โกวรี ลิควิด พีซีแอล ช่วยให้ผิวหน้าทั้งใบกระชับขึ้นได้จริงไหม แล้วผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนกันแน่?
By Dr. Lee1 min read

หลายคนรู้สึกว่าหน้าตัวเองหย่อนคล้อยและขาดความกระชับไปทั้งใบ แต่พอลองฉีดฟิลเลอร์เติมวอลลุ่มเฉพาะจุด อย่างที่แก้มหรือร่องแก้ม กลับไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร นี่คือจุดที่ทำให้โกวรี ลิควิด พีซีแอล (Gouri Liquid PCL) เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้น เพราะแทนที่จะเจาะจงเติมจุดใดจุดหนึ่ง มันกระจายตัวไปทั่วใบหน้าอย่างเบาบาง ช่วยยกกระชับผิวโดยรวมแทน
แต่พอได้ยินคำว่า "ลิควิด" หรือของเหลว กับชื่อสาร "พีซีแอล" ก็ยังฟังดูไม่คุ้นหูสำหรับหลายคน แล้วยิ่งอยากรู้ว่าผลลัพธ์แบบนี้เกิดขึ้นผ่านกลไกอะไร และอยู่ได้นานแค่ไหน ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องย้อนกลับไปดูก่อนว่าพีซีแอลทำงานในร่างกายอย่างไร และทำไมรูปแบบของเหลวถึงต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป
โกวรี ลิควิด พีซีแอล ต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปตรงไหน?
พีซีแอล (PCL, polycaprolactone) เดิมทีเป็นวัสดุที่ใช้ทำไหมเย็บแผลผ่าตัดมาก่อน มันเป็นพอลิเมอร์ที่สลายตัวเองในร่างกายได้อย่างช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะละลายหายไปเอง หลักการเดียวกับไหมเย็บแผลที่หลุดสลายไปเองภายใน 1 ถึง 2 ปี ด้วยคุณสมบัตินี้ พีซีแอลจึงไม่ตกค้างอยู่ในร่างกายถาวร แต่จะค่อยๆถูกกำจัดออกไปตามธรรมชาติ โดยปกติเมื่อนำมาใช้ในวงการความงาม จะทำเป็นอนุภาคเล็กจิ๋ว หรือไมโครพาร์ติเคิล แล้วแขวนลอยอยู่ในเจล ฟิลเลอร์พีซีแอลที่คุ้นเคยกันส่วนใหญ่จึงเป็นแบบอนุภาคทั้งนั้น
ส่วนโกวรี ลิควิด พีซีแอล ไม่ได้ทำอนุภาคให้เป็นเม็ดที่มองเห็นได้ แต่ทำให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงของเหลวที่ละลายเข้ากันแล้ว เมื่อไม่มีอนุภาคจับตัวเป็นก้อน ตอนฉีดจึงไม่กองรวมอยู่จุดเดียว แต่แทรกซึมกระจายไปตามชั้นเนื้อเยื่อได้กว้างกว่ามาก ลองนึกถึงน้ำตาลที่ละลายในน้ำจนทั่วแก้ว รสหวานจะกระจายเท่ากันทั้งแก้ว ต่างจากการโปะก้อนน้ำตาลลงจุดเดียวที่จะหวานจัดเฉพาะตรงนั้น ความต่างตรงนี้เองที่แบ่งเส้นระหว่างการทำเฉพาะจุด กับการปรับผิวทั้งใบหน้าให้เนียนขึ้น
วิธีฉีดก็เลยต่างออกไปด้วย แทนที่จะฉีดลึกในจุดใดจุดหนึ่งแค่หนึ่งหรือสองที่ มักใช้วิธีแบ่งฉีดกระจายในหลายชั้นให้ครอบคลุมพื้นที่กว้าง เพราะการวางตัวแบบบางและกว้างแบบนี้ ถือว่าจำเป็นเพื่อให้เอฟเฟกต์การกระจายตัวแบบลิควิดแสดงผลได้เต็มที่
ทำไมการกระจายตัวกว้างโดยไม่มีอนุภาคจึงสำคัญ?
ฟิลเลอร์แบบอนุภาคจะกระตุ้นการตอบสนองเฉพาะจุดที่อนุภาคไปอยู่ ทำให้เกิดปฏิกิริยาเฉพาะที่รอบบริเวณที่ฉีด และวอลลุ่มกับความกระชับตรงจุดนั้นเด่นชัดขึ้น ในขณะที่โกวรี ลิควิด พีซีแอลไม่มีอนุภาค ไหลกระจายไปได้ทั่ว จึงไม่กระจุกที่จุดเดียว แต่กระตุ้นผิวอย่างตื้นและสม่ำเสมอทั่วบริเวณกว้างแทน
ถ้าจะเปรียบเทียบ ฟิลเลอร์แบบอนุภาคก็เหมือนการเทปุ๋ยกองใหญ่ลงตรงมุมสวนมุมเดียว ส่วนแบบลิควิดเหมือนการรดน้ำให้ทั่วทั้งสวนอย่างสม่ำเสมอ ผลที่ได้จึงไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่งเด่นขึ้นมาชัดเจน แต่เนื้อผิวและความกระชับทั่วใบหน้าจะดีขึ้นในระดับใกล้เคียงกันไปพร้อมๆกัน ด้วยลักษณะนี้ แบบลิควิดจึงมักถูกเลือกใช้เมื่อเป้าหมายคือปรับความกระชับให้ทั้งใบหน้า
และเพราะการกระตุ้นไม่กระจุกอยู่จุดเดียว จึงมีรายงานว่าโอกาสที่จะคลำเจอตุ่มขรุขระใต้ผิว หรือรอยจับตัวเป็นก้อนก็มีน้อยกว่าเมื่อเทียบกัน แม้แต่คนที่เพิ่งเคยฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก ก็มีแนวโน้มได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่มีจุดที่นูนผิดสังเกต เพราะคุณสมบัติกระจายตัวกว้างแบบนี้เอง
กลไกการสร้างคอลลาเจนค่อยๆเกิดขึ้นผ่านเส้นทางไหน?
เมื่อพีซีแอลเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะจดจำว่านี่คือสิ่งแปลกปลอมและเริ่มปฏิกิริยาป้องกันตัวเอง เรียกว่าปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอม หรือพูดง่ายๆคือกระบวนการภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ร่างกายส่งเซลล์ไปห่อหุ้มและจัดการสิ่งแปลกปลอมนั้น ในขั้นตอนนี้เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่กวาดล้าง หรือแมคโครฟาจ จะเข้ามารวมตัวกัน แล้วส่งสัญญาณไปกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ผลิตคอลลาเจนให้เริ่มทำงาน
คอลลาเจนเปรียบเสมือนเสาโครงสร้างที่ค้ำยันผิวเอาไว้ พอมีอายุมากขึ้น เสาเหล่านี้ก็ลดจำนวนและอ่อนแรงลง ผิวจึงหย่อนคล้อยและขาดความกระชับ พีซีแอลที่กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ก็เหมือนกำลังสร้างเสาต้นใหม่ขึ้นมาทีละต้น ค่อยๆผลิตคอลลาเจนเพิ่มขึ้นทีละน้อย เหมือนไซต์ก่อสร้างที่ไม่ได้รื้อเสาเก่าทั้งหมดพร้อมกัน แต่เปลี่ยนเสาใหม่ทีละต้นแทน ร่างกายก็เติมคอลลาเจนใหม่เข้ามาทีละนิดในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบอนุภาคหรือแบบลิควิด หลักการพื้นฐานนี้เหมือนกัน แต่แบบลิควิดที่กระตุ้นผิวกระจายกว้างกว่า ก็มีรายงานว่าการสร้างคอลลาเจนไม่จำกัดอยู่เฉพาะจุด แต่เกิดขึ้นอย่างเบาบางทั่วทั้งใบหน้าไปด้วย
ทำไมเป้าหมายถึงต่างจากฟิลเลอร์เติมวอลลุ่ม?
ฟิลเลอร์เติมวอลลุ่มอย่างกรดไฮยาลูรอนิก (HA) ทำงานด้วยการเติมเนื้อให้เต็มพื้นที่ทันทีตั้งแต่วินาทีที่ฉีด เหมือนตักดินไปถมหลุมที่ว่างอยู่ เหมาะกับจุดที่ขาดวอลลุ่มจริงๆอย่างแก้มตอบหรือร่องแก้มลึก จึงมักเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนตั้งแต่หลังฉีดเสร็จ
โกวรี ลิควิด พีซีแอลใช้แนวทางที่ต่างออกไป หลังฉีดเสร็จใหม่ๆ ไม่ได้เห็นผลด้านการเติมเต็มเนื้อชัดมากนัก แต่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนขึ้นมาเองมากกว่า ดังนั้นแทนที่จะแก้ปัญหาแก้มตอบเฉพาะจุดทันที มันจะค่อยๆยกระดับความหนาและความกระชับของผิวทั้งใบหน้าไปตามเวลา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแก้มตอบลึกจริงๆ ต้องเติมให้เต็มทันที ฟิลเลอร์เติมวอลลุ่มจึงเหมาะกว่า แต่ถ้าจุดใดจุดหนึ่งไม่มีปัญหา แค่รู้สึกว่าผิวทั้งใบหน้าบางลงและหย่อนคล้อยลง การเติมเฉพาะจุดก็คงแก้ปัญหาได้ไม่หมด กล่าวคือถ้ามีจุดที่ขาดวอลลุ่มชัดเจนต้องเติม ฟิลเลอร์เติมวอลลุ่มตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าอยากยกโทนสีและความกระชับของผิวทั้งใบหน้า โกวรี ลิควิด พีซีแอลถือว่าตรงจุดประสงค์มากกว่า
ผลลัพธ์เริ่มเห็นตอนไหนและอยู่ได้นานแค่ไหน?
เพราะคอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลาในการสร้างขึ้นมา ผลลัพธ์ของโกวรี ลิควิด พีซีแอลจึงมีรายงานว่ามักไม่ปรากฏชัดตั้งแต่วันแรก แต่จะค่อยๆแสดงผลออกมาในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์หลังฉีด วันที่ฉีดเสร็จใหม่ๆอาจยังรู้สึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่พอเวลาผ่านไป หลายคนเริ่มรู้สึกว่าเนื้อผิวแน่นขึ้นทีละน้อย
แม้ตัวพีซีแอลเองจะค่อยๆสลายหายไปจากร่างกายตามเวลา แต่คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างกระบวนการนี้เป็นเนื้อเยื่อที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง จึงมีรายงานว่ายังคงอยู่ต่อไปอีก 6 ถึง 12 เดือน แม้ตัวสารจะสลายไปหมดแล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงมีการพูดถึงว่าระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นั้นยาวนานกว่าฟิลเลอร์เติมวอลลุ่มโดยเปรียบเทียบ แต่ก็ต้องเข้าใจไว้ด้วยว่าอาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและอัตราเมแทบอลิซึมของแต่ละคน เพราะความเร็วในการสร้างคอลลาเจนของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้นแทนที่จะเปรียบเทียบผลลัพธ์แค่หนึ่งหรือสองวันหลังฉีด การถ่ายรูปเทียบทุกหนึ่งเดือนหรือสองเดือนจะช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงจริงได้ชัดกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม เพราะผลลัพธ์ค่อยๆแสดงออกมาแบบนี้ การไม่คาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินไปก่อนเข้ารับการรักษาก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่างจากฟิลเลอร์เติมวอลลุ่มที่ส่องกระจกแล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงทันที หลายกรณีมีรายงานว่าคนรอบข้างมักสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงก่อนตัวเองด้วยซ้ำ
ต้องฉีดกี่ครั้งและเว้นระยะห่างแค่ไหน?
เพราะการสร้างคอลลาเจนไม่ได้ขึ้นสูงสุดจากการกระตุ้นแค่ครั้งเดียว โดยทั่วไปจึงแนะนำให้ฉีด 2 ถึง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์
- ฉีดหลายครั้งดีกว่าครั้งเดียว เพราะคอลลาเจนจะเพิ่มขึ้นทีละนิดทุกครั้งที่ได้รับการกระตุ้น การแบ่งฉีด 2 ถึง 3 ครั้งจึงมีรายงานว่าให้ผลลัพธ์โดยรวมดีกว่าการฉีดครั้งเดียวจบ
- ไม่ควรเว้นระยะห่างสั้นเกินไป เพราะพีซีแอลที่ฉีดไปก่อนหน้ายังต้องใช้เวลากระตุ้นและสร้างคอลลาเจน หากฉีดถี่เกินไปโดยไม่เว้นระยะ อาจทำให้ปฏิกิริยาซ้อนทับกันจนเกิดอาการบวมหรือรู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมได้
- จำนวนครั้งที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับบริเวณและสภาพผิว ยิ่งผิวบางและหย่อนคล้อยมาก ยิ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่าให้คอลลาเจนสะสม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดจำนวนครั้งที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองจะปลอดภัยที่สุด
หลังฉีดบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้นวดเบาๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เนื้อลิควิดกระจายตัวเข้าไปในชั้นเนื้อเยื่อได้ทั่วถึงมากขึ้น นอกจากนี้ควรดูแลพื้นฐานอย่างการกันแดดและหลีกเลี่ยงการกระตุ้นผิวรุนแรงควบคู่ไปด้วย หากละเลยการดูแลตรงนี้ อาจส่งผลต่อกระบวนการที่คอลลาเจนกำลังก่อตัวอยู่ ดังนั้นพฤติกรรมดูแลตัวเองในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังฉีดก็สำคัญไม่แพ้ตัวหัตถการเอง
การฉีดครั้งเดียวก็ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะอยู่ถาวรตลอดไป เพราะคอลลาเจนก็ค่อยๆลดลงตามเวลาเช่นกัน ถ้าอยากรักษาความกระชับที่สร้างไว้ได้นาน หลังผ่านไป 12 ถึง 18 เดือน ควรกลับไปปรึกษาแพทย์อีกครั้งเพื่อดูว่าถึงเวลาที่ควรฉีดซ้ำหรือยัง
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
By Dr. Lee

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect
เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim

ฉีดโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อท่อนแขน ทำให้เส้นแขนเรียวขึ้นจริงหรือไม่ แล้วผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
อธิบายหลักการที่การฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดก้อนกล้ามที่ท่อนแขน ช่วยลดสัญญาณประสาทจนกล้ามเนื้อค่อยๆ เล็กลง พร้อมสรุปเกณฑ์แยกแขนแบบกล้ามเนื้อกับแบบไขมัน ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผล ระยะเวลาคงผล และรอบการฉีดซ้ำไว้อย่างเข้าใจง่าย
By Dr. Lee