prettytime
Skincare

ครีมกันแดดฟิสิคัลกับเคมี หลักการป้องกันรังสียูวีที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง และวิธีใช้ให้ถูกต้อง

By Dr. Kim2 min read

แม้ไม่ใช่หน้าร้อน หลายคนก็รู้ดีว่าครีมกันแดดเป็นสิ่งที่ต้องทาทุกวัน แต่พอลองพลิกดูฉลากส่วนผสม กลับเจอคำแปลกๆ อย่างครีมกันแดดฟิสิคัลกับเคมี ซึ่งอธิบายความต่างที่แท้จริงได้ไม่ง่ายนัก

ความจริงแล้วสองแบบนี้ป้องกันรังสียูวีด้วยวิธีที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แบบหนึ่งสะท้อนแสงออกจากผิว อีกแบบหนึ่งดูดซับแสงเข้าไปแล้วกำจัดทิ้งไปเลย เมื่อเข้าใจหลักการนี้แล้ว ก็จะเข้าใจไปด้วยว่าทำไมครีมบางตัวถึงทาแล้วหน้าขาวโพลน ในขณะที่บางตัวทาแล้วผิวระคายเคือง

รังสี UVA กับ UVB ส่งผลต่อผิวต่างกันอย่างไร?

รังสียูวีในแสงแดดแบ่งตามความยาวคลื่น รังสี UVA มีความยาวคลื่นมากกว่า (320-400nm) จึงทะลุลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นชั้นที่มีคอลลาเจน โปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำความยืดหยุ่นของผิว รังสี UVA จึงไปถึงเสาค้ำเหล่านี้และค่อยๆ ทำลายมันทีละน้อย

เพราะอย่างนั้น รังสี UVA จึงไม่แสดงผลทันทีเหมือนแดดเผา แต่กลับเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อยเมื่อสะสมนานหลายสิบปี ที่น่ากลัวกว่านั้นคือมันมีพลังทะลุกระจกได้ ดังนั้นแม้อยู่ในบ้านก็ยังโดนรังสีนี้อยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น คนที่นั่งใกล้หน้าต่างเป็นเวลานาน แม้ผิวจะไม่ไหม้แดด แต่ก็มักรู้สึกว่าผิวหมองคล้ำลงเรื่อยๆ ซึ่งนั่นคือผลจากรังสี UVA ที่สะสมทีละนิดนั่นเอง

ในทางกลับกัน รังสี UVB มีความยาวคลื่นสั้นกว่า (290-320nm) จึงไปไม่ถึงชั้นหนังแท้ ส่วนใหญ่ถูกดูดซับที่ผิวชั้นนอกสุดคือหนังกำพร้า แต่เพราะพลังงานสูง จึงทำให้เกิดแดดเผาได้ในเวลาสั้นๆ อาการผิวแดงจัดหลังไปเที่ยวทะเลเพียง 1 ถึง 2 ชั่วโมงก็มาจากรังสี UVB นี่เอง

ชั้นหนังกำพร้ามีเส้นประสาทและเส้นเลือดอยู่หนาแน่น เมื่อรังสี UVB กระตุ้นเซลล์ ร่างกายจึงตอบสนองทันทีด้วยอาการแดงและแสบร้อน ตรงกันข้ามกับชั้นหนังแท้ที่ตอบสนองต่อการกระตุ้นได้ช้ากว่า แม้รังสี UVA จะสะสมความเสียหายไปเรื่อยๆ ก็ไม่ทำให้เจ็บหรือแดงในทันที จึงผ่านไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครรู้ตัว

ครีมกันแดดฟิสิคัลสะท้อนรังสียูวีได้อย่างไร

ครีมกันแดดฟิสิคัลใช้อนุภาคโลหะขนาดจิ๋ว เช่น ซิงค์ออกไซด์ (zinc oxide) หรือไทเทเนียมไดออกไซด์ (titanium dioxide) เป็นวัตถุดิบหลัก อนุภาคเหล่านี้จะเกาะตัวเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ อยู่บนผิว

เมื่อรังสียูวีวิ่งเข้ามาหาผิว อนุภาคโลหะเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือนกระจกบานเล็กๆ คอยสะท้อนหรือกระเจิงแสงออกไปรอบทิศทาง พูดง่ายๆ คือมันเบี่ยงทิศทางแสงตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าถึงผิวเลยด้วยซ้ำ ลองนึกถึงผ้าห่มฟอยล์เงินที่ใช้พันตัวตอนปีนเขาหน้าหนาว ฟอยล์นั้นสะท้อนความร้อนที่กำลังจะออกจากร่างกายกลับเข้าไป อนุภาคโลหะในครีมกันแดดฟิสิคัลก็ทำงานคล้ายกัน เพียงแต่สะท้อนรังสียูวีออกไปก่อนที่จะสัมผัสผิว

ด้วยวิธีนี้ ครีมกันแดดฟิสิคัลจึงกันไม่ให้รังสียูวีมาสัมผัสเซลล์ผิวเลยตั้งแต่แรก ทำให้ป้องกันได้โดยไม่ต้องผ่านปฏิกิริยาเคมีใดๆ จึงมีการระคายเคืองน้อย และถือว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผิวบอบบางหรือผิวเด็กทารก เพราะปฏิกิริยาเคมีต้องอาศัยการที่สารจับตัวกับผิวก่อน แต่ครีมกันแดดฟิสิคัลไม่มีขั้นตอนนั้นเลย โอกาสเกิดการระคายเคืองหรือแพ้จึงต่ำตามไปด้วย

อีกจุดที่น่าสนใจคือ การสะท้อนแสงเป็นการทำงานเชิงกายภาพ จึงให้ผลป้องกันได้ทันทีตั้งแต่วินาทีที่ทา ไม่ต้องรอเวลาให้ส่วนผสมซึมเข้าผิวแล้วเกิดปฏิกิริยาก่อนเหมือนอีกแบบ นี่เองคือเหตุผลที่ครีมกันแดดฟิสิคัลเหมาะกับเวลาที่ต้องรีบออกจากบ้านกะทันหัน

ครีมกันแดดเคมีดูดซับรังสียูวีแล้วกำจัดทิ้งได้อย่างไร?

ครีมกันแดดเคมีใช้สารประกอบคาร์บอน เช่น อโวเบนโซน (avobenzone) หรือออกทิโนเซต (octinoxate) แทนที่จะสะท้อนแสงออก สารเหล่านี้จะดูดซับพลังงานรังสียูวีเข้าสู่ตัวมันเองโดยตรง

โมเลกุลที่ดูดซับรังสียูวีเข้าไปจะเข้าสู่สภาวะพลังงานสูงชั่วขณะ ไม่เสถียร คล้ายสปริงที่ถูกกดจนสุดแล้วดีดกลับ โมเลกุลนี้จะคืนตัวกลับสู่รูปเดิมทันที พร้อมกับปล่อยพลังงานที่ดูดซับไว้ออกมาเป็นความร้อน คล้ายกับตอนที่มือแตะหม้อร้อนแล้วรีบดึงออก แม้จะรับความร้อนเข้ามาชั่วขณะ แต่ก็ไม่ได้เก็บไว้นาน รีบปล่อยความร้อนออกแล้วกลับสู่สภาพเดิมทันที

สุดท้ายแล้ว พลังงานแสงอันตรายจากรังสียูวีจะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนเล็กๆ น้อยๆ แล้วสลายไปก่อนที่จะทำอันตรายต่อผิว เพียงแต่เมื่อกระบวนการนี้เกิดซ้ำไปเรื่อยๆ ตัวสารเองก็จะค่อยๆ สลายตัวไปด้วย ทำให้ครีมกันแดดเคมีมีประสิทธิภาพในการป้องกันที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เหมือนสปริงที่ถูกกดแล้วดีดกลับซ้ำๆ นับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายความยืดหยุ่นก็จะเสื่อมลง โมเลกุลของครีมกันแดดเคมีก็เช่นกัน เมื่อต้องดูดซับรังสีแล้วปล่อยความร้อนออกซ้ำนับร้อยครั้งต่อวัน โครงสร้างก็จะค่อยๆ เสียหายไปทีละน้อย

และต่างจากครีมกันแดดฟิสิคัล ครีมกันแดดเคมีไม่ให้ผลป้องกันในทันที เพราะส่วนผสมต้องเกาะตัวเป็นฟิล์มบางๆ บนผิวให้มั่นคงก่อน ปฏิกิริยาการดูดซับถึงจะเริ่มทำงานได้เต็มที่ จึงแนะนำให้ทาล่วงหน้า 20-30 นาทีก่อนออกแดด หากข้ามขั้นตอนนี้แล้วออกไปตากแดดทันที ก็เท่ากับรับรังสียูวีในช่วงที่สารยังไม่พร้อมทำงาน

ทำไมคราบขาวจึงเกิดกับครีมกันแดดฟิสิคัลมากเป็นพิเศษ?

คราบขาวคืออาการที่ผิวดูขาวโพลนขึ้นหลังทาครีมกันแดด ซึ่งมักพบในครีมกันแดดฟิสิคัลเป็นหลัก

สาเหตุอยู่ที่ขนาดอนุภาค อนุภาคซิงค์ออกไซด์และไทเทเนียมไดออกไซด์มีคุณสมบัติสะท้อนแสงที่ตามองเห็นได้บางส่วนไปด้วย แม้ทาบางๆ ก็ยังดูเหมือนมีฟิล์มขาวเคลือบอยู่บนผิว เหมือนการทาสีขาวลงบนผนังแค่ชั้นเดียวบางๆ ก็ยังกลบสีเดิมด้านล่างจนดูขาวโพลนไปหมด เมื่ออนุภาคสะท้อนแสงออก สีผิวที่อยู่ข้างใต้จึงไม่สามารถเผยให้เห็นได้ตามปกติ แล้วกลายเป็นเหมือนมีฟิล์มขาวเคลือบทับอยู่แทน

ช่วงหลังมานี้มีผลิตภัณฑ์ที่บดอนุภาคให้ละเอียดจนถึงขนาดนาโนมากขึ้น ทำให้คราบขาวลดลงไปมาก แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดได้หมดจดร้อยเปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน ครีมกันแดดเคมีไม่สะท้อนแสง มีแต่ดูดซับอย่างเดียว จึงมักทาแล้วเนียนใสเข้ากับผิวได้ดีกว่า

ค่า SPF และ PA แต่ละตัวป้องกันอะไรบ้าง?

บนบรรจุภัณฑ์ครีมกันแดดมักมีค่าสองตัวกำกับไว้คู่กันคือ SPF และ PA ซึ่งวัดจากรังสียูวีคนละชนิดกัน

SPF (Sun Protection Factor) คือค่าที่บอกว่าผลิตภัณฑ์ป้องกันรังสี UVB ได้มากแค่ไหน ตัวเลขยิ่งสูง ยิ่งช่วยยืดเวลาก่อนที่ผิวจะเริ่มแดงได้นานขึ้น เช่น ถ้าผิวที่ไม่ทาอะไรเลยเริ่มแดงภายใน 10 นาที SPF15 ในทางทฤษฎีจะช่วยยืดเวลานั้นออกไปได้ถึง 15 เท่า หรือ 150 นาที แต่ในความเป็นจริง เหงื่อและแรงเสียดสีมักทำให้หลุดเร็วกว่าตัวเลขที่คำนวณไว้ จึงไม่ควรเชื่อตัวเลขเพียงอย่างเดียวแล้วข้ามการทาซ้ำไป ส่วน PA (Protection Grade of UVA) บอกระดับการป้องกันรังสี UVA เครื่องหมาย + ยิ่งมากอย่างเช่น PA+++ ยิ่งหมายถึงป้องกันได้มากขึ้น

การมีค่าใดค่าหนึ่งสูงเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะต้องป้องกันทั้งรังสี UVA ที่ทำลายชั้นหนังแท้ และรังสี UVB ที่ทำให้แดดเผาไปพร้อมกัน จึงควรเลือกครีมกันแดดที่มีทั้งค่า SPF และ PA สูงควบคู่กันไป

ควรทาครีมกันแดดปริมาณเท่าไร บ่อยแค่ไหนถึงจะได้ผลจริง?

ครีมกันแดดจะให้ผลป้องกันได้ตามค่าที่ระบุไว้บนฉลาก ก็ต่อเมื่อทาในปริมาณที่เหมาะสมและทาซ้ำตามรอบเวลาที่ถูกต้อง ลองตรวจสอบตามนี้

  • ทาให้ทั่วใบหน้าในปริมาณอย่างน้อยเท่าเหรียญห้าบาท: ค่า SPF และ PA ที่ทดสอบมาได้นั้น วัดจากการทาหนาระดับนี้เป็นมาตรฐาน หากทาบางเกินไป ประสิทธิภาพจริงจะต่ำกว่าที่ระบุไว้บนฉลากมาก
  • ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงหลังออกแดด: ครีมกันแดดเคมีจะสลายตัวไปเรื่อยๆ ขณะดูดซับรังสียูวี ส่วนครีมกันแดดฟิสิคัลก็ถูกเหงื่อและความมันชะล้างออกไป ทำให้ฟิล์มบางลงตามเวลาที่ผ่านไป
  • ทาแม้วันที่ฟ้าครึ้ม: เมฆบดบังแสงที่มองเห็นได้ก็จริง แต่รังสียูวีส่วนใหญ่ยังคงทะลุผ่านมาได้อยู่ดี แม้แดดจะดูอ่อนลง ผิวก็ยังคงโดนรังสียูวีอยู่ตลอด

สุดท้ายแล้ว ประสิทธิภาพจริงของครีมกันแดดขึ้นอยู่กับว่าทาหนาแค่ไหนและทาซ้ำบ่อยแค่ไหนเป็นหลัก ถ้ารู้สึกยุ่งยากที่ต้องทาซ้ำทับเมคอัพด้วยมือ การใช้คุชชั่นหรือสเปรย์ที่มีค่ากันแดดทาทับก็เป็นทางเลือกที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

เลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับผิวตัวเองได้อย่างไร?

ยากที่จะฟันธงว่าครีมกันแดดฟิสิคัลหรือเคมีดีกว่ากันแบบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนว่าเข้ากับแบบไหนมากกว่า

หากผิวบอบบางหรือแดงง่ายเมื่อโดนสิ่งกระตุ้น ครีมกันแดดฟิสิคัลมักให้ความรู้สึกสบายผิวมากกว่า เพราะเป็นการป้องกันเชิงกายภาพที่ไม่ต้องผ่านปฏิกิริยาเคมี โอกาสเกิดการระคายเคืองจึงต่ำกว่า

ในทางกลับกัน หากผิวมันง่ายและกังวลเรื่องคราบขาว ครีมกันแดดเคมีที่เนื้อบางเบาและเนียนใสมักเป็นตัวเลือกที่หลายคนชื่นชอบมากกว่า แต่ก็มีรายงานว่าส่วนผสมบางตัวในครีมกันแดดเคมีอาจทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัสได้ หากทาแล้วรู้สึกแสบหรือแดงซ้ำๆ การเปลี่ยนไปลองส่วนผสมอื่นก็เป็นทางออกหนึ่ง

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์แบบผสมทั้งสองระบบเข้าด้วยกันออกมามากขึ้น โดยอาศัยทั้งการสะท้อนและการดูดซับพร้อมกัน เพื่อลดคราบขาวแต่ยังคงประสิทธิภาพการป้องกันไว้ อีกวิธีหนึ่งคือแบ่งใช้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ใช้ครีมกันแดดฟิสิคัลกับใบหน้าที่บอบบางง่าย และใช้ครีมกันแดดเคมีเนื้อบางเบากับแขนขาที่โดนแดดบ่อย หลายคนเลือกใช้แบบผสมผสานเช่นนี้ สุดท้ายแล้วคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้ตายตัวเพียงแบบเดียว แต่เป็นกระบวนการค่อยๆ หาสิ่งที่เหมาะสมโดยฟังจากสัญญาณที่ผิวของตัวเองบอกมา

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA). </content>

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว

เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก

By Dr. Kim

Skincare

หลักการสครับหนังศีรษะ ขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่อุดตันรูขุมขน ฟื้นฟูสมดุลหนังศีรษะ พร้อมรอบเวลาที่เหมาะสม

การสครับหนังศีรษะคือการดูแลที่ช่วยขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่สะสมจนอุดตันรูขุมขน เพื่อคืนสมดุลให้หนังศีรษะ บทความนี้อธิบายตั้งแต่สาเหตุที่รูขุมขนอุดตันทำให้เกิดกลิ่นและอาการคัน ไปจนถึงสิ่งที่การสครับขจัดออกจริง ๆ และควรทำบ่อยแค่ไหนจึงจะปลอดภัย โดยเน้นอธิบายตามหลักการ

By Dr. Kim

Pigment

กระกับฝ้าหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ทำไมวิธีรักษาถึงตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

มองผ่าน ๆ กระและฝ้าดูเหมือนจุดสีน้ำตาลที่แยกกันยาก แต่ตำแหน่งที่เม็ดสีฝังตัวอยู่ใต้ผิวและสาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ความต่างนี้เองเป็นตัวกำหนดว่าควรเลือกเลเซอร์แรงหรือโทนนิ่งแบบอ่อน และทำไมมีแค่ฝ้าเท่านั้นที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยเป็นพิเศษ บทความนี้อธิบายให้เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Back to articles