prettytime
Skincare

คอลลาเจนกิน ย่อยจนแตกหมดแล้วจะไปถึงผิวจริงไหม ได้ผลจริงหรือเปล่า?

By Dr. Kim1 min read

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำโครงสร้างอยู่ในชั้นผิว ชั้นหนังแท้ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยเสาเหล่านี้ ถ้าเสาแข็งแรงผิวก็จะกระชับไม่หย่อนคล้อย แต่เมื่ออายุมากขึ้น จำนวนและความหนาของเสาเหล่านี้จะค่อยๆ ลดลง ผิวจึงเสียความยืดหยุ่นตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแนวคิดว่าให้กินคอลลาเจนเข้าไปเสริม แต่ก็มีคำถามที่ผุดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ นั่นคือเมื่อโปรตีนผ่านกระเพาะและลำไส้ มันจะถูกย่อยจนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วคอลลาเจนที่แตกไปขนาดนั้นจะไปถึงผิวและทำอะไรได้จริงหรือ

จริงๆ แล้วคำถามนี้ใช้ได้กับอาหารเสริมโปรตีนทุกชนิด ไม่ใช่แค่คอลลาเจน เพราะแทบไม่มีโปรตีนตัวไหนที่เข้าสู่ร่างกายแล้วไปถึงจุดหมายในรูปเดิมทั้งชิ้น คำตอบจึงต้องดูสองเรื่องไปพร้อมกัน คือคอลลาเจนเหลือรูปแบบไหนหลังผ่านการย่อย และชิ้นส่วนนั้นไปทำหน้าที่อะไรที่ผิว

คอลลาเจนที่กินเข้าไป เมื่อถึงกระเพาะเกิดอะไรขึ้น?

คอลลาเจนก็คือโปรตีนชนิดหนึ่ง หลักการย่อยจึงไม่ต่างจากตอนกินเนื้อสัตว์มากนัก เมื่อเข้าสู่กระเพาะ กรดในกระเพาะและเอนไซม์เปปซินจะตัดสายโซ่คอลลาเจนที่ยาวเหยียดออกเป็นท่อนใหญ่ๆ ก่อน

จากนั้นเมื่อเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้เล็ก เอนไซม์ตัวอื่นอย่างทริปซินจะตัดให้ละเอียดขึ้นไปอีก และในขั้นสุดท้าย เอนไซม์ที่อยู่บนผิวเซลล์ลำไส้จะย่อยจนเหลือเป็นชิ้นเล็กมากๆ ผ่านกระบวนการนี้แล้ว คอลลาเจนส่วนใหญ่จะกลายเป็นกรดอะมิโนเดี่ยวๆ หรือชิ้นเล็กๆ ที่มีกรดอะมิโนต่อกันแค่ 2 ถึง 3 ตัว ดังนั้นความคิดที่ว่าคอลลาเจนที่กินเข้าไปจะไปเกาะติดที่ผิวในรูปเดิมทั้งชิ้นจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง

ตรงนี้กรดในกระเพาะมีบทบาทมากกว่าที่คิด เพราะกรดต้องคลายโครงสร้างโปรตีนคอลลาเจนออกก่อน เอนไซม์ตัวถัดไปถึงจะตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล้ายกับการคลายเส้นด้ายที่พันกันให้หลวมก่อน แล้วค่อยใช้กรรไกรตัดได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการที่กระเพาะหลั่งกรดได้ดีจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการย่อย

เปปไทด์คอลลาเจนคืออะไรกันแน่?

ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีกรดอะมิโน 2 ถึง 3 ตัวนี้เรียกว่าไดเปปไทด์และไตรเปปไทด์ ฟังดูเป็นศัพท์ยาก แต่ให้นึกภาพง่ายๆ ว่าเป็นสร้อยคอเส้นสั้นมากที่ร้อยลูกปัดกรดอะมิโนไว้แค่ 2 ถึง 3 เม็ด

คอลลาเจนมีลำดับกรดอะมิโนที่เป็นเอกลักษณ์ คือมีโพรลีนและไฮดรอกซีโพรลีนเรียงซ้ำกันเป็นแพทเทิร์นเฉพาะตัว ลำดับนี้สร้างจุดที่เอนไซม์ย่อยตัดได้ยาก จึงมีรายงานว่าคอลลาเจนหลงเหลือในเลือดเป็นชิ้นเล็กแบบนี้ในสัดส่วนที่สูงกว่าโปรตีนชนิดอื่น นี่คือเหตุผลที่การกินคอลลาเจนถูกพูดถึงต่างจากการกินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ทั่วไป

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ โปรตีนส่วนใหญ่เป็นเหมือนเชือกเรียบๆ ที่เอนไซม์จะตัดตรงไหนก็ได้ แต่คอลลาเจนเป็นเหมือนเชือกที่มีปมถี่ๆ เพราะมีโพรลีนแทรกอยู่ทุกๆ 3 ช่อง เอนไซม์จึงตัดตรงปมพวกนี้ได้ยาก ผลก็คือมีปมเล็กๆ ขนาด 2 ถึง 3 ช่องหลงเหลืออยู่ในสัดส่วนที่มากขึ้น

น้ำหนักโมเลกุลกับการดูดซึมเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

การจะผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ ขนาดต้องเล็กถึงจะได้เปรียบ บนผิวเซลล์ลำไส้มีตัวขนส่งเฉพาะที่ทำหน้าที่เหมือนยามเฝ้าประตู ยอมให้ผ่านเฉพาะกรดอะมิโนหรือเปปไทด์ที่เล็กมากๆ เท่านั้น ยามคนนี้จะไม่ค่อยปล่อยชิ้นที่มีขนาดใหญ่ผ่านเข้าไป

นี่จึงเป็นที่มาของคำว่าคอลลาเจนโมเลกุลต่ำ ตามหลักการแล้ว คอลลาเจนที่ถูกย่อยให้มีน้ำหนักโมเลกุลเล็กไว้ล่วงหน้าจะมีโอกาสผ่านยามคนนี้ได้มากกว่า ในทางกลับกัน ชิ้นที่ยังมีขนาดใหญ่อยู่จะดูดซึมไม่ได้ และมีแนวโน้มถูกย่อยต่อเป็นกรดอะมิโนธรรมดา กลายเป็นวัตถุดิบโปรตีนทั่วไปของร่างกายแทน

โปรตีนคอลลาเจนดั้งเดิมมีขนาดใหญ่มาก จนถ้ายังไม่ผ่านการย่อยก็ไม่มีทางผ่านผนังลำไส้ได้ตั้งแต่แรก ดังนั้นการแปรรูปให้เป็นโมเลกุลต่ำจึงไม่ใช่การสร้างช่องทางดูดซึมใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการเพิ่มสัดส่วนของชิ้นเล็กๆ ที่จะเกิดขึ้นเองอยู่แล้วในกระบวนการย่อยให้มากขึ้นล่วงหน้า

ตัวขนส่งที่ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตูนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคอลลาเจนโดยเฉพาะ เปปไทด์เล็กๆ ที่เกิดจากการกินข้าวหรือเนื้อสัตว์ก็ใช้ช่องทางเดียวกันนี้เช่นกัน เพียงแต่ด้วยปมโพรลีนที่กล่าวไปข้างต้น คอลลาเจนดูเหมือนจะสร้างชิ้นส่วนที่มีขนาดพอดีกับช่องทางนี้ได้มากกว่าอาหารชนิดอื่น

เปปไทด์ที่ถูกดูดซึมแล้วส่งสัญญาณอะไรที่ผิว?

ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด เปปไทด์คอลลาเจนที่ถูกดูดซึมจะไหลไปกับกระแสเลือดจนถึงชั้นหนังแท้ แต่จุดที่น่าสนใจคือมันไม่ได้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบก่อสร้างโดยตรงในเซลล์ไฟโบรบลาสต์ซึ่งเป็นเซลล์สร้างคอลลาเจน

แต่มีทฤษฎีว่าเปปไทด์เหล่านี้จะไปเกาะที่ผิวเซลล์ไฟโบรบลาสต์ แล้วส่งสัญญาณบางอย่างให้เซลล์สร้างคอลลาเจนและกรดไฮยาลูโรนิกเพิ่มขึ้น พร้อมกันนั้นยังมีรายงานว่าช่วยกดการทำงานของเอนไซม์ MMP ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือตัวที่ทำหน้าที่เหมือนกรรไกรคอยตัดคอลลาเจนทิ้ง กล่าวคือมันอาจทำงานสองทางพร้อมกัน คือเพิ่มการผลิตในโรงงานคอลลาเจน และลดการตัดทำลายไปในเวลาเดียวกัน

อาจสงสัยว่าทำไมชิ้นส่วนเล็กๆ ถึงกลายเป็นสัญญาณได้ บนผิวเซลล์มีตัวรับที่จดจำได้เฉพาะสารที่มีรูปร่างตรงกัน เปรียบเหมือนแม่กุญแจ คำอธิบายที่มีอยู่ตอนนี้บอกว่าไดเปปไทด์บางตัวที่มาจากคอลลาเจนมีรูปร่างพอดีกับแม่กุญแจนี้ จึงทำหน้าที่เหมือนลูกกุญแจที่เปิดสวิตช์การผลิตในเซลล์ ถ้าเข้าใจง่ายๆ ก็คือแทนที่จะเป็นวัตถุดิบก่อสร้างโดยตรง มันกลับทำหน้าที่กดสวิตช์เปิดโรงงานแทน

ต่างจากการเติมคอลลาเจนเข้าไปโดยตรงอย่างไร?

ฟิลเลอร์หรือการฉีดคอลลาเจนคือการนำวัตถุดิบสำเร็จรูปไปวางกองไว้ตรงจุดนั้นทันที เหมือนซื้ออิฐมาก่อกำแพงเองด้วยมือ

แต่คอลลาเจนแบบกินไม่ได้ใส่อิฐเข้าไปตรงๆ กลับทำหน้าที่คล้ายหัวหน้างานที่คอยสั่งงานให้โรงงานอิฐอย่างไฟโบรบลาสต์ทำงาน ดังนั้นกินแล้วผิวจึงไม่ได้เต็มขึ้นทันที ต้องรอเวลาให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนเพิ่มขึ้นเอง นี่คือที่มาของคำที่ว่าผลลัพธ์จะค่อยๆ เห็นเมื่อกินอย่างต่อเนื่อง

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าฟิลเลอร์คือตัวเติมปริมาตรทันที คอลลาเจนแบบกินก็เป็นตัวช่วยดูแลผิวให้จัดการตัวเองต่อไปในระยะยาว เข้าใจง่ายๆ ว่าทั้งสองวิธีเล็งไปที่จังหวะเวลาที่ต่างกัน

หลักฐานที่รองรับผลลัพธ์อยู่ในระดับไหน?

มีงานวิจัยแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมหลายฉบับที่รายงานว่าหลังกินเปปไทด์คอลลาเจนต่อเนื่อง 8 ถึง 12 สัปดาห์ ความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวดีขึ้น ส่วนกลไกการส่งสัญญาณเองก็มีการรายงานผลค่อนข้างสอดคล้องกันในการทดลองระดับเซลล์และในสัตว์ทดลอง

แต่งานวิจัยในคนส่วนใหญ่มีจำนวนผู้เข้าร่วมไม่มากนัก และระยะเวลาติดตามผลก็ค่อนข้างสั้น สั้นสุดอยู่ที่ 8 สัปดาห์ ยาวสุดอยู่ที่ 24 สัปดาห์ (6 เดือน) อีกเรื่องที่ควรพิจารณาประกอบคือมีไม่น้อยที่ผู้ผลิตคอลลาเจนเป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัยเอง

แต่ละงานวิจัยยังใช้คอลลาเจนต่างชนิดกัน ทั้งที่มาจากปลา วัว หรือหมู รวมถึงน้ำหนักโมเลกุลที่แปรรูปมาก็ไม่เท่ากัน จึงมีข้อสังเกตว่ายากที่จะรวมผลลัพธ์ทั้งหมดมาสรุปเป็นข้อเดียว ดังนั้นแม้หลักการจะฟังดูมีเหตุผล แต่ขนาดของผลลัพธ์ที่คนทั่วไปจะรู้สึกได้จริงก็ยังต้องตีความอย่างระมัดระวัง

วิธีวัดผลก็เป็นอีกเรื่องที่ควรดูประกอบ นักวิจัยมักวัดความชุ่มชื้นด้วยเครื่องวัดความชื้นชั้นขี้ไคล และวัดความยืดหยุ่นด้วยเครื่องที่ตรวจการดีดตัวกลับของผิวหลังถูกกด ตัวเลขจากเครื่องเหล่านี้อาจไม่ตรงกับความรู้สึกที่คนเรามองเห็นจากกระจกเสียทีเดียว ดังนั้นแม้ตัวเลขในห้องแล็บจะออกมาดี การเปลี่ยนแปลงที่แต่ละคนรู้สึกได้จริงก็อาจช้ากว่าหรือรู้สึกได้ไม่ชัดเจนนัก

ทำไมแต่ละคนถึงรู้สึกได้ผลไม่เท่ากัน?

แม้กินผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่ละคนก็รู้สึกถึงผลลัพธ์ต่างกันได้ ด้วยเหตุผลหลายข้อ

  • ความแตกต่างของความสามารถในการย่อยและดูดซึม: ปริมาณกรดในกระเพาะและสุขภาพลำไส้ของแต่ละคนมีผลต่อการดูดซึมเปปไทด์มากน้อยต่างกัน
  • ปริมาณโปรตีนที่กินอยู่เป็นประจำ: คนที่กินโปรตีนเพียงพออยู่แล้วอาจรู้สึกถึงประโยชน์ที่เพิ่มเข้ามาน้อยกว่า
  • ระยะเวลาที่กิน: รอบการผลัดเซลล์ผิวใหม่ปกติใช้เวลาราว 4 ถึง 8 สัปดาห์ ถ้ากินแค่ช่วงสั้นๆ แล้วหยุด สัญญาณก็ยังไม่ทันสะสมพอ
  • อายุและสภาวะฮอร์โมน: ตอนอายุยังน้อย เซลล์ไฟโบรบลาสต์จะทำงานคล่องตัว พอได้รับสัญญาณก็ตอบสนองเร็ว แต่เมื่ออายุมากขึ้น แม้ได้รับสัญญาณแบบเดียวกัน ความเร็วในการตอบสนองของเซลล์ก็มีแนวโน้มช้าลง

สรุปแล้ว เงื่อนไขการดูดซึม สภาพร่างกาย และความสม่ำเสมอในการกิน ทั้งหมดนี้ซ้อนทับกันจนเกิดเป็นความแตกต่างของผลลัพธ์ที่แต่ละคนรู้สึกได้ ดังนั้นแทนที่จะใจร้อนเปรียบเทียบกับคนอื่น ควรพิจารณาสภาพร่างกายตัวเองและให้เวลาสังเกตผลอย่างเพียงพอ

แล้วควรเลือกคอลลาเจนแบบกินอย่างไร?

เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว เกณฑ์การเลือกก็ชัดเจนขึ้น

  • ตรวจสอบว่าแปรรูปเป็นเปปไทด์โมเลกุลต่ำหรือไม่: ตามที่อธิบายไปแล้ว ยิ่งขนาดเล็กยิ่งมีโอกาสผ่านยามเฝ้าประตูของลำไส้ได้มากขึ้น
  • ตรวจสอบว่ามีวิตามินซีผสมอยู่หรือไม่: วิตามินซีเป็นวัตถุดิบเสริมที่จำเป็นในกระบวนการที่ไฟโบรบลาสต์ประกอบคอลลาเจนขึ้นจริง จึงช่วยลดโอกาสที่จะได้รับแค่สัญญาณแต่ขาดวัตถุดิบ
  • วางแผนกินต่อเนื่องอย่างน้อย 8 ถึง 12 สัปดาห์: เพราะรอบการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว หรือ turnover ไม่ได้สั้น การกินแค่ 1 สัปดาห์หรือ 2 สัปดาห์แล้วมาตัดสินผลจึงเร็วเกินไป
  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ: ไม่ว่าจะมาจากปลา วัว หรือหมู ลำดับกรดอะมิโนจะต่างกันเล็กน้อย และโอกาสแพ้ก็ต่างกันด้วย ดังนั้นเลือกวัตถุดิบที่เหมาะกับตัวเองจะปลอดภัยกว่า

ถ้ายึด 4 ข้อนี้เป็นเกณฑ์ จะช่วยให้เลือกคอลลาเจนแบบกินได้ตรงตามหลักการมากขึ้น อีกเรื่องที่ควรรู้คือตัวเลขปริมาณคอลลาเจนบนซองเยลลี่หรือผงคอลลาเจนที่ยิ่งเยอะยิ่งดีนั้นไม่จำเป็นเสมอไป อย่างที่อธิบายไปแล้ว ความละเอียดของการย่อยและรูปแบบที่ดูดซึมได้ดีสำคัญกว่าตัวเลขปริมาณที่เขียนไว้

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA). </content> </invoke>

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

วิตามินซีทาผิวออกซิไดซ์ง่ายจริงไหม แล้วช่วยเรื่องจุดด่างดำและความกระชับผิวได้จริงหรือเปล่า

เซรั่มวิตามินซีเป็นที่รู้จักกันดีว่าช่วยเรื่องจุดด่างดำและความกระชับผิว แต่ก็มักมีคำเตือนตามมาด้วยว่าออกซิไดซ์ง่ายจนประสิทธิภาพลดลง บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่กลไกที่วิตามินซีช่วยลดเมลานินและปกป้องคอลลาเจน ไปจนถึงสาเหตุที่ทำให้สารตัวนี้ไม่เสถียร และวิธีเลือกสูตรที่แก้ปัญหานี้ได้

By Dr. Lee

Skincare

หลักการสครับหนังศีรษะ ขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่อุดตันรูขุมขน ฟื้นฟูสมดุลหนังศีรษะ พร้อมรอบเวลาที่เหมาะสม

การสครับหนังศีรษะคือการดูแลที่ช่วยขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่สะสมจนอุดตันรูขุมขน เพื่อคืนสมดุลให้หนังศีรษะ บทความนี้อธิบายตั้งแต่สาเหตุที่รูขุมขนอุดตันทำให้เกิดกลิ่นและอาการคัน ไปจนถึงสิ่งที่การสครับขจัดออกจริง ๆ และควรทำบ่อยแค่ไหนจึงจะปลอดภัย โดยเน้นอธิบายตามหลักการ

By Dr. Kim

Filler

โกวรี ลิควิด พีซีแอล ช่วยให้ผิวหน้าทั้งใบกระชับขึ้นได้จริงไหม แล้วผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนกันแน่?

อธิบายหลักการที่โกวรี ลิควิด พีซีแอลกระจายตัวได้กว้างโดยไม่มีอนุภาคจับตัว ค่อยๆกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเอง พร้อมเทียบความแตกต่างจากฟิลเลอร์เติมวอลลุ่มเฉพาะจุด และผลลัพธ์เริ่มเห็นเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน

By Dr. Lee

Back to articles