Profhilo ฟื้นผิวได้จริงไหม? HA ไบโอรีโมเดลลิ่งต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร
By Dr. Lee2 min read

เมื่อผิวเริ่มหมองคล้ำ แห้งกร้าน และริ้วรอยเล็กๆ เพิ่มขึ้น ชื่อ Profhilo มักถูกพูดถึงขึ้นมาเสมอ ฟังดูน่าสนใจที่บอกว่าฉีดแค่ครั้งเดียวแล้วผิวกระชับขึ้น แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่าเป็นฟิลเลอร์ไหม หรือเหมือน Rejuran ที่เป็นสกินบูสเตอร์ และได้ผลจริงหรือเปล่า
ตอบตรงๆ เลยว่า Profhilo เป็นการฉีด HA เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ฟิลเลอร์ที่เติมปริมาตรในจุดที่บุ๋ม และไม่ใช่ Rejuran ที่ใช้สารจากปลาแซลมอนเพื่อฟื้นฟูผิว Profhilo อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าไบโอรีโมเดลลิ่ง ซึ่งไม่เพิ่มปริมาตร แต่ยกระดับคุณภาพผิวโดยรวม ทั้งความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น และพื้นผิว ผลจะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นทีละน้อย แต่จุดที่น่าสนใจคือมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยสะสมมาพอสมควรเมื่อเทียบกับสกินบูสเตอร์ตัวอื่น ด้านล่างนี้จะไล่เรียงกลไก ความแตกต่างจากการรักษาอื่น ผลลัพธ์ และผลข้างเคียงไปพร้อมกัน

Profhilo คืออะไร
Profhilo คือการฉีด HA ที่พัฒนาโดย IBSA บริษัทจากอิตาลี HA หรือกรดไฮยาลูโรนิกเป็นสารที่พบตามธรรมชาติในผิวของเรา ทำหน้าที่ดึงดูดและกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเต่งตึง แต่สิ่งที่ทำให้ Profhilo ต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปคือกระบวนการผลิต
ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ใช้สารเชื่อมขวางทางเคมีที่เรียกว่า BDDE เพื่อยึด HA ให้อยู่กับที่และสร้างปริมาตร แต่ Profhilo ใช้ H-HA (โมเลกุลใหญ่) 32mg และ L-HA (โมเลกุลเล็ก) 32mg รวมกันเป็น 64mg แล้วยึดด้วยความร้อนเท่านั้น ไม่มี BDDE เลย เทคโนโลยีนี้เรียกว่า NAHYCO เมื่อฉีดเข้าผิวแล้ว สารจะแผ่กระจายไปทั่วแทนที่จะอยู่รวมกันเป็นก้อน H-HA ละลายตัวช้าๆ ในชั้นหนังแท้เพื่อให้ความชุ่มชื้นและแรงรองรับ ส่วน L-HA กระจายขึ้นมาใกล้ผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นบน
วิธีการฉีดก็ต่างออกไปด้วย เพราะสารกระจายตัวได้ดี จึงไม่ต้องฉีดหลายสิบจุดทั่วใบหน้า แต่ใช้เทคนิค BAP โดยฉีดเพียง 5 จุดต่อข้าง รวม 10 จุด บริเวณแก้มและขากรรไกร จุดละ 0.2mL โปรโตคอลพื้นฐานคือฉีด 2 ครั้งห่างกัน 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นบำรุงรักษาประมาณ 6 เดือนต่อครั้ง

ต่างจากฟิลเลอร์และ Rejuran อย่างไร
ชื่ออาจฟังดูคล้ายกัน แต่จุดประสงค์ต่างกันชัดเจน ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง Profhilo กับฟิลเลอร์ทั่วไปคือการไม่มี BDDE ฟิลเลอร์ที่ถูกเชื่อมขวางแน่นจะอยู่กับที่และสร้างปริมาตรในจุดนั้น เช่น แก้มที่บุ๋มหรือร่องแก้ม แต่ Profhilo ที่ไม่มีการเชื่อมขวางจะกระจายออกไปทั่วและยกระดับคุณภาพผิวโดยรวม ทั้งความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น และพื้นผิว
แล้วต่างจาก Rejuran อย่างไร? Rejuran ใช้สาร PDRN จากปลาแซลมอนและเน้นการฟื้นฟูผิวกับเสริมสร้างเกราะป้องกัน ในขณะที่ Profhilo ใช้ HA เน้นการเติมความชุ่มชื้นและโครงสร้างผิว ทั้งสองมีเป้าหมายที่ใกล้เคียงกันคือปรับปรุงคุณภาพผิว แต่เริ่มต้นจากกลไกที่ต่างกัน บางคนเลือกทำทั้งสองอย่าง
สรุปง่ายๆ ขึ้นกับว่าปัญหาคืออะไร ถ้าต้องการเติมปริมาตรบริเวณที่บุ๋มหรือร่องลึก ฟิลเลอร์เหมาะกว่า ถ้าต้องการดึงผิวที่หย่อนคล้อย การ lifting เหมาะกว่า แต่ถ้าไม่มีบริเวณที่บุ๋มหรือหย่อนเป็นพิเศษ เพียงแต่ผิวโดยรวมดูหมองคล้ำ แห้ง และพื้นผิวขรุขระ ไบโอรีโมเดลลิ่งอย่าง Profhilo ก็น่าจะเหมาะกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องพูดตรงๆ ว่ายังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบโดยตรงระหว่าง Profhilo กับ Rejuran ในเงื่อนไขเดียวกัน จึงยังสรุปไม่ได้ว่าตัวไหนดีกว่า

ได้ผลจริงไหม
จุดเด่นของ Profhilo คือมีข้อมูลสะสมพอสมควรเมื่อเทียบกับสกินบูสเตอร์ตัวอื่น จากการวิเคราะห์ 9 งานวิจัยที่รวม n=278 คน พบว่า 60-88% ของผู้รับการรักษาพอใจกับผล และ 64-96% รู้สึกว่าการยกกระชับและพื้นผิวดีขึ้น ความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในเกือบทุกงานวิจัย
แต่มีสองเรื่องที่ควรรู้ไว้ ประการแรก ตัวเลขเรื่องคอลลาเจนและอีลาสตินที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าที่มักเห็นในโฆษณามาจากการทดลองในเซลล์ในจานเพาะเลี้ยง ไม่ใช่ผิวคนจริงๆ จึงยังไม่แน่ชัดว่าในผิวมนุษย์จะได้ผลในระดับเดียวกัน ประการที่สอง งานวิจัยส่วนใหญ่มีกลุ่มตัวอย่างไม่กี่สิบคน และหลายงานไม่มีกลุ่มควบคุม น้ำหนักหลักฐานจึงยังไม่แข็งแกร่งนัก
ลำดับและช่วงเวลาที่ผลปรากฏก็น่ารู้ โดยทั่วไปความชุ่มชื้นจะดีขึ้นก่อนในช่วง 4-8 สัปดาห์หลังฉีดครั้งแรก พอครบฉีดครั้งที่ 2 ห่างออกไป 4 สัปดาห์แล้วผ่านไปอีก 1-2 เดือน การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นผิวและความยืดหยุ่นจึงจะชัดขึ้น ผลมักอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนแล้วค่อยๆ จางลง จึงต้องบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ
Profhilo จึงไม่ใช่การรักษาที่เปลี่ยนแปลงได้ทันทีด้วยครั้งเดียว แต่เป็นการฉีด 2 ครั้งเพื่อค่อยๆ ฟื้นฟูพื้นฐานผิว และผลจะปรากฏอย่างเงียบๆ แต่ชัดเจนขึ้นตามเวลา

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยเป็นอย่างไร
ผลข้างเคียงโดยทั่วไปไม่รุนแรง และข้อมูลด้านความปลอดภัยของ Profhilo ค่อนข้างน่าเชื่อถือ จากการติดตามในกลุ่ม 42,394 คนตลอด 3 ปี มีรายงานผลข้างเคียงเพียง 12 กรณี และไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงเลยแม้แต่กรณีเดียว ตัวเลขนี้จากคนจำนวนมากขนาดนี้ถือว่าให้ความมั่นใจได้มากทีเดียว
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือรอยแดง บวม ฟกช้ำ และรู้สึกเจ็บบริเวณที่ฉีด ซึ่งส่วนใหญ่หายเองภายในไม่กี่วัน เพราะไม่มี BDDE ความเสี่ยงที่จะเกิดก้อนแข็งจึงต่ำกว่าฟิลเลอร์ทั่วไป อย่างไรก็ตาม เหมือนกับการฉีด HA ทุกชนิด ยังมีความเสี่ยงหายากที่สารอาจเข้าไปในหลอดเลือดและอุดตัน จึงควรเลือกสถานพยาบาลที่มี hyaluronidase พร้อมสำหรับการแก้ไขฉุกเฉิน ซึ่งนี่ก็เป็นข้อดีของ Profhilo ที่สามารถ reverse ได้เหมือนฟิลเลอร์
กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนได้แก่ หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร ผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่

ใครเหมาะกับ Profhilo
Profhilo เหมาะกับใครบ้าง? คนที่ไม่มีบริเวณบุ๋มหรือหย่อนคล้อยชัดเจน แต่ผิวโดยรวมดูหมองคล้ำ แห้ง พื้นผิวขรุขระ และรู้สึกว่าความยืดหยุ่นลดลงเล็กน้อย เหมาะเป็นพิเศษสำหรับวัย 40-55 ปีที่คุณภาพผิวเริ่มลดลงแต่ยังไม่หย่อนมาก ใช้ได้ไม่เฉพาะบนใบหน้า แต่รวมถึงคอและหลังมือที่มักเห็นริ้วรอยได้ชัด
แต่ก็มีกรณีที่ความคาดหวังอาจไม่ตรงกับผลลัพธ์ ถ้าต้องการเติมแก้มที่บุ๋มหรือร่องลึก ฟิลเลอร์เติมปริมาตรตอบโจทย์กว่า ถ้าต้องการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยมาก การ lifting หรือการรักษาด้านโครงหน้าเหมาะกว่า เพราะ Profhilo ไม่ได้เติมปริมาตรหรือยกหน้า
นอกจากนี้ควรตั้งความคาดหวังให้ถูกว่าผลจะค่อยๆ ปรากฏหลังฉีดครบ 2 ครั้งและรอ 2-3 เดือน ไม่ใช่เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีแบบฮวบฮาบ
สรุปคือ Profhilo ไม่ใช่การเติมปริมาตร ไม่ใช่การยกหน้า แต่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการยกระดับผิวโดยรวมที่เริ่มซบเซา ก่อนเลือกควรแยกให้ชัดว่าปัญหาหลักคือปริมาตร ความหย่อน หรือคุณภาพผิว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

Belotero Revive: HA ผสมกลีเซอรอลฟื้นผิวได้นานแค่ไหน และต่างจาก Skinvive อย่างไร
Belotero Revive คือสกินบูสเตอร์สูตร CPM ที่ผสม HA กับกลีเซอรอล วิเคราะห์กลไกการทำงาน ระยะเวลาที่ผลด้านความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นคงอยู่จากข้อมูลคลินิก ความแตกต่างจาก Skinvive ข้อบ่งชี้ และข้อควรระวัง จากมุมมองแพทย์ในห้องตรวจ
By Dr. Kim

โบท็อกซ์ลดกราม ได้ผลจริงไหม, กล้ามเนื้อเคี้ยวหดได้จริง หน้าเรียวขึ้นได้แค่ไหน?
โบท็อกซ์กรามคืออะไร กล้ามเนื้อเคี้ยวหดลงได้อย่างไร ผลลัพธ์และผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง ทำไมกรามที่เกิดจากกระดูกถึงไม่ตอบสนอง และการทำซ้ำส่งผลอะไร, รวบรวมไว้ให้ครบในที่เดียว
By Dr. Lee

สกัลทร้า PLLA: คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างเอง กับผลที่อยู่นานกว่าฟิลเลอร์ธรรมดา
สกัลทร้าทำงานอย่างไร ทำไมถึงไม่เห็นผลทันที PLLA กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวได้จริงไหม ผลอยู่ได้นานแค่ไหน เหมาะกับใคร และเรื่องก้อนนูนที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ, รวบรวมจากงานวิจัยและมุมมองคลินิก
By Dr. Lee