เซรั่มวิตามินซี ช่วงเวลาที่ทาและความเข้มข้น ควรใช้กี่ %?
By Dr. Lee2 min read

วิตามินซีเซรั่มเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดในบรรดาส่วนผสมดูแลผิวทั้งหมด ไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบพลิกผิวในชั่วข้ามคืน แต่ถ้าใช้อย่างสม่ำเสมอ ผิวจะกระจ่างขึ้น เนียนขึ้น และชะลอความแก่ได้จริง หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมวิตามินซีเซรั่มถึงได้รับความนิยมขนาดนี้ บทความนี้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้ ทั้งเรื่องการเลือกและวิธีใช้ให้ได้ผลเต็มที่
วิตามินซีไม่ได้ทำแค่อย่างเดียว แต่ทำพร้อมกันสามอย่างในคราวเดียว ขจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดดและมลพิษ เป็นสารตั้งต้นที่จำเป็นในการสร้างคอลลาเจน และยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินเพื่อให้ผิวกระจ่าง โดยเฉพาะตอนเช้าที่ใช้คู่กับกันแดดจะยิ่งเสริมฤทธิ์กัน จึงเป็นส่วนผสมดูแลผิวที่คุ้มค่าสุด ๆ ที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน

วิตามินซีมีผลต่อผิวอย่างไร?
มาดูทั้งสามประโยชน์ทีละข้อ ข้อแรกคือการต้านอนุมูลอิสระ แสงแดดและฝุ่น PM2.5 ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระในผิวที่ทำลายคอลลาเจนและเร่งให้ผิวแก่เร็ว วิตามินซีบริจาคอิเล็กตรอนเพื่อทำลายอนุมูลอิสระเหล่านั้น เหมือนเกราะป้องกันที่คอยสกัดความเสียหายก่อนที่จะเกิดขึ้น
ข้อสองคือการกระตุ้นสร้างคอลลาเจน เอนไซม์สองตัวที่ร่างกายต้องใช้ในการผลิตคอลลาเจนจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมีวิตามินซีอยู่ด้วย วิตามินซียังเพิ่มการแสดงออกของยีนที่สร้างคอลลาเจนในเซลล์ผิว พร้อมกับยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยสลายคอลลาเจน จึงช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิวได้สองทางในคราวเดียว
ข้อสามคือการลดฝ้าและจุดด่างดำ วิตามินซีจับกับบริเวณออกฤทธิ์ของเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการสร้างเมลานิน ช่วยให้ฝ้า กระ และสีผิวที่คล้ำจากแสงแดดจางลงได้ สามอย่างนี้มาจากสารเดียวกัน จึงเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับใครที่อยากจัดการทั้งเรื่องสีผิว ความยืดหยุ่น และการชะลอวัยในขั้นตอนเดียว

วิตามินซีบริสุทธิ์กับอนุพันธ์ ควรเลือกแบบไหน?
วิตามินซีมีหลายรูปแบบที่มีคุณสมบัติต่างกัน รูปแบบที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดคือวิตามินซีบริสุทธิ์หรือ L-ascorbic acid ถือเป็น gold standard ในวงการ แต่ไวต่อแสงและอากาศมาก จึงต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ
อนุพันธ์ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้จุดอ่อนนี้ ไม่ว่าจะเป็น SAP (sodium ascorbyl phosphate), MAP (magnesium ascorbyl phosphate) หรือ THD (tetrahexyldecyl ascorbate) ซึ่งเสถียรกว่ามากและระคายเคืองน้อยกว่า เมื่อซึมเข้าสู่ผิวแล้วจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบออกฤทธิ์ได้เอง โดยเฉพาะ SAP เหมาะกับผิวเป็นสิว ส่วน THD ซึ่งละลายในน้ำมันได้ดีจะซึมเข้าผิวได้ดีและให้สัมผัสที่อ่อนนุ่มกว่า
สรุปง่าย ๆ ถ้าอยากได้ประสิทธิผลสูงสุดที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว เลือก L-ascorbic acid ถ้าอยากได้ความเสถียรและสัมผัสที่อ่อนโยนกว่า เลือกอนุพันธ์ ผิวบอบบางหรือรู้สึกว่าสูตรกรดระคายเคืองเกินไป เริ่มจากอนุพันธ์ก็ได้ผลดีเช่นกัน ไม่มีสูตรตายตัวว่าแบบไหนดีที่สุด เลือกให้เหมาะกับผิวของตัวเองก็พอ

เกณฑ์ความเข้มข้นและค่า pH ของเซรั่มวิตามินซี
สำหรับ L-ascorbic acid ความเข้มข้นและค่า pH สำคัญมาก จากงานวิจัยพบว่าช่วงที่ให้ผลดีคือ 8-20% และความเข้มข้นในผิวจะถึงจุดอิ่มตัวที่ 20% หมายความว่าสูงกว่านั้นไม่ได้ประสิทธิผลเพิ่มขึ้น แต่อาจระคายเคืองมากขึ้นแทน
ค่า pH ก็ส่งผลต่อการดูดซึมโดยตรง L-ascorbic acid ซึมผ่านชั้นผิวได้ดีที่สุดเมื่อค่า pH ต่ำกว่า 3.5 เซรั่มวิตามินซีบริสุทธิ์ที่ดีจึงมีความเป็นกรดเล็กน้อย และอาจรู้สึกซ่าเล็กน้อยตอนทาแรก ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ
ในทางปฏิบัติ ถ้าเพิ่งเริ่มใช้หรือผิวบอบบาง เริ่มที่ 10-12% ก่อน พอผิวชินแล้วค่อยขยับขึ้นไป 15-20% อนุพันธ์ทำงานได้ที่ pH เป็นกลาง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นกรด เมื่อทาแล้วผลจะอยู่ในผิวได้หลายวัน ดังนั้นการทาทุกวันสม่ำเสมอในปริมาณน้อยจึงดีกว่าการทาความเข้มข้นสูงเป็นครั้งคราว หาความเข้มข้นที่ผิวรับได้สบายแล้วทาได้ทุกวัน นั่นคือตัวเลือกที่ดีที่สุด

ใช้ร่วมกับครีมกันแดดแล้วดีกว่าไหม?
จุดแข็งที่แท้จริงของวิตามินซีอยู่ที่การใช้คู่กับกันแดด ถ้ากันแดดคือเกราะที่สกัด UV ออกไป วิตามินซีก็คือด่านที่สองที่จัดการอนุมูลอิสระที่ยังเล็ดลอดเข้ามาได้ กลไกการทำงานต่างกัน จึงเสริมกันแทนที่จะซ้ำซ้อน
ยิ่งเพิ่มวิตามินอีและ ferulic acid เข้าไปด้วย ประสิทธิผลยิ่งสูงขึ้นอีก งานวิจัยดังจากทีม Duke University พบว่าการผสม L-ascorbic acid กับวิตามินอีและ ferulic acid ทำให้ส่วนผสมเสถียรขึ้นมากและเพิ่มประสิทธิผลการป้องกัน UV ได้เกือบสองเท่า งานวิจัยอื่นยังพบด้วยว่าสูตรนี้ช่วยลดการเกิดรอยแดงและตัวชี้วัดความเสียหายของ DNA จากแสงแดดได้ด้วย
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ วิตามินซีเซรั่มไม่ได้แทนที่กันแดด แต่เป็นชั้นป้องกันเพิ่มเติมที่ใช้ร่วมกัน ทั้งสองอย่างใช้คู่กันจึงได้ผลดีที่สุด วางวิตามินซีและกันแดดไว้คู่กันในรูทีนเช้า เพียงเท่านี้ผิวก็มีระบบป้องกันต้านอนุมูลอิสระตลอดทั้งวันแล้ว

เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12
ดูตัวเลขแล้วจะเชื่อมั่นขึ้นมาก ในงานวิจัยเรื่อง photoaging พบว่าการใช้สูตรผสม L-ascorbic acid เป็นเวลา 12 สัปดาห์ทำให้คะแนน photoaging ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และตรวจพบการเพิ่มขึ้นของคอลลาเจนในชิ้นเนื้อด้วย งานวิจัยแบบ double-blind ที่ใช้ครีมวิตามินซี 5% เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าริ้วรอยลึกจางลงและเนื้อผิวแน่นขึ้น
ด้านการป้องกัน UV ก็มีตัวเลขชัดเจน ผิวที่ทาวิตามินซี 10% มีรอยแดงจาก UV ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง และเซลล์ที่ถูกทำลายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการลดฝ้า งานวิจัยในผู้ที่ใช้วิตามินซีอย่างสม่ำเสมอรายงานว่าสีผิวจางลงได้ เป็นข่าวดีสำหรับใครที่กังวลเรื่องผิวหมองคล้ำ
ผลเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที โดยทั่วไปต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์ขึ้นไปจึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ทิศทางชัดเจน ผิวกระจ่างขึ้น เนื้อผิวดีขึ้น และชะลอการแก่ได้จริง สิ่งสำคัญคือตัวเลขเหล่านี้มาจากงานวิจัยที่เปรียบเทียบกับยาหลอก ไม่ใช่โฆษณา ทำสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ ผลเล็ก ๆ เหล่านี้จะค่อย ๆ สะสมกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในระยะยาว

ลำดับการทาและวิธีเก็บรักษาเซรั่มวิตามินซี
เพื่อให้ได้ผลเต็มที่ ลำดับและการดูแลรักษาสำคัญมาก วิตามินซีเหมาะใช้ตอนเช้า เพราะเป็นส่วนผสมที่ทำงานสู้กับ UV และมลพิษในระหว่างวัน การทาก่อนออกไปเผชิญแสงแดดจึงให้การป้องกันตลอดวัน หลังล้างหน้าแล้วซับหน้าให้แห้ง ทาเซรั่มบาง ๆ ตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์และปิดท้ายด้วยกันแดด
ถ้าอยากใช้ retinol ร่วมด้วย แยกเวลาออกจากกันได้เลย วิตามินซีตอนเช้า retinol ตอนกลางคืน วิธีนี้ทำให้ได้ประโยชน์จากทั้งสองอย่างโดยลดการระคายเคืองได้ด้วย ต้านอนุมูลอิสระตอนกลางวัน ฟื้นฟูผิวตอนกลางคืน คู่กันได้ลงตัวมาก
การเก็บรักษาก็สำคัญไม่แพ้กัน L-ascorbic acid ไวต่อแสงและอากาศมาก ถ้าสีเซรั่มเปลี่ยนจากเหลืองอ่อนเป็นสีน้ำตาล นั่นเป็นสัญญาณว่าประสิทธิภาพลดลงแล้ว ควรเปลี่ยนขวดใหม่ สีที่เปลี่ยนไม่ได้อันตราย แค่ประสิทธิผลลดลงเท่านั้น เลือกผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในขวดทึบแสงหรือปั๊ม airless แล้วเก็บไว้ในที่เย็น จะช่วยให้ใช้ได้นานขึ้นและยังคงประสิทธิภาพ แค่สามอย่างนี้คือ ทาตอนเช้า ปิดท้ายด้วยกันแดด และเก็บรักษาให้ถูกต้อง ก็จะได้ผลจากผลิตภัณฑ์เดิมดีขึ้นมากแล้ว นิสัยง่าย ๆ แบบนี้เริ่มทำได้เลยตั้งแต่วันนี้
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

เคมิคัลพีลแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร สิวใช้ BHA เม็ดสีใช้ AHA
บทความนี้สรุปประเภทของ Chemical Peel ตั้งแต่ AHA อย่าง glycolic acid และ lactic acid, BHA อย่าง salicylic acid, TCA, สูตร Jessner ไปจนถึง mandelic acid โดยแบ่งตามความลึกและข้อบ่งใช้ พร้อมตัวเลขจากงานวิจัยทางคลินิกว่าแต่ละปัญหาอย่างสิว รอยดำ หรือรูขุมขน เหมาะกับ peel แบบไหน
By Dr. Lee

ไนอาซินาไมด์ ผลลัพธ์ ความเข้มข้นที่เหมาะสม และส่วนผสมที่ใช้ร่วมกัน
Niacinamide (วิตามิน B3) ช่วยเรื่องผิวกระจ่างใส ผนังผิว ซีบัม รูขุมขน สิว และริ้วรอยได้อย่างไร ความเข้มข้นที่เหมาะสม ใช้ร่วมกับวิตามิน C หรือ retinol ได้ไหม สรุปจากข้อมูลงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim

ไทเทเนียม ลิฟติ้ง ผลลัพธ์และข้อจำกัด ต่างจาก Ulthera และ Thermage อย่างไร
ไทเทเนียม ลิฟติ้ง คืออะไร เลเซอร์ 3 ความยาวคลื่นยกกระชับผิวได้อย่างไร และผลลัพธ์ที่แท้จริงมีขีดจำกัดแค่ไหน ข้อมูลจากงานวิจัยจริง พร้อมระบุอย่างชัดเจนว่าหลักฐานส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเลเซอร์ Near-infrared ไม่ใช่การศึกษาเฉพาะไทเทเนียมโดยตรง
By Dr. Lee