prettytime
Skincare

ประเภทของการทำ Chemical Peel ที่เลือกตามปัญหาสิว รอยดำ รูขุมขน ความต่างของ AHA BHA TCA

By Dr. Lee3 min read

แม้จะเห็น peel วางขายทั่วไปตามชั้นเครื่องสำอาง แต่ chemical peel ที่ใช้ในคลินิกผิวหนังจะมีขอบเขตการออกฤทธิ์และความแรงต่างกันมากตามชนิดของกรด AHA อย่าง glycolic acid และ lactic acid เป็นกรดที่ละลายน้ำได้ดี จึงออกฤทธิ์อยู่ระหว่างเซลล์ที่มีน้ำอยู่ เช่น ชั้นขี้ไคล ช่วยจัดระเบียบผิวชั้นบนให้เรียบเนียนขึ้น ในทางกลับกัน BHA ซึ่งมีตัวแทนหลักคือ salicylic acid มีคุณสมบัติละลายในน้ำมันได้ดี จึงแทรกซึมลึกเข้าไปในรูขุมขนที่อุดตันด้วยความมันได้

TCA หรือ Trichloroacetic Acid เป็นกรดที่ปรับความลึกในการลอกผิวได้เพียงแค่เปลี่ยนความเข้มข้น ส่วน Jessner solution และ mandelic acid ก็มีบทบาทของตัวเอง ตัวแรกใช้เป็นขั้นเตรียมผิวก่อนทำ peel ระดับกลาง ส่วนตัวหลังเป็นทางเลือกสำหรับผิวบอบบาง เมื่อปัญหาต่างกันไม่ว่าจะเป็นสิว รอยดำ หรือรูขุมขนกว้าง กรดและความลึกที่เหมาะสมก็ต่างกันไปด้วย และเมื่อดูจากอัตราการดีขึ้นและระยะเวลาฟื้นตัวจากงานวิจัยทางคลินิกจริง ความแตกต่างนี้ก็ยิ่งเห็นชัดเจน

Chemical Peel แบ่งตามส่วนประกอบได้อย่างไร?

chemical peel มีวิธีออกฤทธิ์และความลึกต่างกันตามชนิดของกรดที่ใช้ AHA คือกรดที่ละลายน้ำได้ดี เช่น glycolic acid และ lactic acid การละลายน้ำได้ดีหมายความว่า มันจะคลายพันธะระหว่างเซลล์ขี้ไคลออกจากกัน เหมือนน้ำที่ชะล้างสิ่งสกปรกตอนล้างหน้า ทำให้ผิวชั้นบนเรียบเนียนขึ้น

ตัวแทนของ BHA คือ salicylic acid มีคุณสมบัติละลายในน้ำมันได้ดี จึงแทรกซึมลึกเข้าไปในรูขุมขนที่อัดแน่นด้วยความมัน เหมือนน้ำยาที่มีส่วนผสมของน้ำมันช่วยล้างคราบมันออก ด้วยเหตุนี้จึงใช้บ่อยในการดูแลสิว

TCA ย่อมาจาก Trichloroacetic Acid เป็นกรดที่ปรับความเข้มข้นเพื่อกำหนดความลึกในการลอกผิวได้ตามต้องการ Jessner solution เป็นสารละลายผสมของ salicylic acid, lactic acid และ resorcinol ใช้เดี่ยว ๆ ได้เช่นกัน แต่ก็มักทาก่อน TCA เพื่อทำให้ชั้นขี้ไคล คือชั้นเซลล์ตายบาง ๆ ที่ปกคลุมผิวชั้นนอกสุด นุ่มลงเล็กน้อยเป็นขั้นเตรียมผิว ส่วน mandelic acid มีขนาดโมเลกุลใหญ่กว่า AHA ตัวอื่น จึงถูกดูดซึมเข้าผิวอย่างช้า ๆ เมื่อโมเลกุลมีขนาดใหญ่ จึงไม่แทรกลึกลงไปในครั้งเดียว แต่ค่อย ๆ กระจายตัวแทน ทำให้ระคายเคืองน้อยกว่า จึงเข้าถึงผิวบอบบางหรือปัญหารอยดำได้อย่างค่อนข้างอ่อนโยน

ในการรักษาจริง แพทย์มักไม่ใช้กรดเพียงชนิดเดียว แต่ใช้ 2-3 ชนิดทาซ้อนกันตามลำดับ โดยปรับตามสภาพผิวและปัญหาของแต่ละคน เช่น ใช้ AHA หรือ BHA ก่อนเพื่อจัดระเบียบขี้ไคลชั้นตื้น แล้วทับด้วย mandelic acid หากมีรอยดำร่วมด้วย ไม่ว่าจะเลือกกรดชนิดใด การเริ่มจากความเข้มข้นต่ำเพื่อดูปฏิกิริยาก่อนแล้วค่อยเพิ่มระดับขึ้นทีละขั้นถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

ประเภทสารหลักคุณสมบัติใช้กับ
AHAglycolic acid, lactic acidละลายน้ำ ลอกผิวชั้นตื้นผิวขรุขระ รอยด่างดำ
BHAsalicylic acidละลายน้ำมัน แทรกรูขุมขนสิว หัวดำ
TCATrichloroacetic Acidปรับความลึกตามความเข้มข้นรอยดำ แผลเป็น
Jessnersalicylic acid+lactic acid+resorcinolสารละลายผสม ใช้เตรียมผิวเตรียมก่อน peel ระดับกลาง
Mandelicmandelic acidโมเลกุลใหญ่ ระคายเคืองน้อยผิวบอบบาง รอยดำ

แท่งกราฟแสดงสัดส่วนผู้ป่วยที่ดีขึ้นอย่างสมบูรณ์หรือดีขึ้นชัดเจน ฝั่งที่ทา glycolic acid 40% มีผู้ตอบสนองดี 92% ในขณะที่ฝั่งยาหลอกที่ไม่มีส่วนผสมของกรดเลยมีเพียง 40% ยิ่งแท่งกราฟยาว ยิ่งแปลว่าตอบสนองดีมาก และเพียงแค่มีสารกรดจริงเข้าไปก็ทำให้ผลต่างกันมาก
แท่งกราฟแสดงสัดส่วนผู้ป่วยที่ดีขึ้นอย่างสมบูรณ์หรือดีขึ้นชัดเจน ฝั่งที่ทา glycolic acid 40% มีผู้ตอบสนองดี 92% ในขณะที่ฝั่งยาหลอกที่ไม่มีส่วนผสมของกรดเลยมีเพียง 40% ยิ่งแท่งกราฟยาว ยิ่งแปลว่าตอบสนองดีมาก และเพียงแค่มีสารกรดจริงเข้าไปก็ทำให้ผลต่างกันมาก

Peel ด้วย Glycolic Acid ได้ผลกับสิวมากแค่ไหน?

งานวิจัยในผู้ป่วยสิวระดับปานกลาง 26 คน ทาฝั่งหนึ่งของใบหน้าด้วย glycolic acid 40% (pH 2.0) และอีกฝั่งด้วยยาหลอก ห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์ รวม 5 ครั้ง ผลออกมาว่าฝั่งที่ทา glycolic acid มีผู้ที่ดีขึ้นอย่างดีมากหรือดีถึง 92% ในขณะที่ฝั่งยาหลอกอยู่ที่ 40% เท่านั้น และเห็นผลชัดเจนกว่าในรอยโรคชนิดสิวหัวขาวที่ไม่มีการอักเสบ

glycolic acid มีขนาดโมเลกุลค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับกรดชนิดอื่น จึงซึมลึกเข้าไปถึงชั้นขี้ไคล คือชั้นเซลล์ตายบาง ๆ ที่ปกคลุมผิวชั้นนอกสุด คลายพันธะระหว่างเซลล์ขี้ไคลและลอกเซลล์ตายที่อุดตันรูขุมขนออก เมื่อทำซ้ำ ๆ รูขุมขนจะโล่งขึ้นและเกิดการอักเสบใหม่น้อยลง lactic acid เป็น AHA เช่นกันและมีหลักการทำงานคล้ายกัน แต่มีขนาดโมเลกุลใหญ่กว่าเล็กน้อยและมีฤทธิ์เพิ่มความชุ่มชื้นไปพร้อมกัน จึงใช้เป็นทางเลือกสำหรับผิวที่ไวต่อการระคายเคือง

ทั้งสองตัวควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำแล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามระดับที่ผิวปรับตัวได้ ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ช่วงแรกอาจรู้สึกแสบเล็กน้อยและมีรอยแดง แต่ส่วนใหญ่จะหายไปภายใน 1-2 วัน

Peel ซึมลึกได้ถึงชั้นไหน จากหนังกำพร้าถึงหนังแท้?

ประสิทธิภาพและระยะเวลาฟื้นตัวของ peel ขึ้นอยู่กับความลึกที่กรดซึมเข้าไปมากกว่าชนิดของกรด ลองนึกภาพผิวหนังเหมือนเค้กที่เรียงซ้อนกันหลายชั้นจะเข้าใจง่ายขึ้น ชั้นบนสุดคือชั้นขี้ไคล ถัดลงไปคือหนังกำพร้า ลึกลงไปอีกคือชั้นปุ่มหนังแท้ และชั้นลึกสุดคือชั้นร่างแหหนังแท้ เรียงลำดับกันแบบนี้

peel ระดับตื้นมีผลถึงเพียงชั้นขี้ไคลและชั้นเซลล์ของหนังกำพร้าเท่านั้น เทียบกับเค้กก็เหมือนปาดครีมหน้าเค้กออกเบา ๆ peel ระดับกลางทำให้เกิดความเสียหายทั่วชั้นหนังกำพร้าไปจนถึงชั้นปุ่มหนังแท้ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อขึ้นใหม่มาแทนที่ ส่วน peel ที่ลึกที่สุดจะลงไปถึงชั้นร่างแหหนังแท้ หรือแทบจะเป็นชั้นล่างสุดของเค้ก ซึ่งขั้นนี้แม้แต่ในคลินิกก็ต้องดูแลอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

TCA เป็นกรดที่พิเศษตรงที่ปรับความเข้มข้นได้ทั้งสามระดับด้วยตัวเดียว ความเข้มข้น 10-20% จะอยู่ที่หนังกำพร้าและชั้นปุ่มหนังแท้ตื้น ๆ ใกล้เคียงกับ peel ระดับตื้น ความเข้มข้น 25-35% ซึมถึงกลางชั้นปุ่มหนังแท้ ถือเป็นมาตรฐานของ peel ระดับกลาง หากทา Jessner solution ก่อนเพื่อทำให้ชั้นขี้ไคลบางลง แล้วจึงทับด้วย TCA (วิธีที่เรียกว่าการใช้ร่วมกับ Jessner) จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ระดับกลางที่มั่นคง โดยไม่ต้องเพิ่มความเข้มข้นของ TCA ให้สูงขึ้นไปอีก

TCA ความเข้มข้นสูงตั้งแต่ 40% ขึ้นไป หรือ phenol peel จัดอยู่ในกลุ่ม peel ระดับลึกที่ซึมถึงชั้นร่างแหหนังแท้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นค่อนข้างสูง จึงมักใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ มากกว่าเพื่อความงามทั่วไป

ความลึกชั้นที่ถึงวิธีที่ใช้บ่อยระยะฟื้นตัว
Peel ตื้นชั้นขี้ไคล หนังกำพร้าAHA, BHA, TCA 10-20%1-7 วัน
Peel ระดับกลางหนังกำพร้าทั้งหมด ชั้นปุ่มหนังแท้TCA 25-35% ร่วมกับ Jessner7-14 วัน
Peel ลึกชั้นร่างแหหนังแท้TCA เข้มข้นสูง phenol14 วันขึ้นไป

แท่งกราฟแสดงอัตราการลดลงของรอยโรคแต่ละชนิด หลังทำ peel ด้วย salicylic acid 30% จำนวน 6 ครั้ง หัวดำและหัวขาวลดลง 88.45% ส่วนตุ่มอักเสบสีแดงลดลง 89.16% ซึ่งดีขึ้นมากที่สุด ในขณะที่ตุ่มหนองและก้อนลึก ถุงน้ำ ลดลงเพียง 31.47% และ 50% ตามลำดับ แสดงว่ารอยโรคที่ตื้นและเล็กตอบสนองได้ดีกว่า
แท่งกราฟแสดงอัตราการลดลงของรอยโรคแต่ละชนิด หลังทำ peel ด้วย salicylic acid 30% จำนวน 6 ครั้ง หัวดำและหัวขาวลดลง 88.45% ส่วนตุ่มอักเสบสีแดงลดลง 89.16% ซึ่งดีขึ้นมากที่สุด ในขณะที่ตุ่มหนองและก้อนลึก ถุงน้ำ ลดลงเพียง 31.47% และ 50% ตามลำดับ แสดงว่ารอยโรคที่ตื้นและเล็กตอบสนองได้ดีกว่า

ทำไม Peel ด้วย Salicylic Acid ถึงเป็นตัวหลักสำหรับสิว?

salicylic acid มีคุณสมบัติละลายในน้ำมันได้ดี จึงผ่านชั้นขี้ไคลที่มีความชื้นสูงไปถึงต่อมไขมันในรูขุมขนที่เต็มไปด้วยความมันได้ เมื่อซึมถึงรูขุมขนแล้ว จะช่วยคลายเซลล์ขี้ไคลให้อ่อนนุ่มลง พร้อมมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเสริมเข้าไปด้วย จึงเหมาะเป็นพิเศษกับผิวมันหรือผิวที่เป็นสิว

งานวิจัยที่ทำ peel ด้วย salicylic acid ความเข้มข้น 30% ห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์ รวม 6 ครั้ง พบว่ารอยโรคที่ไม่อักเสบอย่างหัวดำและหัวขาวลดลง 88.45% ส่วนตุ่มอักเสบสีแดงที่นูนขึ้นลดลง 89.16% แต่ตุ่มหนองลดลงเพียง 31.47% และรอยโรคลึกอย่างก้อนกับถุงน้ำลดลงเพียง 50% หมายความว่ารอยโรคที่ตื้นและเล็กตอบสนองได้ดีกว่า

งานวิจัยที่เปรียบเทียบโดยตรงกับ glycolic acid ก็พบแนวโน้มว่า salicylic acid ลดรอยโรคอักเสบได้เร็วกว่า ส่วนงานวิจัยที่เปรียบเทียบกับ mandelic acid 45% พบว่าระดับความดีขึ้นโดยรวมของทั้งสองตัวใกล้เคียงกัน แต่ mandelic acid มีการระคายเคืองและแสบร้อนน้อยกว่า จึงถูกจัดเป็นทางเลือกที่อ่อนโยนกว่า

รอยดำและรูขุมขนกว้าง เหมาะกับ Peel แบบไหน?

แต่ละปัญหามี peel ที่เหมาะสมต่างกัน หากสิวเป็นปัญหาหลัก มักแนะนำกรดที่ละลายในน้ำมันและซึมถึงรูขุมขนอย่าง salicylic acid เป็นอันดับแรก ส่วนปัญหารอยด่างดำ ฝ้า หรือจุดด่างดำ มักใช้กรดที่เร่งการผลัดเซลล์ผิวใหม่อย่าง glycolic acid หรือ mandelic acid เป็นหลัก

งานวิจัยในผู้ป่วยฝ้าที่เปรียบเทียบ glycolic acid 35% กับ peel สูตรผสม salicylic acid และ mandelic acid พบว่าระดับความดีขึ้นของทั้งสองวิธีใกล้เคียงกัน โดยฝั่งสูตรผสมมีการระคายเคืองน้อยกว่า ส่วนกรณีรูขุมขนกว้างและผิวขรุขระ TCA ระดับกลางหรือการใช้ร่วมกับ Jessner จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในหนังแท้ ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยพยุงผิวให้แน่นตึง ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

ปัญหาเฉพาะจุดอย่างแผลเป็นสิวมีวิธีเล็งเฉพาะบริเวณแคบ ๆ แยกต่างหากจาก peel ที่ทาทั่วใบหน้า หากมีหลายปัญหาซ้อนกัน แทนที่จะพยายามแก้ทุกอย่างพร้อมกัน ควรจัดลำดับความสำคัญจากปัญหาที่เด่นชัดที่สุดก่อน จะช่วยลดการระคายเคืองและเห็นผลลัพธ์ได้อย่างปลอดภัยกว่า

ปัญหาแนะนำอันดับแรกหลักฐาน
สิวBHA salicylic acidลดรอยโรคสูงสุด 89%
รอยดำ ฝ้าAHA glycolic acid, mandelic acidดีขึ้นใกล้เคียงกับสูตรผสม
รูขุมขน ผิวขรุขระTCA ระดับกลาง ร่วมกับ Jessnerกระตุ้นคอลลาเจนหนังแท้
แผลเป็นเฉพาะจุดTCA CROSSอธิบายเพิ่มเติมด้านล่าง

ภาพการทาน้ำยา peel เฉพาะจุดบนเตียงทำหัตถการ
แต่ละส่วนของกราฟโดนัทแสดงสัดส่วนผู้ป่วยตามระดับความดีขึ้น ในกลุ่มที่มีแผลเป็นชนิด ice pick และได้รับการทำ TCA CROSS ความเข้มข้น 100% จำนวน 4 ครั้ง ผู้ป่วยที่ดีขึ้นมากกว่า 70% มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 73.3% รองลงมาคือกลุ่มที่ดีขึ้น 50-70% อยู่ที่ 20% ส่วนที่เหลือเพียงส่วนน้อยดีขึ้นเพียง 30-49%
แต่ละส่วนของกราฟโดนัทแสดงสัดส่วนผู้ป่วยตามระดับความดีขึ้น ในกลุ่มที่มีแผลเป็นชนิด ice pick และได้รับการทำ TCA CROSS ความเข้มข้น 100% จำนวน 4 ครั้ง ผู้ป่วยที่ดีขึ้นมากกว่า 70% มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 73.3% รองลงมาคือกลุ่มที่ดีขึ้น 50-70% อยู่ที่ 20% ส่วนที่เหลือเพียงส่วนน้อยดีขึ้นเพียง 30-49%

แผลเป็นแคบและลึก ใช้ TCA ต่างไปอย่างไร?

แผลเป็นที่แคบและลึกอย่าง ice pick scar ยากที่ peel แบบทาทั่วใบหน้าจะซึมถึงก้นแผลได้ TCA CROSS ตามชื่อคือวิธีที่จิ้มเฉพาะจุดที่มีแผลเป็นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทางเคมี โดยใช้ TCA ความเข้มข้นสูง 90-100% จุ่มปลายไม้จิ้มฟันแล้วแตะลงเฉพาะในแผลเป็นเท่านั้น ไม่แตะผิวปกติรอบ ๆ ทำให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่ก้นแผลเป็น เพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนใหม่เข้ามาเติมเต็มบริเวณนั้น

งานวิจัยที่ใช้ TCA ความเข้มข้น 100% ห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์ รวม 4 ครั้ง พบว่า 73.3% ดีขึ้นชัดเจนมากกว่า 70% ส่วน 20% ดีขึ้นในระดับดีอยู่ที่ 50-70% มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เห็นความดีขึ้นที่ชัดเจน

ต่างจาก peel ที่ทาทั่วใบหน้า เพราะออกฤทธิ์เฉพาะจุด ความเสี่ยงที่รอยดำจะลามไปทั่วบริเวณกว้างจึงค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเข้มข้นสูงมาก จึงต้องอาศัยความชำนาญในการแตะปริมาณน้อย ๆ ให้ตรงตำแหน่งอย่างแม่นยำ และหลังทำจะมีขั้นตอนฟื้นตัวที่ตกสะเก็ดแล้วหลุดออกประมาณ 1 สัปดาห์

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

ตุ่มหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขา Keratosis Pilaris วิธีดูแลด้วยสารขจัดขุยและเลเซอร์ กับเหตุผลที่รักษาให้หายขาดได้ยาก

ผิวขรุขระคล้ายหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขาหรือที่เรียกกันว่า keratosis pilaris เกิดขึ้นได้อย่างไร บทความนี้พาไปดูตั้งแต่สาเหตุ วิธีเลือกสารขจัดขุยอย่าง urea, salicylic acid และ retinoid ไปจนถึงเลเซอร์ช่วยได้แค่ไหน เพราะนี่ไม่ใช่โรคที่หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นสภาพผิวที่ต้องดูแลต่อเนื่อง เมื่อเข้าใจธรรมชาติของมันแล้วก็จะมองเห็นวิธีจัดการได้ชัดเจนขึ้น

By Dr. Kim

Skincare

วิตามินซีเซรั่ม ใช้แล้วผิวดีขึ้นจริงไหม ตั้งแต่สารต้านอนุมูลอิสระ ฝ้า จุดด่างดำ ไปจนถึงวิธีทาและการเก็บรักษาที่ถูกต้อง

วิตามินซีเซรั่มทำอะไรให้ผิวได้บ้าง ทั้งต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นคอลลาเจน และลดเม็ดสี เลือกรูปแบบไหนดี ดูความเข้มข้นและค่า pH อย่างไร ใช้คู่กับกันแดดแล้วได้ผลแค่ไหน พร้อมลำดับการทาที่ถูกต้อง รวมตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Filler

ร่องแก้มต้องหาสาเหตุก่อน ฟิลเลอร์ ร้อยไหม และคอลลาเจนช่วยได้แค่ไหนและอยู่นานเท่าไร

ร่องแก้มของคุณเกิดจากผิวหย่อนคล้อย ปริมาตรที่ยุบหาย หรือผิวที่แก่ลง เพราะสาเหตุต่างกันทำให้ต้องเลือกระหว่างฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนต่างกัน บทความนี้สรุปแบบเข้าใจง่ายว่าแต่ละแบบเหมาะกับใคร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ไปจนถึงความปลอดภัยของเส้นเลือดข้างจมูก โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Back to articles