ฉีดโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อท่อนแขน ทำให้เส้นแขนเรียวขึ้นจริงหรือไม่ แล้วผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
By Dr. Lee1 min read

หลายคนที่ใส่เสื้อแขนกุดหรือแขนสั้นมักกังวลเรื่องท่อนแขนด้านในหรือด้านหลังที่ดูนูนเป็นพิเศษ พอเวลางอแขนก้อนกล้ามจะรวมตัวแน่น และแม้เหยียดแขนตรงส่วนนั้นก็ยังดูเด่นอยู่ดี ในกรณีแบบนี้ วิธีที่มักถูกพูดถึงคือการฉีดโบท็อกซ์ลดแรงกล้ามเนื้อท่อนแขนเล็กน้อยเพื่อให้เส้นแขนดูเรียวนุ่มขึ้น
ถึงแม้หลักการจะเหมือนกับโบท็อกซ์น่องหรือโบท็อกซ์กราม แต่แขนเป็นส่วนที่ใช้ยกและขยับของอยู่ตลอดเวลา การพิจารณาจึงต้องละเอียดรอบคอบกว่าเล็กน้อย บทความนี้จะไล่อธิบายทีละประเด็นว่าโบท็อกซ์ทำงานกับกล้ามเนื้อแขนอย่างไร ทำไมก้อนกล้ามจึงเล็กลง จะแยกได้อย่างไรว่าเป็นกล้ามเนื้อหรือไขมัน และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
โบท็อกซ์ลดแรงกล้ามเนื้อท่อนแขนด้วยหลักการอะไร?
กล้ามเนื้อจะขยับได้ก็ต่อเมื่อเส้นประสาทส่งสัญญาณมาสั่งการ สารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณนี้คือ acetylcholine พูดง่ายๆ ก็คือข้อความที่เส้นประสาทส่งบอกกล้ามเนื้อว่า "หดตัวเดี๋ยวนี้" จุดที่เส้นประสาทกับกล้ามเนื้อมาบรรจบกันเรียกว่า neuromuscular junction ซึ่งเปรียบเหมือนตู้ไปรษณีย์ที่ข้อความนี้ต้องผ่านไปมา
botulinum toxin หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโบท็อกซ์ ทำหน้าที่ปิดกั้นไม่ให้ข้อความออกจากตู้ไปรษณีย์นี้ได้ โดยไปสกัดกั้นขั้นตอนการปล่อย acetylcholine จากปลายเส้นประสาท แม้เส้นประสาทจะพยายามส่งสัญญาณ แต่สัญญาณก็ไปไม่ถึงกล้ามเนื้อ พูดอีกแบบคือ โบท็อกซ์ไม่ได้ไปแตะต้องตัวกล้ามเนื้อโดยตรง แต่ตัดคำสั่งที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อต่างหาก
เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้รับคำสั่งก็จะออกแรงไม่ได้เหมือนเดิม แม้งอแขนก็จะไม่รวมตัวแน่นเท่าเก่า และเมื่อเวลาผ่านไปปริมาตรของกล้ามเนื้อก็จะค่อยๆ ลดลงด้วย หลักการคล้ายกับแขนที่ใส่เฝือกนานแล้วผอมลง เพราะกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานจะเล็กลงไปเองตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับการที่ไม่เข้ายิม 8 ถึง 12 สัปดาห์แล้วท่อนแขนก็นิ่มลงอีกครั้ง เพราะกล้ามเนื้อต้องได้รับสัญญาณและทำงานต่อเนื่องถึงจะรักษาความหนาไว้ได้ โบท็อกซ์เข้าไปหน่วงสัญญาณนั้นเล็กน้อย เป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อลดขนาดตัวเองไปโดยปริยาย
กระบวนการที่ก้อนกล้ามเล็กลงจนเห็นได้ชัดเป็นอย่างไร?
ต่อให้สัญญาณประสาทถูกตัดขาด ก้อนกล้ามก็ไม่ได้หายไปตั้งแต่วันรุ่งขึ้น การที่กล้ามเนื้อผอมลงต้องใช้เวลา โดยทั่วไปหลังฉีด 1 ถึง 2 สัปดาห์ แรงของกล้ามเนื้อจะเริ่มอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนการที่ปริมาตรลดลงจะเริ่มรู้สึกได้ตั้งแต่ช่วง 3 ถึง 4 สัปดาห์เป็นต้นไป
กระบวนการนี้เรียกว่า muscle atrophy หรือภาวะกล้ามเนื้อลีบ พูดง่ายๆ คือปรากฏการณ์ที่กล้ามเนื้อค่อยๆ เล็กลงเพราะไม่ได้ถูกใช้งาน หลักการเดียวกับการที่หยุดออกกำลังกายเพียง 4 ถึง 6 สัปดาห์ กล้ามเนื้อก็นิ่มและผอมลงได้ โบท็อกซ์เพียงแต่ไปปิดกั้นสัญญาณประสาทโดยตรง ทำให้กระบวนการนี้เกิดเร็วขึ้นเท่านั้นเอง
ในช่วงนี้เส้นแขนจะไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกโฉมทันที แต่จะรู้สึกถึงความนุ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปก่อน เวลางอแขนก้อนกล้ามจะจับตัวน้อยลง และแม้เหยียดแขนอยู่เส้นขอบของกล้ามเนื้อก็ดูเด่นน้อยลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ขนาดของผลลัพธ์จะต่างกันไปมากในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าก้อนกล้ามเดิมประกอบด้วยกล้ามเนื้อมากแค่ไหน เช่น คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจนกล้ามเนื้อแขนหนาแน่นอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงจะเห็นชัดเจน ในขณะที่คนที่มีกล้ามเนื้อไม่มากตั้งแต่ต้น เส้นแขนอาจแค่ดูเรียบเนียนขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นแทนที่จะตัดสินผลลัพธ์ล่วงหน้าจากภาพไม่กี่ภาพ การตั้งความคาดหวังจากสภาพแขนของตัวเองจะช่วยลดความผิดหวังได้มากกว่า
ก้อนกล้ามท่อนแขนเกิดจากกล้ามเนื้อหรือไขมันกันแน่?
โบท็อกซ์ท่อนแขนจะได้ผลดีในกรณีที่สาเหตุของก้อนกล้ามมาจากกล้ามเนื้อจริงๆ แต่ถ้าแขนใหญ่เพราะชั้นไขมันหนา ต่อให้ลดแรงกล้ามเนื้อลง ความหนาของแขนก็จะไม่เปลี่ยนไปมากนัก ดังนั้นการแยกสาเหตุให้ชัดก่อนฉีดจึงเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ ส่วนหลักเกณฑ์ที่มักใช้ตรวจสอบมีดังนี้
- ลองเกร็งแขนดูว่าก้อนกล้ามจับตัวแน่นหรือไม่ ถ้าเวลาเกร็งกับผ่อนแรงแล้วต่างกันชัดเจน แสดงว่ากล้ามเนื้อมีส่วนมาก แต่ถ้าเกร็งแล้วยังนุ่มเหมือนเดิม แสดงว่าสัดส่วนไขมันมากกว่า
- สังเกตว่าเวลาปล่อยแขนห้อยลงแล้วสั่นแขน เนื้อแขนกระเพื่อมมากหรือไม่ ถ้ากระเพื่อมมากแสดงว่าเป็นแบบไขมันเป็นหลัก ถ้ากระเพื่อมน้อยแสดงว่าเป็นแบบกล้ามเนื้อเป็นหลัก
- ใช้มือบีบเนื้อแขนเพื่อประเมินความหนา ถ้าเนื้อที่บีบได้หนามาก แสดงว่ามีไขมันเยอะ ซึ่งวิธีลดไขมันโดยตรงอาจเหมาะกว่าการฉีดลดกล้ามเนื้อ
ในความเป็นจริงมีแขนอีกจำนวนไม่น้อยที่มีทั้งกล้ามเนื้อและไขมันปนกันอยู่ ในกรณีแบบนี้ผลที่คาดหวังได้จากโบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวอาจมีจำกัด จึงอาจต้องพิจารณาการดูดไขมันหรือหัตถการปรับรูปร่างอื่นร่วมด้วย แม้ภายนอกจะดูเป็นก้อนกล้ามคล้ายๆ กัน แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปจะแบ่งได้เป็นแขนที่มีกล้ามเนื้อเยอะ แขนที่มีไขมันเยอะ และแขนที่มีทั้งสองอย่างปนกันครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งแต่ละแบบต้องใช้วิธีที่ต่างกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจฉีด การตรวจสอบก่อนว่าแขนของตัวเองใกล้เคียงกับแบบไหนมากกว่าจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ
ฉีดเข้ากล้ามเนื้อมัดไหนของแขน?
บริเวณที่มักถูกมองว่าเป็นก้อนกล้ามในท่อนแขนแบ่งได้เป็นสองส่วน คือ biceps กล้ามเนื้อด้านหน้าแขนที่นูนขึ้นเมื่องอแขน ทำให้เกิดก้อนกล้ามด้านหน้า และ triceps กล้ามเนื้อด้านหลังแขนที่รับหน้าที่ในการเหยียดแขน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อยด้านหลังแขนด้วย
แม้จะเรียกว่าโบท็อกซ์ท่อนแขนเหมือนกัน แต่ตำแหน่งที่ฉีดจะต่างกันไปตามว่ากล้ามเนื้อมัดไหนที่พัฒนาจนเกิดเป็นก้อนกล้าม ถ้างอแขนแล้วด้านหน้านูนเป็นพิเศษ จะเล็งไปที่ biceps แต่ถ้าด้านหลังดูหนา จะพิจารณาที่ triceps และในกรณีที่ทั้งสองมัดพัฒนาไปพร้อมกัน ก็อาจฉีดทั้งสองบริเวณควบคู่กันไป
แม้แขนจะไม่ได้ถูกใช้งานหนักเท่ากล้ามเนื้อน่องที่ใช้เดินหรือวิ่ง แต่ก็ถูกใช้อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวันเพื่อยกหรือดันของ ไม่ว่าจะเป็นการหิ้วตะกร้าจ่ายตลาดหรืออุ้มลูก ล้วนเป็นงานของกล้ามเนื้อมัดนี้ทั้งสิ้น หากลดแรงกล้ามเนื้อลงมากเกินไปโดยไม่ระมัดระวัง ก็อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นการกำหนดปริมาณยาให้อยู่ในระดับที่ไม่กระทบแรงกล้ามเนื้อมากเกินไปจึงสำคัญ และต้องพิจารณาทั้งขนาดกล้ามเนื้อเดิมและระดับกิจกรรมที่ใช้แขนในชีวิตประจำวันของแต่ละคนประกอบกัน
ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน และควรฉีดซ้ำเมื่อไหร่?
แรงกล้ามเนื้อที่ลดลงจากโบท็อกซ์ไม่ได้อยู่ถาวร เมื่อเวลาผ่านไปปลายเส้นประสาทจะแตกแขนงใหม่ขึ้นมาและกลับมาส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้ออีกครั้ง คล้ายกับตู้ไปรษณีย์ที่เคยถูกปิดแล้วมีช่องทางใหม่เปิดขึ้นมา เมื่อสัญญาณกลับมาทำงาน กล้ามเนื้อก็จะค่อยๆ กลับไปมีขนาดเท่าเดิม
โดยทั่วไปมีรายงานว่าผลลัพธ์อยู่ได้ราว 3 ถึง 6 เดือน แต่ระยะเวลานี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ฉีด ขนาดกล้ามเนื้อเดิม และความถี่ในการใช้แขนในชีวิตประจำวัน สำหรับคนที่ออกกำลังกายแบบใช้แขนเยอะเป็นประจำ ก็มีรายงานว่ากล้ามเนื้อมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่า
หากต้องการรักษาเส้นแขนให้เรียวต่อเนื่อง อาจพิจารณาฉีดซ้ำตามจังหวะที่ผลเริ่มจางลง แต่แทนที่จะใช้ปริมาณเท่าเดิมทุกครั้ง การตรวจดูระดับการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อในแต่ละครั้งแล้วปรับปริมาณตามความจำเป็นจะปลอดภัยกว่า
ก่อนและหลังฉีด ควรระวังอะไรบ้าง?
มีประเด็นที่ควรรู้ไว้ก่อนตัดสินใจฉีด ดังนี้
- ยังไม่มียาที่ใช้ย้อนกลับผลของโบท็อกซ์ได้โดยตรง เมื่อผลเริ่มปรากฏแล้วต้องรอให้หมดฤทธิ์ไปเองตามธรรมชาติ ดังนั้นการเริ่มด้วยปริมาณต่ำก่อนแล้วดูการตอบสนองจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า
- หากออกกำลังกายหรือทำงานที่ต้องใช้แรงแขนมาก ควรแจ้งให้แพทย์ทราบตั้งแต่ตอนปรึกษา เพราะผลกระทบต่อแรงกล้ามเนื้ออาจรู้สึกแตกต่างกันไปในแต่ละคน การรู้ระดับกิจกรรมที่ใช้แขนจะช่วยให้ปรับปริมาณยาได้เหมาะสมขึ้น
- หากเป็นแขนที่มีทั้งกล้ามเนื้อและไขมันปนกัน ควรประเมินขอบเขตของผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ไว้ล่วงหน้า หากสัดส่วนไขมันมาก การฉีดโบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวอาจให้ผลไม่มากนัก จึงอาจพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วยในการปรึกษา
การรู้ประเด็นเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับผลลัพธ์จริงหลังฉีดได้ โบท็อกซ์ท่อนแขนจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้เส้นแขนดูเรียวนุ่มขึ้นชั่วคราว ด้วยการลดแรงของกล้ามเนื้อในกรณีที่สาเหตุของก้อนกล้ามมาจากกล้ามเนื้อจริงๆ
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

โบท็อกซ์น่องกล้ามล่ำ ลดกล้ามเนื้อแล้วน่องจะเรียวลงจริงไหม แล้วผลอยู่ได้นานแค่ไหนกันแน่
อธิบายหลักการที่โบท็อกซ์ไปลดสัญญาณประสาทที่กล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius) จนกล้ามเนื้อค่อย ๆ เล็กลง พร้อมวิธีแยกน่องกล้ามกับน่องไขมัน ระยะเวลากว่าจะเห็นผล และต้องฉีดซ้ำบ่อยแค่ไหนถึงจะคงรูปน่องไว้ได้
By Dr. Lee

โบท็อกซ์น่อง ผลลัพธ์และผลข้างเคียง ปริมาณและระยะเวลาที่ได้ผลในแต่ละชนิดกล้ามเนื้อเป็นอย่างไร?
การฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อน่องซึ่งทำให้เกิดก้อนกล้ามเนื้อโปนที่น่อง ช่วยให้เส้นน่องดูเรียบเนียนขึ้นได้อย่างไร วิธีแยกชนิดกล้ามเนื้อกับชนิดไขมัน ปริมาณที่ใช้ในแต่ละตำแหน่งและผลการลดขนาด ระยะเวลาที่ได้ผล ไปจนถึงผลกระทบต่อการเดินและแรงกล้ามเนื้อ บทความนี้รวบรวมจากตัวเลขในงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect
เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim