prettytime
Botox

โบท็อกซ์กรามเหลี่ยม กล้ามเนื้อ masseter ฝ่อจนหน้าเรียวได้อย่างไร ระยะเวลาออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่มีหลักฐานรองรับ

By Dr. Kim2 min read

เมื่อกรามเหลี่ยมชัดจนหน้าดูกว้าง หลายคนมองหาวิธีทำให้เส้นกรามดูเรียวขึ้น หนึ่งในทางเลือกที่นิยมคือโบท็อกซ์กราม (masseter botox) กล้ามเนื้อ masseter คือกล้ามเนื้อกรามที่ใช้ตอนเคี้ยวอาหาร วิธีการคือฉีด botulinum toxin เข้าไปในกล้ามเนื้อนี้ ให้ค่อย ๆ ฝ่อลงทีละน้อย เส้นกรามจึงดูเรียวขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ไม่ใช่การกรอกระดูกให้เล็กลงทันที แต่เป็นการทำให้กล้ามเนื้อบางลงจนหน้าเรียวขึ้นเองตามธรรมชาติ ดังนั้นการรู้ล่วงหน้าว่าผลจะเริ่มเห็นเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน และมีผลข้างเคียงอะไรบ้างจึงสำคัญ บทความนี้รวบรวมกลไกการทำงานของโบท็อกซ์กราม ผลลัพธ์มีหลักฐานยืนยันมากน้อยแค่ไหน ไปจนถึงผลข้างเคียงและประโยชน์ในการลดอาการกัดฟันแน่น

หัวข้อสาระสำคัญ
กลไกกราม masseter ฝ่อจนเส้นกรามเรียวขึ้น
ช่วงเห็นผลแรงกัดลดใน ไม่กี่วัน หน้าเรียวใน 6-12 สัปดาห์
ระยะเวลา3-6 เดือน เฉลี่ยราว 248 วันในกลุ่มที่ตอบสนอง
ความหนาลดต่างกันมาก เริ่มจากราว 6% ที่ 1 เดือน
ข้อควรระวังกล้ามเนื้อนูน ไม่สมมาตร แรงกัดลด

กล้ามเนื้อ masseter เป็นกล้ามเนื้อเคี้ยวที่หนา ทอดยาวจากโหนกแก้มไปจนถึงมุมขากรรไกรล่าง เมื่อ botulinum toxin ไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่ปลายเส้นประสาท กล้ามเนื้อจะหดตัวน้อยลง และเมื่อไม่ได้ใช้งานเต็มที่ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ กล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ ฝ่อบางลง เส้นกรามที่ดูเรียวขึ้นก็มาจากการฝ่อตัวนี้เอง
กล้ามเนื้อ masseter เป็นกล้ามเนื้อเคี้ยวที่หนา ทอดยาวจากโหนกแก้มไปจนถึงมุมขากรรไกรล่าง เมื่อ botulinum toxin ไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่ปลายเส้นประสาท กล้ามเนื้อจะหดตัวน้อยลง และเมื่อไม่ได้ใช้งานเต็มที่ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ กล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ ฝ่อบางลง เส้นกรามที่ดูเรียวขึ้นก็มาจากการฝ่อตัวนี้เอง

โบท็อกซ์กรามทำให้กรามเรียวขึ้นได้อย่างไร?

กล้ามเนื้อ masseter คือกล้ามเนื้อเคี้ยวรูปสี่เหลี่ยมหนา ที่ทอดยาวจากโหนกแก้มไปจนถึงมุมขากรรไกรล่าง หากมีนิสัยกัดฟันแน่นหรือมีมวลกล้ามเนื้อมากมาแต่กำเนิด กล้ามเนื้อ masseter ทั้งสองข้างจะหนาขึ้น ทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูกว้าง และกลายเป็นรูปหน้ากรามเหลี่ยมที่หลายคนคุ้นเคย

botulinum toxin type A จะไปตัดโปรตีนที่ชื่อ SNAP-25 บริเวณปลายเส้นประสาท ทำให้การหลั่งสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนถูกยับยั้ง เมื่อสัญญาณสั่งให้กล้ามเนื้อหดตัวลดลง เส้นใยกล้ามเนื้อบางส่วนก็จะอ่อนแรงลงตามไปด้วย

กล้ามเนื้อที่ออกแรงน้อยลงจะค่อย ๆ บางลงในช่วงหลายสัปดาห์ต่อจากนั้น เป็นหลักการเดียวกับกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานแล้วฝ่อลง เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เส้นกรามเรียวขึ้นก็คือการฝ่อตัวนี้เอง ดังนั้นวันที่ฉีดจะยังไม่เห็นหน้าเรียวทันที แต่ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ปรากฏตามเวลาที่ผ่านไป

ด้วยหลักการเดียวกันนี้ แรงกัดของกล้ามเนื้อก็จะอ่อนลงด้วย จึงถูกนำมาใช้ลดอาการกัดฟันแน่นหรือนอนกัดฟัน (bruxism) รวมถึงอาการปวดกล้ามเนื้อที่ตามมา อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ถาวร เมื่อปลายเส้นประสาทงอกใหม่และเริ่มส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้ออีกครั้ง ปริมาตรและแรงของกล้ามเนื้อก็จะฟื้นตัวกลับมา ทำให้รูปหน้าและอาการค่อย ๆ กลับมาเป็นเหมือนเดิมในอีกไม่กี่เดือนถัดไป

ผลิตภัณฑ์โบทูลินัมท็อกซิน
บรรยากาศการฉีดโบท็อกซ์กราม

ฉีดตรงไหน ปริมาณเท่าไหร่ และทำไมหน่วยถึงสับสน?

ปริมาณโบท็อกซ์กรามจะแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์และขนาดกล้ามเนื้อ สำหรับจุดประสงค์ด้านความสวยงามเพื่อให้หน้าเรียว มักใช้ onabotulinumtoxinA ราว 20-30 U ต่อข้าง และหากกล้ามเนื้อหนามาก ก็จะเพิ่มปริมาณตามไปด้วย

ผลิตภัณฑ์ปริมาณต่อข้างหมายเหตุ
onabotulinumtoxinA20-30 Uมาตรฐานทำหน้าเรียว
ona ขนาดสูงสูงสุด 72 Uกล้ามเนื้อหนามาก
abobotulinumtoxinAราว 75 Uเทียบเท่า ona 30 U

สิ่งที่ควรรู้คือหน่วยของแต่ละผลิตภัณฑ์ไม่เท่ากัน abobotulinumtoxinA 75 U จะเทียบเท่ากับ onabotulinumtoxinA ประมาณ 30 U หากนำหน่วยที่ได้ยินจากคลินิกหนึ่งไปเทียบกับอีกคลินิกหนึ่งตรง ๆ อาจทำให้เข้าใจผิดได้ ดังนั้นควรสอบถามด้วยว่าใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหน

ตำแหน่งที่ฉีดก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยทั่วไปจะฉีดในบริเวณปลอดภัยที่อยู่สูงกว่าขอบกระดูกขากรรไกรล่างอย่างน้อย 1 ซม. และต่ำกว่าเส้นที่ลากจากหน้าหูไปยังมุมปาก หากยาแพร่เกินขอบเขตนี้ไปด้านหน้าหรือด้านล่าง อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า เช่น มุมปากเบี้ยวเวลายิ้ม แพทย์จะแทงเข็มลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อและฉีดแบ่งเป็นหลายจุด การใช้ ultrasound ตรวจดูชั้นเนื้อเยื่อก็ช่วยลดโอกาสที่ยาจะกระจายไปยังกล้ามเนื้อข้างเคียงได้

โบท็อกซ์กรามทำให้รู้สึกแรงกัดลดลงภายในไม่กี่วัน แต่ความหนากล้ามเนื้อที่วัดด้วย ultrasound จะลดลงราว 6% ใน 1 เดือน และบางที่สุดในช่วงราว 6 เดือน มีรายงานว่ากลุ่มที่ตอบสนองต่อการรักษาผลอยู่ได้นานราว 248 วัน เส้นแนวนอนที่ยาวยิ่งบอกว่าผลลัพธ์คงอยู่ถึงช่วงเวลานั้น
โบท็อกซ์กรามทำให้รู้สึกแรงกัดลดลงภายในไม่กี่วัน แต่ความหนากล้ามเนื้อที่วัดด้วย ultrasound จะลดลงราว 6% ใน 1 เดือน และบางที่สุดในช่วงราว 6 เดือน มีรายงานว่ากลุ่มที่ตอบสนองต่อการรักษาผลอยู่ได้นานราว 248 วัน เส้นแนวนอนที่ยาวยิ่งบอกว่าผลลัพธ์คงอยู่ถึงช่วงเวลานั้น

ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นเมื่อไหร่ และอยู่ได้นานแค่ไหน?

โบท็อกซ์กรามไม่ใช่หัตถการที่เห็นผลทันที ความรู้สึกว่าแรงกัดอ่อนลงจะมาภายในไม่กี่วัน แต่หน้าเรียวที่มองเห็นได้ชัดต้องรอให้กล้ามเนื้อฝ่อตัวก่อน

แพทย์จะใช้ ultrasound วัดความหนากล้ามเนื้อทั้งตอนกัดฟันแน่นและตอนผ่อนคลาย เพื่อเทียบก่อนและหลังฉีด ในงานวิจัยที่วัดความหนาแบบนี้ พบว่าเพียง 1 เดือนหลังฉีด กล้ามเนื้อก็บางลงแล้วราว 6% ส่วนเส้นกรามที่เห็นชัดด้วยตาจะเปลี่ยนแปลงในช่วงราว 6-12 สัปดาห์ และมีงานวิจัยหนึ่งพบว่ากล้ามเนื้อบางที่สุดในช่วง 6 เดือน ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวกลับมา

โดยทั่วไป ฉีดครั้งเดียวจะอยู่ได้ราว 3-6 เดือน มีการศึกษาทางคลินิกหนึ่งพบว่ากลุ่มที่ฉีด 72 U ต่อข้างและเห็นผลชัดเจน ผลลัพธ์อยู่ได้นานราว 248 วัน ส่วนช่วงเวลาที่ปริมาตรกล้ามเนื้อจะฟื้นกลับมานั้นแตกต่างกันมากในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ฉีด ขนาดกล้ามเนื้อเดิม และนิสัยการกัดฟัน

หากต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น การฉีดซ้ำจะช่วยได้ มีงานวิจัยหนึ่งพบว่าฝั่งที่ฉีดซ้ำในเดือนที่ 3 ยังคงบางกว่าเดิมแม้ถึงเดือนที่ 6 ในขณะที่ฝั่งที่ฉีดเพียงครั้งเดียวความหนากลับมาเกือบเท่าเดิม กล่าวคือการฉีดซ้ำช่วยให้กล้ามเนื้อฝ่อได้ลึกและนานขึ้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีจำนวนผู้เข้าร่วมน้อย จึงควรใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น

ในการศึกษาทางคลินิกกับผู้ใหญ่ที่มีกรามเหลี่ยมชัดเจน กลุ่มที่ฉีด 72 U ต่อข้างมี 91.3% ที่กล้ามเนื้อนูนลดลงชัดเจนภายในวันที่ 90 ในขณะที่กลุ่มที่ฉีดยาหลอกมีเพียง 21.7% แท่งกราฟที่สูงกว่าหมายถึงสัดส่วนคนที่เห็นผลดีขึ้นมากกว่า
ในการศึกษาทางคลินิกกับผู้ใหญ่ที่มีกรามเหลี่ยมชัดเจน กลุ่มที่ฉีด 72 U ต่อข้างมี 91.3% ที่กล้ามเนื้อนูนลดลงชัดเจนภายในวันที่ 90 ในขณะที่กลุ่มที่ฉีดยาหลอกมีเพียง 21.7% แท่งกราฟที่สูงกว่าหมายถึงสัดส่วนคนที่เห็นผลดีขึ้นมากกว่า

หน้าเรียวขึ้นจริงหรือไม่ มีหลักฐานยืนยันมากแค่ไหน?

ผลลัพธ์ที่ทำให้หน้าเรียวขึ้นของโบท็อกซ์กรามได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางคลินิกหลายชิ้น ในการศึกษาที่ทำกับผู้ใหญ่ 187 คนที่มีกรามเหลี่ยมชัดเจน กลุ่มที่ฉีด 72 U ต่อข้างมี 91.3% ที่กล้ามเนื้อนูนลดลงชัดเจนภายในวันที่ 90 ขณะที่กลุ่มยาหลอกในช่วงเวลาเดียวกันมีเพียง 21.7% ปริมาตรใบหน้าส่วนล่างก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอกเช่นกัน และเนื่องจาก 72 U กับ 96 U ให้ผลลัพธ์ที่แทบไม่ต่างกัน จึงมองว่า 72 U เป็นเพดานที่เหมาะสมในทางปฏิบัติแม้กับกล้ามเนื้อที่หนามาก

ความหนาที่ลดลงจะแตกต่างกันมากในแต่ละงานวิจัย ผลจากการฉีดครั้งเดียวที่วัดด้วย ultrasound อยู่ที่ราว 6% ใน 1 เดือน แต่ในกรณีฉีดซ้ำ หรือวัดในช่วงที่บางที่สุดราว 6 เดือน หรือเป็นการสังเกตแบบไม่มีกลุ่มควบคุม บางรายงานพบตัวเลขสูงถึง 30-50% มีงานวิจัยเปรียบเทียบหนึ่งที่พบว่าฝั่งซ้ายและขวาต่างกันมากถึงราว 49% กับ 19%

เนื่องจากตัวเลขแตกต่างกันมากขนาดนี้ จึงยากที่จะฟันธงว่าลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ตายตัว ควรเข้าใจในลักษณะแนวโน้มมากกว่า คือยิ่งกล้ามเนื้อหนาและยิ่งฉีดซ้ำบ่อย การเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งมาก อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่หน้าจะเรียวขึ้นได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางคลินิกที่ออกแบบมาอย่างดีพอสมควร จึงถือเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับผู้ที่ต้องการให้เส้นกรามดูนุ่มนวลขึ้น

มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง และเกิดจากอะไร?

ผลข้างเคียงที่ควรรู้ที่สุดของโบท็อกซ์กรามคือกล้ามเนื้อนูนชดเชย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยาส่วนใหญ่เข้าไปที่ชั้นลึกของกล้ามเนื้อ แต่ชั้นตื้นยังเหลืออยู่ ทำให้ส่วนที่เหลือนี้นูนขึ้นมาแทนตอนเคี้ยว มักปรากฏภายในหนึ่งวันหลังฉีดและหายไปในราวสิบวัน หากยังไม่หาย แพทย์จะฉีดเสริมปริมาณเล็กน้อยเข้าชั้นตื้นเพื่อแก้ไข

ผลข้างเคียงลักษณะวิธีแก้
กล้ามเนื้อนูนชั้นตื้นนูนแทน มักหายใน 10 วันฉีดเสริมชั้นตื้น
ไม่สมมาตรปริมาณและความลึกสองข้างต่างกันฉีดให้สมมาตร
แรงกัดลดเล็กน้อยและชั่วคราวระวังอาหารเหนียว
แก้มตอบฉีดเกินขนาดซ้ำหลายครั้งปรับลดปริมาณ

อาการไม่สมมาตรลดลงได้ด้วยการปรับปริมาณและความลึกของทั้งสองข้างให้เท่ากัน พร้อมทำเครื่องหมายตำแหน่งไว้ล่วงหน้า ส่วนแรงกัดที่อ่อนลงเป็นผลที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว อาจรู้สึกไม่สะดวกเวลาเคี้ยวอาหารเหนียว แต่โดยทั่วไปจะเป็นเพียงเล็กน้อยและค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

หากใช้ปริมาณมากเกินไปหรือฉีดซ้ำบ่อยเกินไป กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้างอาจฝ่อมากเกินจนหน้าดูโทรม นอกจากนี้อาจมีรอยช้ำ ปวดบริเวณที่ฉีด หรือปวดหัวชั่วคราวได้บ้าง แต่ปัญหาร้ายแรงในปริมาณเพื่อความสวยงามพบได้น้อย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลขนาดใหญ่ที่แสดงอัตราการเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้อย่างชัดเจน จึงควรมองเป็นแนวโน้มมากกว่าฟันธงเป็นตัวเลข

ช่วยลดอาการกัดฟันแน่นหรือนอนกัดฟันได้ไหม?

โบท็อกซ์กรามไม่ได้ใช้เฉพาะเพื่อความสวยงาม แต่ยังนำมาใช้ลดอาการกัดฟันแน่นหรือนอนกัดฟัน (bruxism) รวมถึงอาการปวดกล้ามเนื้อที่ตามมาด้วย เพราะเมื่อแรงกัดอ่อนลง ความรุนแรงของการกัดและบดฟันก็ลดลงตามไปด้วย

หัวข้อสิ่งที่พบ
บรรเทาปวด2 สัปดาห์-3 เดือน ลดชัดกว่ายาหลอก
ความคงอยู่ปวดกลับมาที่ 4-6 เดือน ผลเป็นชั่วคราว
แรงกัดแรงกัดสูงสุดลดลงภายใน 1 เดือน
ระดับหลักฐานส่วนใหญ่ Class II ระดับจัดการอาการ

ในการศึกษาทางคลินิกกับผู้ที่นอนกัดฟัน 22 คน พบว่าอาการปวดลดลงชัดเจนกว่ากลุ่มยาหลอกที่ 2 สัปดาห์ 1 เดือน และ 3 เดือน แต่พอถึงช่วง 4-6 เดือน อาการปวดกลับมาอีกครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ว่าผลลัพธ์เป็นเพียงชั่วคราว การวิเคราะห์รวมจากหลายงานวิจัยก็ยืนยันผลในการลดแรงกัดสูงสุดและอาการปวดเช่นกัน

โดยรวมแล้ว หลักฐานที่สนับสนุนผลในการลดปวดและลดแรงกัดค่อนข้างสะสมมากพอสมควร เอกสารด้านประสาทวิทยาส่วนใหญ่จัดให้อยู่ในระดับหลักฐาน Class II อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการรักษาอาการนอนกัดฟันให้หายขาด แต่เป็นการจัดการอาการในช่วงที่ยายังออกฤทธิ์อยู่ เมื่อผลลัพธ์จางลงก็ต้องฉีดซ้ำอีกครั้ง การที่สามารถคาดหวังทั้งหน้าเรียวและอาการดีขึ้นไปพร้อมกันนี้ถือเป็นข้อดีในทางปฏิบัติของโบท็อกซ์กราม

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Botox

โบทอกซ์กล้ามเนื้อทราพีเซียส ปรับไหล่ให้ดูเรียบตรง วอลลุ่มไหล่ลดจริงไหม อยู่ได้นานแค่ไหน

การฉีดโบทอกซ์เข้ากล้ามเนื้อทราพีเซียสส่วนบนที่นูนขึ้นมา เพื่อให้คอดูยาวขึ้นและเส้นไหล่เรียบเนียนขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Barbie Botox มีหลักการทำงานอย่างไร ให้ผลลัพธ์และอยู่ได้นานแค่ไหน มีผลข้างเคียงอย่างไหล่หมดแรงหรือไม่ เหมาะกับใครบ้าง สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Botox

โบท็อกซ์ลดกราม ได้ผลจริงไหม, กล้ามเนื้อเคี้ยวหดได้จริง หน้าเรียวขึ้นได้แค่ไหน?

โบท็อกซ์กรามคืออะไร กล้ามเนื้อเคี้ยวหดลงได้อย่างไร ผลลัพธ์และผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง ทำไมกรามที่เกิดจากกระดูกถึงไม่ตอบสนอง และการทำซ้ำส่งผลอะไร, รวบรวมไว้ให้ครบในที่เดียว

By Dr. Lee

Skincare

คู่มือเปรียบเทียบ Juvelook และ Sculptra ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน วอลุ่มทันทีหลังฉีด ระยะเวลาที่อยู่ได้ และระดับหลักฐานทางการแพทย์

Juvelook คือฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนที่ผสม PDLLA กับ HA ส่วน Sculptra คือฟิลเลอร์ที่ทำจาก PLLA บทความนี้สรุปความแตกต่างเรื่องวอลุ่มทันทีหลังฉีด วิธีกระตุ้นคอลลาเจน ระยะเวลาที่อยู่ได้ และระดับหลักฐานทางการแพทย์ โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

By Dr. Lee

Back to articles