prettytime
Botox

ผลข้างเคียงโบท็อกซ์และการดื้อยา หนังตาตก หน้าแข็ง เกิดจากอะไร นานแค่ไหน?

By Dr. Kim1 min read

โบท็อกซ์เป็นหัตถการที่คนนิยมทำมากที่สุด แต่พอได้ยินว่ามีหนังตาตกหรือหน้าแข็งหลังฉีด ก็ทำให้ลังเลได้เหมือนกัน อยากรู้ว่าเกิดแบบนี้บ่อยแค่ไหน เกิดแล้วจะอยู่นานไหม หรือถ้าฉีดบ่อยๆ จะดื้อยาจนไม่ได้ผลในสักวัน ก่อนจะกังวล รู้ก่อนว่าอะไรเกิดขึ้นและเพราะอะไรจะดีกว่า

จุดสำคัญที่สุดของผลข้างเคียงโบท็อกซ์คือส่วนใหญ่เป็นแค่ชั่วคราว โบท็อกซ์ออกฤทธิ์โดยบล็อกสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราวเพื่อลดริ้วรอย เมื่อฤทธิ์ยาหมดลงในอีกไม่กี่เดือน ผลข้างเคียงก็มักหายตามไปด้วยกัน ที่พบบ่อยคือรอยช้ำและปวดศีรษะ หนังตาตกหรือหน้าแข็งพบไม่บ่อย การดื้อยาในขนาดที่ใช้เพื่อความงามพบได้น้อยมาก มีทั้งที่ต้องเฝ้าดูและที่ต้องระวัง ต่อไปนี้แบ่งออกให้ชัดว่าอะไรน่าเป็นห่วงจริงๆ และอะไรแค่รอดูได้

ผลข้างเคียงโบท็อกซ์ที่พบบ่อยคือรอยช้ำและปวดศีรษะ ส่วนคิ้วตกและหนังตาตกพบได้น้อย
ผลข้างเคียงโบท็อกซ์ที่พบบ่อยคือรอยช้ำและปวดศีรษะ ส่วนคิ้วตกและหนังตาตกพบได้น้อย

ทำไมผลข้างเคียงโบท็อกซ์ถึงหายเองได้เกือบทั้งหมด?

โบท็อกซ์ออกฤทธิ์โดยบล็อกสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ฤทธิ์นี้ค่อยๆ หมดลงเองและมักหายไปภายใน 3-4 เดือน ผลข้างเคียงก็เป็นไปตามหลักการเดียวกัน ปัญหาที่เกิดจากยาแพร่กระจายหรือออกฤทธิ์มากเกินไปมักหายไปพร้อมกับฤทธิ์ยา ต่างจากภาวะฉุกเฉินอย่างการอุดตันหลอดเลือดจากฟิลเลอร์ที่แก้ไขยากกว่ามาก

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดมักมาจากกระบวนการฉีดเอง อาจมีรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด บางคนรู้สึกปวดศีรษะหรือหนักศีรษะอยู่สักสองสามวัน ส่วนใหญ่หายไปเองในไม่กี่วันและไม่รุนแรง ความเจ็บปวดจากการฉีดก็อยู่ในระดับทนได้เพราะเข็มเล็กและบริเวณที่ฉีดไม่กว้าง

ผลข้างเคียงโบท็อกซ์จึงแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มที่รอดูเองได้ เช่น รอยช้ำและปวดศีรษะ กับกลุ่มที่น่าติดตาม เช่น หนังตาตกหรือหน้าแข็ง ซึ่งแม้ดูน่ากังวลแต่ก็หายได้เองในที่สุด อาจต้องรอเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน การรู้ล่วงหน้าว่าอะไรปกติและอะไรต้องดูแลทำให้รับมือได้ดีกว่า จึงควรฟังข้อมูลจากแพทย์ก่อนทำหัตถการเสมอ

เมื่อโบท็อกซ์แพร่กระจายเกินบริเวณเป้าหมาย อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อที่ใช้ในการลืมตา ทำให้หนังตาหรือคิ้วตกได้
เมื่อโบท็อกซ์แพร่กระจายเกินบริเวณเป้าหมาย อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อที่ใช้ในการลืมตา ทำให้หนังตาหรือคิ้วตกได้

หนังตาตกและคิ้วตกเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ผลข้างเคียงที่คนกังวลมากที่สุดคือความผิดปกติบริเวณรอบดวงตา หลักการคือยาแพร่กระจายออกนอกบริเวณเป้าหมาย เมื่อโบท็อกซ์ที่ฉีดบริเวณหน้าผากหรือระหว่างคิ้วไปถึงกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกหนังตาหรือค้ำคิ้ว ก็อาจทำให้หนังตาหนักลงหรือคิ้วดูตก มักเกิดเมื่อตำแหน่งหรือปริมาณยาคลาดเคลื่อน

อัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำ คิ้วตกพบประมาณ 1-5% หนังตาตกพบประมาณ 0.5-1% พบบ่อยขึ้นเมื่อผู้ทำหัตถการมีประสบการณ์น้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งและปริมาณยาที่แม่นยำส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ ถ้าฉีดถูกจุดในปริมาณที่เหมาะสม อาการนี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้

โชคดีที่อาการตกนี้เป็นแค่ชั่วคราว ค่อยๆ ดีขึ้นเองเมื่อฤทธิ์ยาหมดลงในช่วงสัปดาห์ถึงเดือน ระหว่างที่รออาจมียาหยอดตาช่วยให้เปิดตาได้ดีขึ้นในบางกรณี ถ้าเกิดขึ้นควรปรึกษาคลินิกที่ทำหัตถการ อาการนี้ไม่ถาวรและค่อยๆ ฟื้นคืนเองตามเวลา ไม่ควรรีบทำหัตถการอื่นมาปิดทับ

ผลิตภัณฑ์ botulinum toxin ที่ใช้ในการฉีดโบท็อกซ์

แล้วทำไมหน้าถึงดูแข็งหรือเกร็งได้?

หน้าแข็งหรือดูเกร็งเป็นอีกสิ่งที่หลายคนกังวล ไม่ว่าจะเป็นหน้าผากที่แทบไม่ขยับ คิ้วข้างเดียวที่โก่งสูงผิดปกติ หรือความไม่สมมาตรของซ้ายขวา สิ่งเหล่านี้มักเกิดจากปัญหาเรื่องปริมาณและตำแหน่งมากกว่าจะเป็นผลข้างเคียงแท้ๆ ฉีดมากเกินไปทำให้หน้าดูแข็ง ฉีดน้อยเกินในบางจุดทำให้กล้ามเนื้อนั้นยังทำงานอยู่และโดดเด่นออกมา

ความเป็นธรรมชาติขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้ทำหัตถการเป็นหลัก การเหลือการเคลื่อนไหวไว้บ้างแทนที่จะกดให้นิ่งสนิท ทำให้หน้าดูเป็นธรรมชาติมากกว่า ต้องดูความสมดุลซ้ายขวาและปรับตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน แม้จะใช้ปริมาณเท่ากัน ผลลัพธ์ก็ต่างกันได้ขึ้นอยู่กับคนและตำแหน่งที่ฉีด

เรื่องนี้แก้ไขได้ตามเวลาเช่นกัน ความรู้สึกแข็งหรือไม่สมมาตรหายไปเมื่อฤทธิ์ยาหมด และครั้งต่อไปสามารถปรับปริมาณและตำแหน่งได้ ถ้าเพิ่งฉีดครั้งแรก วิธีที่ปลอดภัยคือเริ่มด้วยปริมาณน้อย รอดูผลสัก 2 สัปดาห์ แล้วค่อยเติมในจุดที่ยังไม่พอ ดีกว่าใส่เยอะทีเดียวแล้วค่อยแก้ และควรบอกผู้ทำหัตถการล่วงหน้าว่าต้องการให้หน้าดูเป็นธรรมชาติแค่ไหน

การดื้อยาจาก neutralizing antibodies ในการฉีดโบท็อกซ์เพื่อความงามพบเพียง 0.2-0.4% ซึ่งถือว่าน้อยมาก
การดื้อยาจาก neutralizing antibodies ในการฉีดโบท็อกซ์เพื่อความงามพบเพียง 0.2-0.4% ซึ่งถือว่าน้อยมาก

โบท็อกซ์ดื้อยาได้จริงไหม?

ความกังวลว่าฉีดบ่อยแล้วจะไม่ได้ผลนั้นมีเหตุผลทางทฤษฎีรองรับ ร่างกายอาจรับรู้โบท็อกซ์เป็นสิ่งแปลกปลอมและสร้าง neutralizing antibodies ขึ้นมา ทำให้ botulinum toxin ถูกทำลายก่อนถึงเส้นประสาทและฤทธิ์ลดลงหรือหายไป แต่นี่เป็นแค่ทฤษฎี ในทางปฏิบัติพบได้น้อยมากในกลุ่มที่ฉีดเพื่อความงาม

ตัวเลขจริงคือการดื้อยาจาก neutralizing antibodies ในการฉีดเพื่อความงามพบเพียง 0.2-0.4% คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะฉีดซ้ำมากแค่ไหนก็ยังได้ผลดีต่อเนื่อง การดื้อยามักเป็นปัญหาในการรักษาทางการแพทย์ที่ต้องใช้ปริมาณสูงบ่อยๆ ในการฉีดความงามที่ใช้ปริมาณน้อยกว่ามาก ความเสี่ยงนี้ต่ำ

ถ้าต้องการลดความเสี่ยงให้ต่ำลงไปอีก ควรหลีกเลี่ยงการฉีดถี่เกินไปหรือปริมาณมากเกินความจำเป็น เพราะยิ่งบ่อยและยิ่งมาก ยิ่งเพิ่มโอกาสสร้างแอนติบอดี โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นระยะอย่างน้อย 3-4 เดือน และไม่ใช้ปริมาณมากเกินควร ถ้าความรู้สึกว่ายาได้ผลน้อยลง อาจไม่ใช่การดื้อยา แต่อาจเป็นเรื่องปริมาณหรือผลิตภัณฑ์ ควรปรึกษาแพทย์

ทั้งฤทธิ์และผลข้างเคียงของโบท็อกซ์มักค่อยๆ หายไปภายใน 3-4 เดือน
ทั้งฤทธิ์และผลข้างเคียงของโบท็อกซ์มักค่อยๆ หายไปภายใน 3-4 เดือน

ผลข้างเคียงอยู่นานแค่ไหน และกลับมาเป็นปกติได้ไหม?

สิ่งที่ทำให้รับมือกับผลข้างเคียงโบท็อกซ์ได้ดีขึ้นคือรู้ว่ามันผ่านไปได้ ต่างจากฟิลเลอร์ที่มียาละลายแก้ได้ทันที โบท็อกซ์ไม่มีวิธีเร่งให้หายเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลข้างเคียงก็หายตามฤทธิ์ยา ส่วนใหญ่หายภายใน 3-4 เดือน หนังตาตกก็ค่อยๆ ฟื้นคืนในช่วงสัปดาห์ถึงเดือน

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเกิดผลข้างเคียงคืออย่าตื่นตระหนก การรีบทำหัตถการเพิ่มที่คลินิกอื่นเพื่อแก้ไขอาจทำให้ความสมดุลพังมากกว่าเดิม ถ้าเกิดหนังตาตกหรือไม่สมมาตร ให้แจ้งคลินิกที่ทำ และถ้าจำเป็นก็ใช้วิธีเสริมเพื่อบรรเทาอาการระหว่างรอฤทธิ์ยาหมด

ระหว่างที่รอมีวิธีช่วยเพิ่มเติมอยู่ สำหรับหนังตาตกอาจมียาหยอดตาที่ช่วยให้กล้ามเนื้อยกหนังตาทำงานได้ดีขึ้น ความไม่สมมาตรบางกรณีสามารถปรับสมดุลได้ด้วยการฉีดเล็กน้อยในด้านตรงข้าม แต่ต้องตัดสินใจร่วมกับแพทย์เท่านั้น ผลข้างเคียงไม่ถาวรและเวลาคือทางออกที่แน่นอนที่สุด อย่าตัดสินใจเองและรีบแก้ที่อื่น ให้ปรึกษาแพทย์ที่ทำก่อนเสมอ

การลดผลข้างเคียงโบท็อกซ์สิ่งสำคัญที่สุดคือความแม่นยำของผู้ทำหัตถการในการเลือกตำแหน่งและปริมาณยา

ทำอย่างไรให้ผลข้างเคียงน้อยที่สุด?

สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ทำหัตถการ แพทย์ที่เข้าใจการทำงานของกล้ามเนื้อบนใบหน้าอย่างถ่องแท้ ฉีดถูกตำแหน่งในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยลดโอกาสเกิดหนังตาตกและหน้าแข็งได้มาก โดยเฉพาะถ้าเพิ่งฉีดครั้งแรก การเริ่มด้วยปริมาณน้อยแล้วรอดูผล 2 สัปดาห์ก่อนเติมนั้นปลอดภัยกว่า ประสบการณ์ของผู้ทำหัตถการสำคัญกว่าราคาหรือความสะดวก

ผู้รับการฉีดเองก็มีส่วนด้วย ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบหรือนวดบริเวณที่ฉีดสักสองสามชั่วโมงหลังทำ เพราะถ้ายาถูกกดหรือแพร่กระจายก่อนที่จะตั้งตัว อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อที่ไม่ต้องการ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและซาวน่าในวันนั้นด้วย ข้อควรระวังเล็กน้อยเหล่านี้ช่วยให้ยาอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ

ผลข้างเคียงโบท็อกซ์ส่วนใหญ่เป็นแค่ชั่วคราวและหายได้เองตามเวลา หนังตาตกและหน้าแข็งพบได้น้อยและฟื้นคืนได้ การดื้อยาในขนาดที่ใช้เพื่อความงามพบได้น้อยมาก ไม่ใช่หัตถการที่ต้องกลัวเกินเหตุ แต่การเลือกผู้ทำหัตถการที่มีประสบการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำหลังทำ คือหนทางสู่ผลลัพธ์ที่ดีและผลข้างเคียงน้อยที่สุด การเลือกมือดีดีกว่าเลือกราคาถูกเสมอ

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Botox

โบท็อกซ์ลดกราม ได้ผลจริงไหม, กล้ามเนื้อเคี้ยวหดได้จริง หน้าเรียวขึ้นได้แค่ไหน?

โบท็อกซ์กรามคืออะไร กล้ามเนื้อเคี้ยวหดลงได้อย่างไร ผลลัพธ์และผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง ทำไมกรามที่เกิดจากกระดูกถึงไม่ตอบสนอง และการทำซ้ำส่งผลอะไร, รวบรวมไว้ให้ครบในที่เดียว

By Dr. Lee

Botox

ซีโอมิน กับปัญหาดื้อโบท็อกซ์: โบทูลินัมท็อกซินไร้โปรตีนเสริมได้ผลจริงแค่ไหน

ฉีดโบท็อกซ์ซ้ำมาหลายปีแล้วรู้สึกว่าผลน้อยลง ไม่อยู่นานเหมือนเดิม, นี่คือ 'ดื้อยา' จริงหรือเปล่า และซีโอมินที่กำจัดโปรตีนห่อหุ้มออกแล้วจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้จริงแค่ไหน ทำความเข้าใจจากหลักฐานงานวิจัย ไม่ใช่การตลาด

By Dr. Kim

Skincare

Profhilo ฟื้นผิวได้จริงไหม? HA ไบโอรีโมเดลลิ่งต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร

Profhilo คืออะไร ต่างจากฟิลเลอร์และ Rejuran อย่างไร ผลด้านความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นจากข้อมูลคลินิกจริง ผลเริ่มเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน ผลข้างเคียงและความปลอดภัยมีอะไรบ้าง จากมุมมองแพทย์ในห้องตรวจ

By Dr. Lee

Back to articles