prettytime
Pigment

กระกับฝ้าหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ทำไมวิธีรักษาถึงตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

By Dr. Lee1 min read

ส่องกระจกแล้วเห็นจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ แถวโหนกแก้มหรือรอบจมูก หลายคนแยกไม่ออกว่านี่คือกระหรือฝ้ากันแน่ เพราะทั้งคู่เป็นสีน้ำตาลเหมือนกัน และมักขึ้นบริเวณกลางใบหน้าเหมือนกันด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนมีทั้งสองอย่างขึ้นพร้อมกันบนใบหน้าเดียว ทำให้การแยกด้วยตาเปล่าไม่ง่ายอย่างที่คิด

แต่ในทางผิวหนัง วิธีรักษาทั้งสองอย่างนี้ต่างกันคนละขั้ว บางจุดหมอยิงเลเซอร์แรงตั้งแต่ครั้งแรก แต่บางจุดต้องใช้พลังงานที่อ่อนกว่ามาก เว้นระยะห่างกันสัปดาห์ละครั้ง แล้วทำซ้ำ 5 ถึง 10 ครั้ง ที่แย่กว่านั้นคือถ้ายิงเลเซอร์ตัวเดียวกันแรง ๆ ผิดจุด สีอาจยิ่งเข้มขึ้นแทนที่จะจางลง การเข้าใจว่าทำไมแนวทางถึงตรงข้ามกันขนาดนี้ จะช่วยให้พอเดาได้ว่าจุดบนหน้าของเราเป็นแบบไหน

ทำไมกระถึงฝังตัวอยู่แค่ชั้นตื้น ๆ เท่านั้น?

กระเกิดอยู่แค่ในหนังกำพร้าซึ่งเป็นชั้นนอกสุดของผิว โดยเฉพาะที่ชั้นล่างสุดของหนังกำพร้าที่เรียกว่าชั้นฐาน หนังกำพร้าคือผิวบาง ๆ ที่เรามองเห็นได้ตรง ๆ ด้วยตา และในชั้นฐานนี้มีเซลล์เมลาโนไซต์อยู่ ซึ่งเปรียบเหมือนโรงงานเล็ก ๆ ที่ผลิตเม็ดสี

กระมักเกิดในคนที่เมลาโนไซต์ไวต่อรังสียูวีเป็นพิเศษตามพันธุกรรม พอโดนแดด เมลาโนไซต์ตรงจุดนั้นจะปล่อยเม็ดสีออกมามากเป็นพิเศษ จนกลายเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กเท่าเมล็ดข้าวโพดคั่วที่ฝังตัวอยู่แค่ชั้นตื้นของหนังกำพร้า ความลึกที่น้อยและตำแหน่งที่จำกัดอยู่ในชั้นเดียวนี้คือลักษณะเด่นที่สุดของกระ

ทำไมฝ้าถึงไวต่อการกระตุ้นเป็นพิเศษ?

ฝ้าต่างจากกระตรงที่ตำแหน่งที่ฝังตัวลึกกว่าและคลุมเครือกว่า ลักษณะที่ปรากฏก็เป็นปื้นกว้างแทนที่จะเป็นจุดเล็ก ๆ มีรายงานว่าเม็ดสีของฝ้าไม่ได้อยู่แค่หนังกำพร้า แต่มักลามลงไปถึงชั้นหนังแท้ส่วนตื้นด้วย หนังแท้คือชั้นที่อยู่ใต้หนังกำพร้าโดยตรง เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทวิ่งผ่าน

สาเหตุที่ฝ้าไวต่อการกระตุ้นเป็นพิเศษ เพราะเมลาโนไซต์ที่ผลิตเม็ดสีของฝ้าอยู่ในสภาพที่ตื่นตัวง่ายผิดปกติ ไม่ใช่แค่รังสียูวีเท่านั้น แต่ความร้อน แรงเสียดสี หรือแม้แต่การอักเสบเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีรายงานว่ากระตุ้นให้เมลาโนไซต์ทำงานหนักขึ้นและผลิตเม็ดสีเพิ่ม ด้วยเหตุนี้ ถ้าให้การกระตุ้นที่รุนแรงกับผิวที่เป็นฝ้า ตัวการกระตุ้นนั้นเองอาจกลายเป็นตัวจุดชนวนให้สีเข้มขึ้นแทนที่จะจางลง

ทำไมฮอร์โมนกับรังสียูวีถึงมีผลต่อฝ้ามากขนาดนี้?

มีรายงานว่าฝ้ามักปรากฏขึ้นหรือเข้มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ช่วงกินยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด หรือช่วงก่อนและหลังวัยหมดประจำเดือนที่ฮอร์โมนแปรปรวน คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางคือฮอร์โมนเพศหญิงอย่างเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนทำหน้าที่เป็นสัญญาณกระตุ้นเมลาโนไซต์

รังสียูวีก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝ้าแย่ลงเช่นกัน เมื่อโดนแดด เมลาโนไซต์จะได้รับสัญญาณให้ผลิตเม็ดสีแรงขึ้น และเมลาโนไซต์ของฝ้าที่ไวต่อการกระตุ้นอยู่แล้วมักตอบสนองเกินกว่ากระเมื่อโดนแดดปริมาณเท่ากัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่การกันแดดถูกเน้นย้ำว่าสำคัญพอ ๆ กับการรักษาสำหรับคนที่เป็นฝ้า

เลเซอร์แรงกับโทนนิ่งอ่อน เลือกอย่างไหนดูจากอะไร?

เพราะกระอยู่ตื้นและจำกัดอยู่แค่ชั้นเดียวของหนังกำพร้า วิธีที่เหมาะคือเล็งจุดนั้นให้แม่นแล้วทำลายให้เด็ดขาดในครั้งเดียว เครื่องที่ใช้บ่อยคือคิวสวิตช์เลเซอร์ (Q-switched laser) เลเซอร์ชนิดนี้ปล่อยพลังงานสูงในเสี้ยววินาที ทำลายเฉพาะเม็ดสีอย่างฉับพลัน เพราะเป้าหมายตื้นและชัดเจน จึงมีรายงานว่าเว้นระยะห่างประมาณ 4 ถึง 8 สัปดาห์ ทำเพียง 1 ถึง 3 ครั้งก็เห็นผลได้ดี

ฝ้ากลับต้องเข้าหาแบบตรงข้าม เพราะถ้าใช้เลเซอร์แรงเพียงครั้งเดียว ความร้อนที่เกิดขึ้นอาจไปกระตุ้นเมลาโนไซต์ที่ไวอยู่แล้วให้ตื่นตัวมากขึ้น จนสีเข้มขึ้นแทนที่จะจางลง จึงต้องใช้เลเซอร์ตระกูลเดียวกันแต่ลดพลังงานลงมาก เว้นระยะห่างสัปดาห์ละครั้ง แล้วทำซ้ำ 5 ถึง 10 ครั้ง เรียกว่าเลเซอร์โทนนิ่ง (laser toning) แทนที่จะทำลายแรง ๆ ในครั้งเดียว โทนนิ่งจะแบ่งการกระตุ้นเบา ๆ ออกเป็นหลายครั้ง เพื่อไม่ให้เมลาโนไซต์ตื่นตัว แต่ค่อย ๆ ทำให้สีจางลงทีละน้อย พูดง่าย ๆ คือวิธีรักษาต่างกันตามระดับความทนทานของผิวต่อความแรงและการกระตุ้น

ทำไมฝ้าถึงเข้มขึ้นได้หลังทำเลเซอร์?

จุดที่ต้องระวังที่สุดในการรักษาฝ้าคือตรงนี้เอง ถ้าใช้เลเซอร์แรงเกินความจำเป็น หรือเว้นระยะการทำใกล้กันเกินไป การกระตุ้นนั้นอาจทำให้เกิดการอักเสบ และการอักเสบนี้ก็จะไปกระตุ้นเมลาโนไซต์ให้ผลิตเม็ดสีเพิ่มอีก กลายเป็นวงจรที่ซ้ำร้ายลงเรื่อย ๆ ภาวะนี้เรียกว่าภาวะเม็ดสีเพิ่มหลังการอักเสบ พูดง่าย ๆ คือระหว่างที่แผลกำลังหาย ผิวจะปล่อยเม็ดสีออกมาปกป้องตัวเองมากขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

ด้วยเหตุนี้ การรักษาฝ้าจึงแนะนำให้เริ่มจากพลังงานต่ำก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับตามการตอบสนองของผิว แทนที่จะเร่งความแรงสูงสุดตั้งแต่แรก และควรเว้นระยะการทำแต่ละครั้งอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวมีเวลาฟื้นตัวเต็มที่ ในขณะที่กระไม่ได้ไวต่อการกระตุ้นมากขนาดนั้น จึงเข้าหาได้ค่อนข้างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลมาก

ทำไมฝ้าถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยกว่ากระ?

จุดที่กระถูกกำจัดไปแล้วมักคงสภาพอยู่ได้ดี เพราะเมลาโนไซต์ที่ไวต่อยูวีอยู่เดิมยังอยู่ตำแหน่งเดิม ถ้าไม่ดูแลและยังโดนแดดมาก ๆ ต่อเนื่อง กระใหม่ก็เกิดขึ้นได้ แต่จุดที่ถูกลบไปแล้วเองมักไม่กลับมาเข้มขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุ

ฝ้าต่างออกไป เพราะสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดเม็ดสี ทั้งเมลาโนไซต์ที่ไวต่อการกระตุ้น ฮอร์โมน และการโดนรังสียูวี ยังคงอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่จางลงมีแค่สีที่มองเห็นภายนอกเท่านั้น จึงมีรายงานว่าหลังทำเลเซอร์แล้ว ถ้าละเลยการกันแดดหรือมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน สีก็มักกลับมาขึ้นที่จุดเดิมได้อีก โดยเฉพาะรังสียูวีในชีวิตประจำวันที่ยังส่งผลถึงผิวแม้ในวันที่ฟ้าครึ้ม จึงบอกว่าการระวังเฉพาะวันแดดจัดอย่างเดียวไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ การรักษาฝ้าจึงเน้นย้ำว่าไม่ควรจบแค่การทำครั้งเดียว แต่ต้องกันแดดอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการดูแลรักษาระยะยาว

จุดบนหน้าของเราเข้าข่ายแบบไหน?

มีเบาะแสง่าย ๆ บางข้อที่ช่วยแยกความแตกต่างระหว่างสองภาวะนี้ได้

  • ถ้าจุดมีขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวและขอบเขตชัดเจน มักเข้าข่ายกระ เพราะฝังตัวอยู่แค่ชั้นเดียวของหนังกำพร้า ขอบเขตจึงคมชัด
  • ถ้าจุดกระจายเป็นปื้นกว้างและขอบเขตพร่ามัว อาจสงสัยว่าเป็นฝ้าได้ เพราะเม็ดสีคาบเกี่ยวระหว่างหนังกำพร้ากับหนังแท้ชั้นตื้น ทำให้ขอบดูค่อย ๆ ไล่เฉดออกไปตามธรรมชาติ
  • ถ้าสีเข้มขึ้นในหน้าร้อนและจางลงในหน้าหนาวอย่างชัดเจน อาจเป็นกระที่ไวต่อรังสียูวี เพราะการผลิตเม็ดสีตอบสนองต่อปริมาณแดดที่ได้รับโดยตรง
  • ถ้าเกิดใหม่หรือเข้มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์หรือกินยาคุมกำเนิด มีแนวโน้มสูงว่าเป็นฝ้า เพราะช่วงเวลานั้นตรงกับที่ฮอร์โมนกำลังกระตุ้นเมลาโนไซต์

แน่นอนว่าหลายกรณีแยกด้วยตาเปล่าลำบาก และหลายคนก็มีทั้งสองอย่างปนกันอยู่บนใบหน้าเดียวกัน แม้ภายนอกจะดูคล้ายกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใต้ผิวต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าวินิจฉัยเองแล้วเลือกความแรงของเลเซอร์ผิด อาจทำให้สีเข้มขึ้นแทนที่จะจางลงได้ ดังนั้นการวินิจฉัยที่แม่นยำและการเลือกความแรงของการรักษาให้เหมาะสม จึงควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเสมอ เพื่อความปลอดภัยที่สุด

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

ปานสีกาแฟใส่นม เลเซอร์ลบออกได้จริงไหม ต่างจากไฝและฝ้าอย่างไร ทำไมกลับมาซ้ำบ่อย

ปานสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นมที่ขึ้นเป็นปื้นขอบชัดตามแก้มหรือแขน อาจไม่ใช่ฝ้าหรือไฝ แต่เป็นปานคาเฟ่โอเลต์ (cafe-au-lait) เม็ดสีชนิดนี้อยู่ตื้นในชั้นหนังกำพร้าเลเซอร์จึงเข้าถึงง่าย แต่ก็กลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยเช่นกัน มาดูกันว่าต่างจากไฝหรือฝ้าอย่างไร ทำไมถ้ามีหลายจุดต้องตรวจให้แน่ใจก่อน เลเซอร์ช่วยให้จางลงได้แค่ไหน และดูแลไม่ให้กลับมาซ้ำอย่างไร

By Dr. Kim

Pigment

ปานสีกาแฟใส่นม รักษาด้วยเลเซอร์จางลงแล้วทำไมยังชอบกลับมาใหม่อีก

ปานสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นมเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีในจุดนั้นทำงานหนักเกินปกติเฉพาะที่ เลเซอร์ทำได้แค่สลายเม็ดสีที่สะสมอยู่ แต่หยุดการทำงานของเซลล์ไม่ได้ จึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อย บทความนี้อธิบายหลักการ เหตุผลที่แต่ละคนตอบสนองต่างกัน และผลลัพธ์ที่ควรคาดหวังตามความเป็นจริง

By Dr. Kim

Filler

ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิกก็เหมือนกันหมด แต่ทำไมบางตัวอยู่ได้แค่ 6 เดือน บางตัวอยู่ได้นานถึง 2 ปี

ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิกใช้สารตัวเดียวกัน แต่แต่ละผลิตภัณฑ์กลับมีระยะเวลาคงอยู่และสัมผัสที่ต่างกันมาก ความแตกต่างนี้เกิดจากกระบวนการที่เรียกว่าครอสลิงก์ (crosslinking) และคุณสมบัติที่เรียกว่าวิสโคอิลาสติก (viscoelasticity) บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทั้งสองอย่างเชื่อมโยงไปถึงการเลือกสูตรตามตำแหน่งและกระบวนการสลายตัวของฟิลเลอร์อย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles