่ยอมออกไปสู้ ทำให้ได้ประโยชน์ไม่ถึงครึ่งของที่ควรจะได้
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

วิตามินซีเซรั่ม ใช้แล้วผิวดีขึ้นจริงไหม ตั้งแต่สารต้านอนุมูลอิสระ ฝ้า จุดด่างดำ ไปจนถึงวิธีทาและการเก็บรักษาที่ถูกต้อง
วิตามินซีเซรั่มทำอะไรให้ผิวได้บ้าง ทั้งต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นคอลลาเจน และลดเม็ดสี เลือกรูปแบบไหนดี ดูความเข้มข้นและค่า pH อย่างไร ใช้คู่กับกันแดดแล้วได้ผลแค่ไหน พร้อมลำดับการทาที่ถูกต้อง รวมตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

คอลลาเจนกิน ย่อยจนแตกหมดแล้วจะไปถึงผิวจริงไหม ได้ผลจริงหรือเปล่า?
คอลลาเจนที่กินเข้าไปเมื่อผ่านกระเพาะและลำไส้จะถูกย่อยจนกลายเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนใหญ่ บทความนี้จะไล่อธิบายตั้งแต่กระบวนการย่อยไปจนถึงทฤษฎีที่ว่าชิ้นส่วนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสัญญาณมากกว่าวัตถุดิบต่อผิว พร้อมระดับหลักฐานที่รองรับ
By Dr. Kim

Belotero ฟิลเลอร์คืออะไร, Soft Balance Intense Volume ต่างกันตรงไหน และใต้ตาใช้ได้จริงไหม?
Belotero คืออะไร ทำไม Soft, Balance, Intense, Volume ถึงมีหลายตัวนัก แต่ละตัวต่างกันตรงไหนและใช้กับส่วนไหน บทความนี้อธิบายเทคโนโลยี CPM ว่าทำไมถึงเหมาะกับใต้ตา รวมถึงขั้นตอนการทำ ระยะเวลาที่อยู่ได้ ผลข้างเคียง และวิธีแก้ไขถ้ามีปัญหา
By Dr. Kim