โบท็อกซ์น่อง ผลลัพธ์และผลข้างเคียง ปริมาณและระยะเวลาที่ได้ผลในแต่ละชนิดกล้ามเนื้อเป็นอย่างไร?
By Dr. Lee2 min read

หลายคนกังวลใจเมื่อน่องโปนออกมาชัดเจนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาใส่กระโปรงสั้นหรือกางเกงขายาวรัดรูป หากสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อ โบท็อกซ์น่องจะช่วยลดแรงของกล้ามเนื้อที่สร้างก้อนโปนนี้ลงเล็กน้อย ทำให้เส้นน่องดูเรียบขึ้นได้
แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ผลเหมือนกัน ผลลัพธ์จะต่างกันมากขึ้นอยู่กับว่าเป็นชนิดกล้ามเนื้อที่เป็นก้อนแข็ง หรือชนิดไขมันที่หนา และตำแหน่งที่ฉีดกับปริมาณก็ต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละคน บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่กล้ามเนื้อน่อง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่สร้างก้อนโปนที่น่อง เกณฑ์ที่ใช้แยกชนิดกล้ามเนื้อกับชนิดไขมัน ปริมาณที่ใช้ในแต่ละตำแหน่งและผลการลดขนาด ระยะเวลาที่ได้ผล ไปจนถึงผลกระทบต่อการเดินและแรงกล้ามเนื้อ โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริง

โบท็อกซ์น่องลดก้อนโปนได้ด้วยหลักการอะไร?
กล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius) เป็นกล้ามเนื้อสองหัวที่โปนขึ้นมาด้านหลังของขาท่อนล่าง เป็นกล้ามเนื้อที่ออกแรงเวลายกส้นเท้าขึ้นหรือเวลาวิ่ง ยิ่งกล้ามเนื้อนี้พัฒนามากเท่าไหร่ ก้อนโปนที่น่องก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น โบท็อกซ์ทำหน้าที่ปิดกั้นสัญญาณประสาทที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อน่องนี้ ทำให้กล้ามเนื้อออกแรงไม่ได้

เมื่อสัญญาณประสาทถูกตัดขาด กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลีบลงเหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งาน ไม่ได้บางลงทันทีหลังฉีด แต่จะค่อย ๆ ลดปริมาตรลงในช่วง 3 ถึง 4 สัปดาห์ ทำให้เส้นน่องดูเรียบขึ้น หลักการเดียวกันกับโบท็อกซ์กรามหรือโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่า แต่เนื่องจากน่องเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเดินและวิ่ง จึงต้องกำหนดปริมาณและตำแหน่งฉีดอย่างพิถีพิถันมากกว่า
ผลลัพธ์ไม่ได้คงอยู่ถาวร เมื่อสัญญาณประสาทกลับมาทำงานอีกครั้งหลังผ่านไปหลายเดือน กล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ กลับสู่ขนาดเดิม หากต้องการรักษาเส้นน่องให้เรียวอยู่ตลอดจึงต้องทำซ้ำเป็นระยะ ดังนั้นหากกำลังพิจารณาโบท็อกซ์น่อง ก้าวแรกที่ควรทำคือตรวจสอบก่อนว่าก้อนโปนที่น่องเกิดจากกล้ามเนื้อจริงหรือไม่

ปริมาณที่ฉีดในแต่ละตำแหน่งต่างกันแค่ไหน?
วิธีมาตรฐานคือฉีดแบ่งเป็นหลายจุดในกล้ามเนื้อน่องข้างเดียว งานวิจัยชิ้นหนึ่งกำหนด 15 จุดต่อน่องหนึ่งข้าง จุดละ 10 U รวมทั้งหมด 150 U ต่อกล้ามเนื้อน่อง โดยแบ่งฉีดให้สม่ำเสมอทั้งหัวด้านในและหัวด้านนอกเพื่อความสมดุลซ้ายขวา
อีกวิธีหนึ่งคือแบ่งปริมาณรวมเท่าเดิมในรูปแบบต่าง ๆ โดยเล็งเป้าไปที่กล้ามเนื้อ soleus ซึ่งอยู่ใต้กล้ามเนื้อน่องและทำหน้าที่พยุงร่างกายเวลายืนด้วย เช่น ฉีด 6 U เข้ากล้ามเนื้อน่องและ 4 U เข้ากล้ามเนื้อ soleus ในจุดเดียวกัน งานวิจัยที่ติดตามผู้เข้าร่วม 34 คนเป็นเวลา 6 เดือน พบว่ากลุ่มที่ฉีดเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง เส้นรอบวงลดลง 1.26 cm ส่วนกลุ่มที่ฉีดทั้งกล้ามเนื้อน่องและกล้ามเนื้อ soleus ร่วมกัน ลดลง 1.46 cm ซึ่งความแตกต่างระหว่างสองวิธีนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ในทางปฏิบัติ ปริมาณพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดอยู่ที่ราว 100 U ต่อน่องหนึ่งข้าง หากกล้ามเนื้อใหญ่หรือต้องการผลลดขนาดที่ชัดเจน ก็อาจเพิ่มขึ้นไปถึง 150 U หรือมากกว่านั้น ปริมาณรวมที่รายงานในแต่ละงานวิจัยมีช่วงกว้างตั้งแต่ 100 U ไปจนถึงราว 300 U ขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อและระดับผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งแพทย์จะกำหนดให้เหมาะกับแต่ละคน จึงควรเข้าใจว่าเป็นช่วงกว้าง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว
แยกชนิดกล้ามเนื้อกับชนิดไขมันด้วยอะไร?
โบท็อกซ์น่องจะได้ผลก็ต่อเมื่อสาเหตุของก้อนโปนมาจากกล้ามเนื้อ หากน่องหนาเพราะมีไขมันมาก แม้ลดกล้ามเนื้อลงก็ไม่ได้ทำให้ความหนาเปลี่ยนไปมากนัก ดังนั้นการแยกให้ได้ก่อนฉีดว่าเป็นชนิดกล้ามเนื้อหรือชนิดไขมันจึงเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์
วิธีง่ายที่สุดคือการทดสอบยกส้นเท้า เมื่อยืนเขย่งปลายเท้า กล้ามเนื้อน่องจะหดตัวทำให้บริเวณที่โปนแข็งเป็นก้อนและนูนขึ้นชัดเจน หากส่วนที่เป็นก้อนแข็งชัดเจน ถือเป็นชนิดกล้ามเนื้อ แต่ถ้ายกส้นเท้าแล้วเนื้อยังนุ่มเหมือนเดิม มักเป็นชนิดไขมันมากกว่า
อีกวิธีที่ใช้ร่วมกันคือการวัดความหนาของไขมัน โดยใช้นิ้วบีบเนื้อแล้ววัดความหนา หากเกิน 2 cm ถือว่ามีไขมันค่อนข้างหนา กรณีนี้วิธีที่เหมาะกว่าโบท็อกซ์คือการดูดไขมัน ในความเป็นจริงหลายคนมีทั้งกล้ามเนื้อและไขมันปนกัน จึงควรตรวจทั้งสองวิธีร่วมกันแล้วค่อยตัดสินใจวิธีการรักษาเพื่อความปลอดภัย
| หมวด | ชนิดกล้ามเนื้อ | ชนิดไขมัน |
|---|---|---|
| ทดสอบยกส้นเท้า | แข็งเป็นก้อนและนูน | นุ่มเหมือนเดิม |
| ทดสอบบีบเนื้อ | น้อยกว่า 2 cm | มากกว่า 2 cm |
| วิธีที่เหมาะสม | โบท็อกซ์ | ดูดไขมัน เป็นต้น |

แม้เป็นชนิดกล้ามเนื้อเหมือนกัน ตำแหน่งฉีดก็ต่างกันหรือไม่?
แม้เป็นชนิดกล้ามเนื้อก็ไม่ได้มีรูปแบบเดียวกันหมด งานวิจัยชิ้นหนึ่งใช้การทดสอบยกส้นเท้าเป็นเกณฑ์ แบ่งภาวะกล้ามเนื้อน่องโตออกเป็นสองแบบ คือแบบที่โปนเฉพาะหัวเดียว และแบบที่หัวด้านในกับด้านนอกโปนเท่ากันทั้งสองข้าง
งานวิจัยนี้พบว่าแบบโปนเฉพาะหัวเดียวมี 69% ส่วนแบบโปนทั้งสองหัวมี 31% หมายความว่าแบบโปนหัวเดียวพบได้บ่อยกว่า ในกลุ่มนี้มักเป็นหัวด้านในที่เด่นชัด เพราะหัวด้านในต้องรับน้ำหนักจากแนวกึ่งกลางลำตัวมากกว่าเวลายืน
ตำแหน่งที่ฉีดจึงต่างกันไปตามแต่ละแบบ แบบที่โปนเฉพาะหัวเดียวจะเน้นฉีดปริมาณไปที่หัวนั้น ส่วนแบบที่โปนทั้งสองหัวเท่ากันจะแบ่งฉีดให้สม่ำเสมอทั้งด้านในและด้านนอก แพทย์จะทำเครื่องหมายตำแหน่งที่โปนไว้ล่วงหน้าด้วยภาพถ่ายและการคลำ แล้วฉีดตามตำแหน่งนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนที่เป็นก้อนยังคงอยู่เหมือนเดิม ในขณะที่ส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกลับถูกลดขนาดไปแทน
ขนาดผลลัพธ์และระยะเวลาที่ได้ผลอยู่ในระดับไหน?
ขนาดของผลลัพธ์ที่รายงานในแต่ละงานวิจัยแตกต่างกันเล็กน้อย งานวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบที่ฉีด 60 U พบว่าหลัง 8 สัปดาห์ เส้นรอบวงน่องเฉลี่ยลดลงจาก 36.35 cm เหลือ 35.87 cm หรือประมาณ 0.48 cm ซึ่งเป็นการลดลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ในความรู้สึกจริงจะไม่ได้เรียวลงอย่างชัดเจนมาก เป็นเพียงความเรียบเนียนขึ้นแบบบาง ๆ
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ใช้ปริมาณ 32 ถึง 72 U พบว่าเริ่มลดลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 และคงอยู่ได้นานถึง 6 เดือน ส่วนงานวิจัยที่ใช้ปริมาณมากกว่านั้นพบว่าเริ่มลดลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 และผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6 ถึง 8 เดือน โดยรวมแล้วมีแนวโน้มว่ายิ่งใช้ปริมาณมากขึ้น และยิ่งเล็งเป้าทั้งกล้ามเนื้อน่องและกล้ามเนื้อ soleus ร่วมกัน ผลลัพธ์ก็ยิ่งอยู่ได้นานขึ้นเล็กน้อย
หากดูตามช่วงเวลา จะเริ่มเห็นผลระหว่างสัปดาห์ที่ 1 ถึง 3 ชัดเจนที่สุดราวสัปดาห์ที่ 4 และระยะเวลาที่ได้ผลอยู่ระหว่าง 3 เดือนถึง 8 เดือน เช่นเดียวกับโบท็อกซ์บริเวณอื่น เมื่อเวลาผ่านไปกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ กลับสู่ขนาดเดิม หากต้องการรักษาเส้นน่องให้เรียวอยู่ตลอด ควรทำซ้ำตามรอบเวลานี้
| งานวิจัย | ปริมาณ | ช่วงติดตาม | ระยะเวลา |
|---|---|---|---|
| งานวิจัยแบบสุ่ม (60 U) | 60 U ต่อข้าง | 8 สัปดาห์ | ราว 3 เดือน |
| งานวิจัยสังเกตการณ์ระยะแรก | 32 ถึง 72 U ต่อข้าง | 1 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน | ราว 6 เดือน |
| งานวิจัยปริมาณสูง | 300 ถึง 360 U ต่อข้าง | ตั้งแต่ 3 สัปดาห์ | 6 ถึง 8 เดือน |
| งานวิจัยกล้ามเนื้อน่อง+soleus | 150 U ต่อข้าง | 6 เดือน | มากกว่า 6 เดือน |

การเดินและแรงกล้ามเนื้อจะมีปัญหาหรือไม่?
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและเกิดขึ้นชั่วคราว งานวิจัยที่ติดตามผู้เข้าร่วม 34 คนเป็นเวลา 6 เดือน รายงานอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด 35% อาการเสียวหรืออ่อนแรงที่พอทนได้ 24% ซึ่งส่วนใหญ่หายไปภายใน 1 เดือน ส่วนอาการกล้ามเนื้อกระตุกชั่วคราวพบได้น้อยเพียง 3%
เนื่องจากกล้ามเนื้อน่องเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้เดินและวิ่ง หลายคนจึงอาจสงสัยว่าจะกระทบต่อแรงกล้ามเนื้อและการเดินหรือไม่ งานวิจัยที่วิเคราะห์การเดินก่อนและหลังฉีดในผู้เข้าร่วม 15 คน พบว่าปริมาตรน่องลดลงอย่างชัดเจนเมื่อ 1 เดือนและ 3 เดือนหลังฉีด แต่ตัวชี้วัดการเดินพื้นฐานอย่างความเร็วในการเดินหรือความยาวก้าวไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างไรก็ตาม พบการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในวิธีการทรงตัวขณะที่เปลี่ยนจากการยืนสองขาไปเป็นการถ่ายน้ำหนักไปขาข้างเดียว แสดงให้เห็นว่าแม้โครงสร้างการเดินโดยรวมจะเหมือนเดิม แต่การทรงตัวอาจเปลี่ยนไปเล็กน้อยได้
ดังนั้นหากเป็นคนที่ชอบวิ่งหรือปีนเขาเป็นประจำ ควรเริ่มด้วยปริมาณต่ำก่อนแล้วดูการตอบสนองจะปลอดภัยกว่า ไม่มียาที่ช่วยย้อนกลับผลได้ หากรู้สึกว่าแรงกล้ามเนื้อลดลงมากเกินไป ก็ต้องรอให้ฤทธิ์ยาค่อย ๆ หมดไปตามเวลา หากตรวจสอบก่อนว่าเป็นชนิดกล้ามเนื้อจริง กำหนดตำแหน่งและปริมาณอย่างพิถีพิถัน และดูแลด้วยการทำซ้ำเป็นระยะ โบท็อกซ์น่องก็จะเป็นวิธีที่ช่วยปรับเส้นน่องให้เรียบเนียนขึ้นได้โดยไม่กระทบต่อการเดินมากนัก
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

โบท็อกซ์กรามเหลี่ยม กล้ามเนื้อ masseter ฝ่อจนหน้าเรียวได้อย่างไร ระยะเวลาออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่มีหลักฐานรองรับ
โบท็อกซ์กราม (masseter botox) คือการฉีด botulinum toxin เข้ากล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวให้ฝ่อลงทีละน้อย จนกรามเหลี่ยมดูเรียวขึ้น บทความนี้รวบรวมกลไกการออกฤทธิ์ ช่วงเวลาที่เห็นผล ระยะเวลาที่อยู่ได้นาน ผลข้างเคียง ไปจนถึงประโยชน์ในการลดอาการกัดฟันแน่น โดยอ้างอิงจากหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
By Dr. Kim

โบทอกซ์กล้ามเนื้อทราพีเซียส ปรับไหล่ให้ดูเรียบตรง วอลลุ่มไหล่ลดจริงไหม อยู่ได้นานแค่ไหน
การฉีดโบทอกซ์เข้ากล้ามเนื้อทราพีเซียสส่วนบนที่นูนขึ้นมา เพื่อให้คอดูยาวขึ้นและเส้นไหล่เรียบเนียนขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Barbie Botox มีหลักการทำงานอย่างไร ให้ผลลัพธ์และอยู่ได้นานแค่ไหน มีผลข้างเคียงอย่างไหล่หมดแรงหรือไม่ เหมาะกับใครบ้าง สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Kim

บอดี้ ออนดา ใช้ไมโครเวฟให้ความร้อนสลายไขมันหน้าท้องและต้นแขน หลักการทำงาน จำนวนครั้ง และระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
บอดี้ ออนดา คือหัตถการดูแลรูปร่างแบบไม่ผ่าตัด ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟให้ความร้อนกับชั้นไขมันใต้ผิวอย่างเจาะจง เพื่อลดจำนวนเซลล์ไขมันไปพร้อมกับกระชับผิว บทความนี้อธิบายว่าทำไมความร้อนจึงเลือกจับที่ชั้นไขมันเป็นหลัก เหตุใดการลดไขมันกับการกระชับผิวจึงมาพร้อมกัน หน้าท้อง ต้นแขน และเอวต้องใช้วิธีเข้าถึงต่างกันอย่างไร รวมถึงจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่
By Dr. Kim