prettytime
Skincare

หลักการสครับหนังศีรษะ ขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่อุดตันรูขุมขน ฟื้นฟูสมดุลหนังศีรษะ พร้อมรอบเวลาที่เหมาะสม

By Dr. Kim1 min read

หนังศีรษะก็เหมือนผิวหน้า มีต่อมไขมันและมีเซลล์ผิวหลุดลอกตามธรรมชาติเช่นกัน เพียงแต่ถูกเส้นผมปกคลุมไว้ ทำให้หลายคนลืมดูแลไป จึงไม่แปลกที่หลายคนล้างหน้าทุกวัน แต่กลับดูแลหนังศีรษะด้วยการสระผมเพียงครั้งเดียวจบ

ปัญหาคือหนังศีรษะมีความหนาแน่นของต่อมไขมันสูงกว่าผิวหน้า เมื่อไขมันถูกผลิตออกมามาก รูขุมขนก็อุดตันง่ายตามไปด้วย นอกจากนี้หนังศีรษะยังถูกเส้นผมปกคลุม ความร้อนและความชื้นจึงระบายออกได้ยาก ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่อับชื้นและไขมันคั่งค้างได้ง่ายกว่าผิวหน้ามาก

การสครับหนังศีรษะจึงเป็นวิธีดูแลที่ช่วยขจัดความมันและเซลล์ผิวที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนเหล่านี้ออกไป ให้หนังศีรษะกลับมาหายใจได้ตามปกติ เพราะการสระผมเพียงอย่างเดียวชะล้างได้แค่ฝุ่นผิวและความมันชั้นบนเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปถึงก้อนที่จับตัวแน่นอยู่ลึกในรูขุมขนได้ จึงจำเป็นต้องมีการดูแลเพิ่มเติมโดยเฉพาะ

ทำไมรูขุมขนหนังศีรษะที่อุดตันจึงเป็นปัญหา?

โดยปกติรูขุมขนคือทางระบายที่ไขมันไหลออกมาตามธรรมชาติ แต่เมื่อไขมัน เซลล์ผิว และคราบสารเคมีจากผลิตภัณฑ์แต่งผมเกาะพันกัน ปากทางระบายนี้ก็จะแคบลง คล้ายกับท่อระบายน้ำที่มีเส้นผมพันกับคราบไขมันจนน้ำไหลไม่ลง

เมื่อรูขุมขนอุดตัน ไขมันก็จะคั่งค้างอยู่ข้างในต่อเนื่อง บนหนังศีรษะมีจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว โดยเฉพาะเชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) ซึ่งใช้ไขมันที่คั่งค้างนี้เป็นอาหารและย่อยสลายมัน ระหว่างกระบวนการนี้จะเกิดกรดไขมันที่ระคายเคืองเป็นผลพลอยได้ ทำให้หนังศีรษะแดงและคัน

หากปล่อยไว้นาน ก็จะเกิดการอักเสบเล็ก ๆ รอบรูขุมขนซ้ำแล้วซ้ำเล่า รูขุมขนที่สะสมการอักเสบไว้จะมีแรงยึดเส้นผมที่อ่อนแอลง จึงมีรายงานว่าหนังศีรษะที่อุดตันเรื้อรังไม่ได้เชื่อมโยงแค่กับรังแคหรืออาการคันเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเส้นผมที่บางลงด้วย

ผลิตภัณฑ์แต่งผมก็มีส่วนเช่นกัน แว็กซ์ สเปรย์ หรือแชมพูแห้งจะทิ้งฟิล์มบาง ๆ ไว้บนหนังศีรษะ เมื่อฟิล์มนี้ซ้อนทับกับไขมันและเซลล์ผิวที่มีอยู่เดิม ปากรูขุมขนก็จะอุดตันหนาขึ้นไปอีก ยิ่งชั้นสะสมหนาขึ้นเท่าไร ไขมันข้างในก็ยิ่งระบายออกยากขึ้นเท่านั้น กลายเป็นวงจรที่วนซ้ำไม่จบ

การสครับขจัดอะไรออกไปบ้าง และขจัดอย่างไร?

คำว่าสครับ (scaling) หมายถึงการค่อย ๆ ขจัดสิ่งที่สะสมออกเป็นชั้นบาง ๆ การสครับหนังศีรษะใช้สองวิธีร่วมกัน คือวิธีทางเคมีและวิธีทางกายภาพ

วิธีทางเคมีใช้สารอย่างกรดซาลิไซลิก (salicylic acid) ซึ่งละลายในน้ำมันได้ดี จึงแทรกซึมลึกเข้าไปในรูขุมขนที่มีไขมันอุดตันได้ และช่วยคลายพันธะที่ยึดเซลล์ผิวหนังเข้าด้วยกันให้หลวมลง หลักการคล้ายกับการค่อย ๆ ละลายปูนที่เชื่อมอิฐแต่ละก้อน เมื่อพันธะคลายตัว ชั้นเซลล์ผิวที่หนาขึ้นก็จะหลุดลอกออกเป็นชั้นบาง ๆ เอง

ส่วนวิธีทางกายภาพคือการใช้เม็ดสครับละเอียด แปรงขนนุ่ม หรือแผ่นสครับสำหรับหนังศีรษะโดยเฉพาะ นวดเบา ๆ บนผิวเพื่อดันเซลล์ผิวและก้อนไขมันที่คลายตัวแล้วออกมา เมื่อใช้วิธีทางเคมีคลายพันธะไว้ก่อน แรงนวดที่ใช้ก็แค่เบา ๆ เซลล์ผิวก็หลุดออกได้ง่าย การใช้สองวิธีนี้ร่วมกันจึงช่วยขจัดสิ่งสกปรกได้สะอาดขึ้น โดยไม่ต้องฝืนหนังศีรษะมากเกินไป

ทำไมเมื่อสครับหนังศีรษะแล้ว กลิ่นถึงลดลง?

ต้นตอของกลิ่นบนหนังศีรษะไม่ใช่ตัวไขมันเอง แต่เป็นกรดไขมันและของเสียที่เกิดขึ้นเมื่อเชื้ออย่างมาลาสซีเซียย่อยสลายไขมัน พูดง่าย ๆ คือยิ่งเชื้อมีอาหารให้กินมาก กลิ่นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

เมื่อสครับขจัดก้อนไขมันและเซลล์ผิวที่คั่งค้างออกไป อาหารที่เชื้อจะย่อยสลายก็ลดลงตามไปด้วย เมื่ออาหารลดลง สารที่ก่อกลิ่นซึ่งเกิดจากกระบวนการย่อยสลายก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน จึงถือได้ว่าเป็นวิธีที่ไม่ใช่การกลบกลิ่นด้วยความหอม แต่เป็นการขจัดต้นตอที่ก่อให้เกิดกลิ่นออกไปโดยตรง

อาการคันบรรเทาลงได้อย่างไร?

หากตามหาสาเหตุของอาการคัน สุดท้ายก็ย้อนกลับไปที่รูขุมขนอุดตันเช่นกัน เพราะสารระคายเคืองที่เกิดจากการย่อยสลายไขมันที่คั่งค้างจะไปกระตุ้นปลายประสาทบนหนังศีรษะอยู่ตลอด คล้ายกับรอยยุงกัดที่บวมและกระตุ้นเส้นประสาทซ้ำ ๆ สารระคายเคืองในหนังศีรษะก็ส่งสัญญาณคันซ้ำ ๆ เช่นเดียวกัน

เมื่อสครับเปิดรูขุมขนให้โล่งขึ้น ไขมันก็จะไหลออกมาตามธรรมชาติ ไม่คั่งค้างอยู่จุดเดียว โอกาสที่จะเกิดสารระคายเคืองและระยะเวลาที่ไปกระตุ้นเส้นประสาทจึงลดลง มีรายงานว่าอาการคันจะทุเลาลงจากผลนี้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีที่อักเสบลึกอยู่แล้ว เช่น โรคผิวหนังอักเสบชนิดต่อมไขมันบนหนังศีรษะ (seborrheic dermatitis) ที่ลุกลามไปแล้ว การสครับเพียงอย่างเดียวอาจแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด หากอาการเป็นนานควรพิจารณาไปพบแพทย์ผิวหนังร่วมด้วยจะปลอดภัยกว่า

ควรสครับหนังศีรษะบ่อยแค่ไหน?

เกณฑ์ในการกำหนดรอบเวลาคือความเร็วในการผลิตไขมันขึ้นมาใหม่ คนที่ต่อมไขมันทำงานมากก็จะมีรูขุมขนอุดตันซ้ำเร็วตามไปด้วย

  • หากไขมันหลั่งออกมามากและหนังศีรษะมันเยิ้มง่าย ควรสครับทุก 1 ถึง 2 สัปดาห์ เพราะไขมันสะสมกลับมาเร็ว รอบการทำความสะอาดก็ต้องถี่ตามเพื่อให้สมดุล
  • หากหนังศีรษะอยู่ในระดับปกติทั่วไป ควรสครับทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์ ซึ่งสอดคล้องกับรอบการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องสครับบ่อยก็ดูแลได้เพียงพอ
  • หากหนังศีรษะแห้งหรือบอบบางง่าย ควรเว้นระยะให้นานขึ้นเป็นทุก 4 ถึง 6 สัปดาห์ เพราะหนังศีรษะที่เกราะป้องกันอ่อนแอจะไวต่อการระคายเคืองมากกว่า หากสครับบ่อยเกินไป ความชื้นจะระเหยออกจากชั้นผิวที่บางลงได้ง่าย ทำให้แห้งและระคายเคืองรุนแรงขึ้น

กล่าวคือการสครับไม่ใช่ว่ายิ่งบ่อยยิ่งดี แต่ต้องปรับให้เข้ากับความเร็วในการผลิตไขมันของหนังศีรษะแต่ละคนจึงจะได้ผลยาวนาน ฤดูกาลก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรพิจารณา ในช่วงฤดูร้อนที่เหงื่อและไขมันหลั่งมากขึ้น อาจร่นระยะให้ถี่ขึ้นเล็กน้อย ส่วนในฤดูหนาวที่อากาศแห้ง ควรเว้นระยะให้ห่างขึ้น จะช่วยให้เหมาะกับสภาพหนังศีรษะมากกว่า

หลังทำสครับควรดูแลตัวเองอย่างไร?

หลังสครับเสร็จใหม่ ๆ ชั้นเซลล์ผิวจะบางกว่าปกติ เปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่บางลงชั่วคราว ทำให้ไวต่อการระคายเคืองมากขึ้นเล็กน้อย

ดังนั้นในวันที่สครับ ควรหลีกเลี่ยงการเกาหนังศีรษะแรง ๆ ด้วยเล็บ และใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนแทนแชมพูที่ทำความสะอาดล้ำลึกเกินไป นอกจากนี้การเติมความชุ่มชื้นด้วยโทนเนอร์หรือเซรั่มสำหรับหนังศีรษะจะช่วยป้องกันไม่ให้แห้งในช่วงที่ชั้นเซลล์ผิวที่บางลงกำลังฟื้นตัว ในช่วง 2 ถึง 3 วันหลังสครับ ควรล้างด้วยน้ำอุ่นเป็นเวลาสั้น ๆ แทนการล้างด้วยน้ำร้อนนาน ๆ จะช่วยลดการระคายเคืองได้มากกว่า

ใครที่จะได้ประโยชน์จากการสครับมากที่สุด?

ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องสครับหนังศีรษะในระดับเดียวกัน เพราะประโยชน์ที่ได้รับจะแตกต่างกันไปตามสภาพหนังศีรษะ จึงควรสำรวจก่อนว่าหนังศีรษะของตัวเองใกล้เคียงกับแบบไหน

  • คนที่สระผมแล้วแต่กลับมันเยิ้มอีกครั้งภายในครึ่งวันจะได้ประโยชน์มาก เพราะหมายความว่าต่อมไขมันหลั่งไขมันออกมามาก รูขุมขนก็อุดตันเร็วตามไปด้วย
  • คนที่มักเห็นเซลล์ผิวเล็ก ๆ บนหนังศีรษะบ่อย ๆ หรือกังวลเรื่องกลิ่นก็เช่นเดียวกัน ตามที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ จุดที่มีเซลล์ผิวและไขมันสะสมจะกลายเป็นเวทีให้เชื้อทำงาน การจัดการเวทีนั้นให้สะอาดอยู่เสมอจึงเป็นประโยชน์
  • ในทางกลับกัน หากหนังศีรษะแห้งและรู้สึกตึงบ่อย ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องสครับบ่อยนัก เพราะไขมันมีน้อยอยู่แล้ว วัตถุดิบที่จะอุดตันจึงมีไม่มาก หากสครับบ่อยเกินไปอาจยิ่งขจัดเกราะป้องกันที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วออกไป ทำให้ไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น

ที่สำคัญที่สุดคือ หากหนังศีรษะมีบาดแผล มีน้ำเหลืองไหล หรืออักเสบรุนแรง ควรเลื่อนการสครับออกไปก่อนจะปลอดภัยกว่า เพราะแรงเสียดสีในสภาพเช่นนี้อาจไปกระตุ้นการอักเสบให้รุนแรงขึ้น ควรเริ่มสครับหลังจากอาการสงบลงแล้วจะดีกว่า

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

รักษาเซ็บเดิร์มหนังศีรษะอย่างไรดี ตั้งแต่เชื้อ Malassezia แชมพูยา จนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

แม้สระผมแล้วไม่กี่วันรังแค รอยแดง และอาการคันก็กลับมาอีก นี่อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ บทความนี้เริ่มจากเชื้อ Malassezia ที่เป็นต้นเหตุ แล้วเรียงลำดับวิธีรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ ยารับประทาน ไปจนถึงการขัดผิวหนังศีรษะ พร้อมวิธีดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ และหลักฐานจริงของหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะรุ่นใหม่ อธิบายให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Skincare

ครีมกันแดดฟิสิคัลกับเคมี หลักการป้องกันรังสียูวีที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง และวิธีใช้ให้ถูกต้อง

ครีมกันแดดฟิสิคัลกับเคมีมีหลักการป้องกันรังสียูวีที่ต่างกันตั้งแต่ต้น ตัวหนึ่งสะท้อนแสงออกไป ส่วนอีกตัวดูดซับแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน ความต่างนี้เองที่ทำให้เกิดคราบขาว การระคายเคือง และความคงทนที่ไม่เหมือนกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความต่างของรังสี UVA และ UVB ไปจนถึงวิธีใช้ที่ถูกต้อง โดยเน้นที่กลไกการทำงานเป็นหลัก

By Dr. Kim

Lifting

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว

เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก

By Dr. Kim

Back to articles