ตุ่มหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขา Keratosis Pilaris วิธีดูแลด้วยสารขจัดขุยและเลเซอร์ กับเหตุผลที่รักษาให้หายขาดได้ยาก
By Dr. Kim2 min read

เวลาสัมผัสต้นแขนด้านนอก ต้นขา หรือแก้ม บางครั้งจะรู้สึกถึงตุ่มเล็ก ๆ ขรุขระคล้ายกระดาษทราย บางครั้งมีรอยแดงหรือรอยดำติดอยู่ด้วย จึงเข้าใจผิดว่าเป็นสิวหรือตุ่มอักเสบได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่แล้วคือ keratosis pilaris หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าผิวหนังไก่ ผิวลักษณะนี้พบได้บ่อยมาก โดยเกิดในวัยรุ่นมากกว่าครึ่ง และการบีบหรือแกะไม่สามารถทำให้หายไปได้
บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นว่า keratosis pilaris เกิดขึ้นได้อย่างไร ควรเลือกสารขจัดขุยที่ทาเองที่บ้านอย่างไร และเลเซอร์ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งแรกที่ควรรู้คือ keratosis pilaris ไม่ใช่โรคที่หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นภาวะที่ต้องคอยควบคุมไว้ด้วยการดูแล เมื่อเข้าใจธรรมชาตินี้แล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมส่วนผสมและความสม่ำเสมอถึงสำคัญ และทำไมควรระวังคำโฆษณาที่อ้างว่ารักษาให้หายขาดได้

ผิวหนังไก่ที่ต้นแขน หรือ Keratosis Pilaris เกิดขึ้นได้อย่างไร?
keratosis pilaris เกิดจากขุยหนังสะสมหนากว่าปกติที่ปากรูขุมขน โดยปกติแล้วเซลล์ขุยหนังเก่าจะหลุดลอกออกเองตามธรรมชาติ แต่เมื่อกระบวนการนี้ผิดปกติที่ปากรูขุมขน ขุยหนังก็จะอุดตันรูขุมขนคล้ายจุกปิด จุกขุยหนังเล็ก ๆ เหล่านี้เองที่สัมผัสได้เป็นตุ่มขรุขระ และหลายครั้งก็มีขนอ่อนขดม้วนติดอยู่ข้างในด้วย
สาเหตุที่ขุยหนังสะสมแบบนี้ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนแน่นอน เดิมทีเชื่อกันมานานว่าจุกขุยหนังเองเป็นต้นเหตุ แต่งานวิจัยล่าสุดพบว่าต่อมไขมันข้างรูขุมขนฝ่อตัวลงตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม อธิบายได้ว่าเมื่อสารจากต่อมไขมันไม่เพียงพอ ขุยหนังก็จะหลุดลอกได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ขุยหนังสะสมและขนอ่อนเติบโตผิดปกติ
keratosis pilaris มักเกิดร่วมกับผิวแห้ง ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง และโรคผิวหนังเกล็ดปลา ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับโปรตีน filaggrin ที่ทำหน้าที่สร้างเกราะป้องกันผิว จึงพบได้บ่อยกว่าในคนที่ผิวแห้งจากพันธุกรรม และพบมากถึงขนาดที่วัยรุ่น 50-80% มีผิวลักษณะนี้ จึงเป็นลักษณะผิวที่พบได้ทั่วไปมากกว่าจะเรียกว่าเป็นโรค

อายุมากขึ้นแล้วจะดีขึ้นเองไหม?
keratosis pilaris มักเริ่มในวัยเด็กหรือวัยรุ่นแล้วค่อย ๆ จางลงเมื่ออายุมากขึ้น หากเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่น หลายคนจะเห็นผลดีขึ้นชัดเจนช่วงกลาง 20 ปี และเมื่อถึงวัย 30 ส่วนใหญ่ก็จะจางลงไปมาก ดังกราฟด้านบนที่แสดงให้เห็นว่าอัตราการพบสูงในวัยรุ่น แล้วลดลงเหลือประมาณ 40% ในวัยผู้ใหญ่
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะหายไปหมด บางคนยังคงมีผิวลักษณะนี้ที่แขนหรือต้นขาแม้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่หรือแม้จะอายุมากขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะบริเวณที่มีขุยหนังสะสมง่ายอยู่แล้วอย่างต้นแขนด้านนอกและด้านหน้าต้นขา มักมีแนวโน้มคงอยู่นาน บางครั้งดีขึ้นแล้วก็กลับมาเห็นชัดอีกในฤดูหนาวที่ผิวแห้ง ด้วยเหตุนี้ keratosis pilaris จึงไม่ใช่โรคที่หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นภาวะที่ต้องช่วยส่งเสริมแนวโน้มที่ดีขึ้นและควบคุมไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจไว้ก่อน ควรระวังโฆษณาที่อ้างว่ารักษาให้หายขาดได้ หรือบอกว่าทำครั้งเดียวหายไปเลย ในความเป็นจริงแล้ว หากดูแลอย่างสม่ำเสมอ ผิวและรอยแดงจะนุ่มขึ้นเห็นได้ชัด และค่อย ๆ จางลงเองไปพร้อมกับเวลาที่ผ่านไป การเข้าใจว่าเป็นการควบคุมให้เด่นชัดน้อยลง มากกว่าการกำจัดให้หายไปเลย จะทำให้สบายใจและเลือกวิธีดูแลได้ถูกทาง

สารขจัดขุยที่ทาเองที่บ้าน ควรเลือกแบบไหน?
หัวใจของการดูแลที่บ้านคือสารขจัดขุยที่ช่วยละลายขุยหนังอย่างนุ่มนวล ส่วนผสมหลักมีสี่ชนิด
อันดับแรกคือ urea ช่วยให้ขุยหนังนุ่มลงพร้อมกับกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ด้วย เหมาะกับ keratosis pilaris ที่แห้งและหยาบกร้าน ครีมบำรุงทั่วไปมักมี urea ประมาณ 10% ส่วนบริเวณที่ขุยหนังหนามากอาจใช้ความเข้มข้น 20-40% งานวิจัยที่ใช้ urea 20% พบว่าผิวและความพึงพอใจดีขึ้นอย่างชัดเจน
อันดับสองคือ salicylic acid ซึ่งละลายในน้ำมันได้ดี จึงเหมาะกับการละลายขุยหนังในรูขุมขน มักใช้ความเข้มข้น 2-5% อันดับสามคือ lactic acid และ ammonium lactate ช่วยลดแรงยึดเกาะระหว่างเซลล์ขุยหนังพร้อมทั้งให้ความชุ่มชื้นไปด้วย มักใช้ในความเข้มข้น 10-12%
อันดับสี่คือเรตินอยด์ชนิดทา (tretinoin, adapalene) ช่วยปรับวงจรการสร้างและหลุดลอกของเซลล์ขุยหนังให้กลับสู่ปกติ มักเพิ่มเข้ามาในกรณีที่ดูแลด้วยวิธีอื่นแล้วยังไม่ดีขึ้น แต่มีโอกาสระคายเคือง จึงควรเริ่มจากปริมาณน้อยก่อน ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสมใด การเริ่มจากความเข้มข้นต่ำแล้วค่อยเพิ่มเมื่อผิวปรับตัวได้จะปลอดภัยกว่าการใช้แรงตั้งแต่แรก
แต่ละส่วนผสมดูแลอย่างไร?
แต่ละส่วนผสมมีการออกฤทธิ์และเหมาะกับสภาพผิวต่างกันเล็กน้อย สรุปไว้ในตารางด้านล่าง
| ส่วนผสม | ความเข้มข้นทั่วไป | ออกฤทธิ์อย่างไร | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| urea | 10-40% | ทำให้ขุยหนังนุ่มลงและกักเก็บความชุ่มชื้น | เข้มข้นสูงอาจระคายเคือง เริ่มจากต่ำก่อน |
| salicylic acid | 2-5% | ละลายขุยหนังในรูขุมขน | ระวังใช้มากเกินในบริเวณกว้าง |
| lactic acid, ammonium lactate | 10-12% | คลายการยึดเกาะของขุยหนังพร้อมให้ความชุ่มชื้น | อาจแสบและมีกลิ่น |
| retinoid (tretinoin, adapalene) | ความเข้มข้นต่ำ | ปรับวงจรการสร้างและหลุดลอกของขุยหนัง | อาจระคายเคือง tretinoin ระวังช่วงตั้งครรภ์ |
ในทางปฏิบัติ การเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งอย่างสม่ำเสมอจะดีกว่าการสลับใช้หลายตัวแรง ๆ ควรทาสารขจัดขุยตอนที่ผิวยังชุ่มชื้นหลังอาบน้ำ จะซึมซาบได้ดีและระคายเคืองน้อยกว่า หลังจากนั้นทาครีมบำรุงตามเพื่อรักษาเกราะป้องกันผิว จะช่วยลดอาการแสบได้ด้วย
มีข้อควรระวังหนึ่งข้อ อย่าคิดว่าผิวขรุขระแล้วขัดถูด้วยผ้าขัดตัวหรือสครับแรง ๆ เพราะจะยิ่งระคายเคืองและทำให้รอยแดงกับรอยดำเพิ่มขึ้น วิธีที่ถูกต้องคือใช้ส่วนผสมละลายให้นุ่มลงอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่การขัดออกด้วยแรงทางกายภาพ

เลเซอร์ช่วยลดผิวขรุขระได้ไหม?
หากการดูแลด้วยการทาไม่ช่วยจัดการรอยแดงหรือพื้นผิวได้ดีพอ อาจพิจารณาเลเซอร์ เลเซอร์จะช่วยจัดการสองปัญหาหลักของ keratosis pilaris แยกกัน คือรอยแดงและพื้นผิวขรุขระ
สำหรับกลุ่มที่รอยแดงเด่นชัด มักใช้เลเซอร์สีที่ตอบสนองต่อหลอดเลือดหรือเลเซอร์ KTP ซึ่งช่วยลดความแดงจากหลอดเลือดฝอยที่ขยายตัว ส่วนพื้นผิวขรุขระมีงานวิจัยเกี่ยวกับเลเซอร์ long-pulse Nd:YAG ความยาวคลื่น 1064nm งานวิจัยหนึ่งรักษาแขนข้างเดียว 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 สัปดาห์ พบว่ารอยแดงและตุ่มขุยหนังลดลงชัดเจนเมื่อเทียบกับแขนอีกข้าง งานวิจัยอื่นก็พบว่าหลังทำ 4 ครั้ง ความขรุขระของผิวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และไม่พบผลข้างเคียงอย่างการไหม้หรือการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี
มีจุดหนึ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน เลเซอร์ช่วยปรับปรุงรอยแดงและพื้นผิวได้ก็จริง แต่ไม่ใช่การรักษาที่ทำให้ keratosis pilaris หายขาด ต้นเหตุอย่างขุยหนังและลักษณะผิวยังคงอยู่เหมือนเดิม หากหยุดดูแล ก็อาจกลับมาเด่นชัดอีกเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นเลเซอร์จึงไม่ใช่ตัวแทนของการดูแลด้วยการทา แต่ควรมองว่าเป็นตัวช่วยเสริมสำหรับรอยแดงหรือพื้นผิวที่ดื้อต่อการดูแลปกติ

หากไม่ใช่การรักษาให้หายขาด ควรดูแลอย่างไร?
หลักการดูแล keratosis pilaris มีสามข้อ คือ ให้ความชุ่มชื้น ดูแลขุยหนังอย่างนุ่มนวล และไม่เกาหรือบีบ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ ดังกราฟด้านบนที่งานวิจัยทาสารขจัดขุยวันละสองครั้งต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ พบว่า lactic acid ปรับปรุงได้ประมาณ 66% และ salicylic acid ประมาณ 52% ทั้งสองส่วนผสมได้ผลจริง และค่อย ๆ ดีขึ้นไปทีละสัปดาห์ หากทาไม่กี่ครั้งแล้วหยุด ก็มีแนวโน้มกลับไปเหมือนเดิมได้ง่าย
เมื่อผิวแห้ง ขุยหนังจะยิ่งสะสมมากขึ้น จึงไม่ควรละเลยการให้ความชุ่มชื้น โดยเฉพาะการทาครีมบำรุงภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนนานหรือขัดถูแรง ๆ หากยังมีรอยแดงหรือรอยดำหลงเหลืออยู่ ควรกันแดดในบริเวณที่โดนแสงแดดด้วย เพราะเม็ดสีอาจเข้มขึ้นได้จากแสงยูวี
keratosis pilaris ไม่ใช่ตำหนิที่ต้องกำจัดให้หมดไป แต่เป็นสภาพผิวที่พบได้ทั่วไปมากซึ่งอยู่ร่วมกันได้ด้วยการดูแล แทนที่จะเร่งรีบตามหาคำว่าหายขาด การค้นหาส่วนผสมที่เหมาะกับผิวตัวเองแล้วดูแลอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ผิวและรอยแดงนุ่มขึ้นเห็นได้ชัด และแนวโน้มที่จางลงเองเมื่ออายุมากขึ้นก็เป็นเรื่องดีที่อยู่ข้างเราด้วย
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ประเภทของการทำ Chemical Peel ที่เลือกตามปัญหาสิว รอยดำ รูขุมขน ความต่างของ AHA BHA TCA
บทความนี้สรุปประเภทของ Chemical Peel ตั้งแต่ AHA อย่าง glycolic acid และ lactic acid, BHA อย่าง salicylic acid, TCA, สูตร Jessner ไปจนถึง mandelic acid โดยแบ่งตามความลึกและข้อบ่งใช้ พร้อมตัวเลขจากงานวิจัยทางคลินิกว่าแต่ละปัญหาอย่างสิว รอยดำ หรือรูขุมขน เหมาะกับ peel แบบไหน
By Dr. Lee

วิตามินซีเซรั่ม ใช้แล้วผิวดีขึ้นจริงไหม ตั้งแต่สารต้านอนุมูลอิสระ ฝ้า จุดด่างดำ ไปจนถึงวิธีทาและการเก็บรักษาที่ถูกต้อง
วิตามินซีเซรั่มทำอะไรให้ผิวได้บ้าง ทั้งต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นคอลลาเจน และลดเม็ดสี เลือกรูปแบบไหนดี ดูความเข้มข้นและค่า pH อย่างไร ใช้คู่กับกันแดดแล้วได้ผลแค่ไหน พร้อมลำดับการทาที่ถูกต้อง รวมตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

โบท็อกซ์น่อง ผลลัพธ์และผลข้างเคียง ปริมาณและระยะเวลาที่ได้ผลในแต่ละชนิดกล้ามเนื้อเป็นอย่างไร?
การฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อน่องซึ่งทำให้เกิดก้อนกล้ามเนื้อโปนที่น่อง ช่วยให้เส้นน่องดูเรียบเนียนขึ้นได้อย่างไร วิธีแยกชนิดกล้ามเนื้อกับชนิดไขมัน ปริมาณที่ใช้ในแต่ละตำแหน่งและผลการลดขนาด ระยะเวลาที่ได้ผล ไปจนถึงผลกระทบต่อการเดินและแรงกล้ามเนื้อ บทความนี้รวบรวมจากตัวเลขในงานวิจัยจริง
By Dr. Lee