โบท็อกซ์ลดกราม ได้ผลจริงไหม, กล้ามเนื้อเคี้ยวหดได้จริง หน้าเรียวขึ้นได้แค่ไหน?
By Dr. Lee1 min read

ถ้าคุณกังวลเรื่องกรามเหลี่ยม คงเคยได้ยินชื่อโบท็อกซ์มาบ้าง การที่แค่ฉีดยาโดยไม่ต้องผ่าตัดก็ช่วยให้เส้นกรามดูเรียวขึ้นได้ฟังดูน่าสนใจมาก แต่จะได้ผลจริงไหม และจะได้ผลกับเราด้วยหรือเปล่า
พูดตรงๆ เลยว่า โบท็อกซ์กรามเป็นการลดกล้ามเนื้อ ไม่ใช่กระดูก ดังนั้นถ้ากรามเหลี่ยมเกิดจากกล้ามเนื้อขมับที่พัฒนาดี ผลลัพธ์จะชัดเจน แต่ถ้ากระดูกกรามใหญ่โดยธรรมชาติ โบท็อกซ์แทบไม่ช่วยอะไร ความต่างตรงนี้สำคัญมาก รู้ก่อนทำจะไม่ผิดหวัง ด้านล่างนี้จะพาทำความเข้าใจกลไก ผลลัพธ์ และผลข้างเคียงทีละขั้น อ่านจบแล้วประเมินเองได้ว่าเหมาะกับเราหรือเปล่า

โบท็อกซ์กรามคืออะไรกันแน่?
บริเวณด้านข้างของกรามมีกล้ามเนื้อที่ใช้บดเคี้ยวอาหาร เรียกว่ากล้ามเนื้อ Masseter หรือกล้ามเนื้อเคี้ยว ลองกัดฟันแน่นดูแล้วคลำที่บริเวณใต้หูทั้งสองข้าง จะรู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อที่แข็งและนูนขึ้นมา นั่นแหละคือกล้ามเนื้อนี้
เมื่อกล้ามเนื้อนี้ใหญ่ กรามก็ดูเหลี่ยม โบท็อกซ์กรามจึงทำงานโดยฉีดตรงกล้ามเนื้อเคี้ยวนี้เพื่อให้มันค่อยๆ หดเล็กลง เมื่อกล้ามเนื้อทำงานน้อยลงและหดตัวตามกาลเวลา ส่วนที่นูนข้างกรามก็ยุบลง ทำให้เส้นกรามเรียวขึ้น
สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อได้เท่านั้น ไม่เปลี่ยนรูปกระดูก ในเกาหลีมักเรียกว่าเข็ม V-Line หรือโบท็อกซ์กราม ซึ่งก็คือการฉีดที่กล้ามเนื้อเคี้ยวนี้นั่นเอง ทำทั้งสองข้าง ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที แทบไม่ต้องยาชา และไม่มีระยะพักฟื้น เหมาะสำหรับคนที่กรามเหลี่ยมเพราะกล้ามเนื้อ ไม่ใช่กระดูก จะเช็กตัวเองได้ง่ายๆ โดยกัดฟันแน่นแล้วดูว่าใต้หูนูนขึ้นชัดไหม

โบท็อกซ์ทำให้กรามเล็กลงได้อย่างไร?
หลักการไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด กล้ามเนื้อจะขยับได้ก็ต่อเมื่อได้รับสัญญาณจากเส้นประสาท โบท็อกซ์ไปขัดสัญญาณนั้นชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อออกแรงไม่ได้
เมื่อกล้ามเนื้อเคี้ยวพักงานไปสักพัก มันก็ค่อยๆ เล็กลงตามธรรมชาติ เหมือนกับแขนที่ใส่เฝือกนานๆ แล้วกล้ามเนื้อลีบลง กระบวนการนี้เรียกว่า Atrophy เมื่อกล้ามเนื้อที่ยึดจากมุมกรามถึงโหนกแก้มหดเล็กลง ความกว้างของใบหน้าด้านข้างก็แคบลง หน้าดูเรียวขึ้นนั่นเอง
ผลไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะกล้ามเนื้อต้องใช้เวลาหดตัว ถ้าคาดหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในไม่กี่วันอาจผิดหวัง และเนื่องจากฤทธิ์โบท็อกซ์ไม่ถาวร เมื่อเส้นประสาทฟื้นตัวและส่งสัญญาณได้ใหม่ กล้ามเนื้อก็ค่อยๆ กลับมา ดังนั้นจึงต้องทำซ้ำเป็นระยะ แต่ข้อดีคือใบหน้าไม่เปลี่ยนแบบกะทันหัน ดูธรรมชาติ ไม่มีคนสังเกตออก และถ้าไม่พอใจผลก็รอให้หายเองได้ เหมาะสำหรับคนที่ลองครั้งแรก

กล้ามเนื้อหดจริงไหม?
หดจริง มีงานวิจัยที่วัดความหนากล้ามเนื้อด้วยอัลตราซาวนด์โดยตรงมาช่วยยืนยัน งานหนึ่งพบว่ากล้ามเนื้อเคี้ยวบางลงประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์ตามกราฟด้านบน และงานวิจัยอื่นๆ ก็รายงานตัวเลขอยู่ที่ราว 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
ลำดับการเปลี่ยนแปลงก็น่ารู้ ประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์แรก แรงกัดจะเบาลงก่อน รู้สึกได้ว่าเคี้ยวอาหารได้น้อยกว่าปกติ การเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นด้วยตาจะตามมาช้ากว่า โดยชัดสุดที่ 6 ถึง 12 สัปดาห์ และผลโดยทั่วไปอยู่ได้นาน 3 ถึง 6 เดือน
มีงานวิจัยแบบ Placebo-controlled ที่เปรียบเทียบโบท็อกซ์จริงกับน้ำเกลือ ผลออกมาชัดว่ากลุ่มที่ได้โบท็อกซ์จริงดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละคน คนที่กล้ามเนื้อเดิมใหญ่ก็จะเห็นผลชัดกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าใส่ยามากขึ้นจะดีขึ้น งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าขนาดยาพอเหมาะกับขนาดสูงให้ผลใกล้เคียงกัน ขณะที่ยาที่มากเกินกลับเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียงเปล่าๆ กล้ามเนื้อเคี้ยวเป็นสาเหตุ ขนาดพอเหมาะก็เพียงพอแล้ว ความเปลี่ยนแปลงจะเห็นชัดจากมุมด้านข้างหรือเฉียงมากกว่าตรงหน้า ลองถ่ายรูปมุมเดิมทุกหนึ่งถึงสองเดือนเพื่อเปรียบเทียบ

ทำซ้ำบ่อยๆ ผลจะเป็นอย่างไร?
โบท็อกซ์กรามไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ เมื่อหมดฤทธิ์ก็ต้องกลับมาทำใหม่ แต่ข้อดีคือยิ่งทำซ้ำยิ่งสะสมผล
ตามกราฟด้านบน งานวิจัยพบว่ากล้ามเนื้อหดลงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ฉีด จากที่ลดน้อยในครั้งแรก พอครั้งสองครั้งสาม การลดก็มากขึ้น และระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ก็ยาวนานขึ้นด้วย คนส่วนใหญ่เริ่มต้นทุก 3 ถึง 6 เดือน แล้วค่อยห่างขึ้นเมื่อผลสะสมพอ บางคนท้ายที่สุดทำแค่ปีละหนึ่งถึงสองครั้ง ระยะยาวมองว่าทำบ่อยตอนแรก แล้วบำรุงห่างขึ้นทีหลัง
ถ้าหยุดทำ กล้ามเนื้อก็ค่อยๆ กลับมาตามเดิม โดยทั่วไปใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นเต็มที่ บางคนใช้เวลานานกว่านั้น แต่ถ้าทำต่อเนื่องมาสักพัก กล้ามเนื้อที่เล็กลงก็มักยังคงขนาดไว้ได้บ้าง ความเร็วของการฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละคน จึงควรสังเกตสภาพของตัวเองแล้วกำหนดระยะตามนั้น โดยเฉพาะปีแรกสำคัญมาก รักษาระยะห่างที่แนะนำให้ดีจะช่วยให้กล้ามเนื้อหดเพียงพอก่อน และการบำรุงหลังจากนั้นก็จะง่ายขึ้นมาก

กรามกระดูกใหญ่กับผลข้างเคียง ใครเหมาะกับการทำ?
สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือข้อจำกัด โบท็อกซ์ลดได้แค่กล้ามเนื้อ ถ้ากระดูกกรามใหญ่โดยพื้นฐาน โบท็อกซ์แทบไม่มีประโยชน์ และควรปรึกษาศัลยกรรมรูปหน้าแทน ดังนั้นก่อนทำต้องรู้ก่อนว่ากรามเหลี่ยมของเราเกิดจากกล้ามเนื้อหรือกระดูก
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือแรงกัดลดลงและรู้สึกตึงบริเวณกรามในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรก ซึ่งส่วนใหญ่หายเองตามเวลา บางรายพบว่ากล้ามเนื้อหดไม่สม่ำเสมอทำให้ดูนูนแปลกๆ หรือสองข้างไม่สมมาตรกันเล็กน้อย ถ้าฉีดตำแหน่งสูงหรือตื้นเกินไปอาจทำให้รอยยิ้มดูแข็งผิดธรรมชาติได้ จึงสำคัญมากที่ต้องเลือกผู้ทำที่มีความชำนาญด้านตำแหน่งการฉีด หากตั้งครรภ์หรือมีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ไม่ควรทำโบท็อกซ์
สำหรับคนที่ชอบกัดฟันหรือนอนกัดฟัน การที่แรงกล้ามเนื้อเคี้ยวลดลงอาจช่วยบรรเทาอาการปวดกรามได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาการนอนกัดฟันโดยตรง และหลักฐานเรื่องการบรรเทาอาการปวดข้อต่อกรามยังไม่แข็งแรงพอ สรุปคือโบท็อกซ์กรามเหมาะกับคนที่กรามเหลี่ยมเพราะกล้ามเนื้อเคี้ยวใหญ่ ถ้าเป็นกรณีกระดูก ควรกัดฟันแน่นแล้วคลำดูก่อน แล้วปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะกว่า
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

โบทอกซ์กล้ามเนื้อทราพีเซียส ปรับไหล่ให้ดูเรียบตรง วอลลุ่มไหล่ลดจริงไหม อยู่ได้นานแค่ไหน
การฉีดโบทอกซ์เข้ากล้ามเนื้อทราพีเซียสส่วนบนที่นูนขึ้นมา เพื่อให้คอดูยาวขึ้นและเส้นไหล่เรียบเนียนขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Barbie Botox มีหลักการทำงานอย่างไร ให้ผลลัพธ์และอยู่ได้นานแค่ไหน มีผลข้างเคียงอย่างไหล่หมดแรงหรือไม่ เหมาะกับใครบ้าง สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Kim

ผลข้างเคียงโบท็อกซ์และการดื้อยา หนังตาตก หน้าแข็ง เกิดจากอะไร นานแค่ไหน?
ทำไมผลข้างเคียงโบท็อกซ์ถึงหายได้เองเกือบทั้งหมด หนังตาตกและคิ้วตกเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมหน้าถึงดูแข็งหรือไม่สมมาตร โบท็อกซ์ดื้อยาได้จริงไหม ผลข้างเคียงอยู่นานแค่ไหนและกลับมาปกติได้ไหม รวมถึงวิธีลดความเสี่ยง รวบรวมคำตอบตรงๆ ไม่บิดเบือน
By Dr. Kim

Profhilo ฟื้นผิวได้จริงไหม? HA ไบโอรีโมเดลลิ่งต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร
Profhilo คืออะไร ต่างจากฟิลเลอร์และ Rejuran อย่างไร ผลด้านความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นจากข้อมูลคลินิกจริง ผลเริ่มเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน ผลข้างเคียงและความปลอดภัยมีอะไรบ้าง จากมุมมองแพทย์ในห้องตรวจ
By Dr. Lee