prettytime
Pigment

ปานสีกาแฟใส่นม รักษาด้วยเลเซอร์จางลงแล้วทำไมยังชอบกลับมาใหม่อีก

By Dr. Kim1 min read

ปานสีน้ำตาลอ่อน ๆ ที่ดูคล้ายกาแฟผสมนมจนคนเรียกกันว่า "ปานกาแฟใส่นม" ส่วนใหญ่เป็นมาตั้งแต่เกิดหรือเริ่มขึ้นให้เห็นตั้งแต่วัยเด็ก รูปร่างมักเป็นวงกลมหรือรียาว บางครั้งก็แผ่กว้างเป็นปื้นใหญ่

หลายคนเล่าตรงกันว่า พอทำเลเซอร์แล้วสีจางลงชัดเจน แต่พอเวลาผ่านไปสักพักสีก็ค่อย ๆ กลับมาอีก ยิ่งเข้าใจว่าทำไมปานชนิดนี้ถึงกลับมาซ้ำได้ง่ายกว่าปานสีอื่น ก็ยิ่งช่วยให้วางแผนการรักษาได้อย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น

ปานสีกาแฟใส่นมเกิดจากอะไร?

สีผิวของเราถูกกำหนดโดยเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีสีน้ำตาล เมลานินถูกผลิตขึ้นจากเซลล์เล็ก ๆ ที่เรียกว่าเมลาโนไซต์ ลองนึกภาพว่าเซลล์แต่ละตัวเป็นโรงงานจิ๋วที่คอยปั๊มสีออกมา จะเข้าใจง่ายขึ้น

ในบริเวณที่เป็นปานกาแฟใส่นม โรงงานเหล่านี้บางส่วนทำงานขยันเกินปกติ ผลิตเม็ดสีออกมามากกว่าบริเวณรอบข้าง เม็ดสีจึงไปสะสมหนาแน่นอยู่ตรงรอยต่อระหว่างชั้นหนังกำพร้ากับชั้นหนังแท้ และปรากฏให้เห็นเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อนบนผิว

ขนาดและความเข้มของปานแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่หลักการพื้นฐานเหมือนกันคือ เซลล์สร้างเม็ดสีในจุดนั้นทำงานกระตือรือร้นผิดปกติเฉพาะจุด

จุดที่น่าสนใจคือ เม็ดสีเมลานินในบริเวณนี้มักมีขนาดใหญ่กว่าปกติด้วย เรียกว่าเมลาโนโซมยักษ์ พูดง่าย ๆ คือโรงงานตรงนี้ปั๊มสีออกมาเป็นก้อนที่ทั้งใหญ่และเข้มกว่าปกติ ปานจึงเห็นชัดเจนแม้ในคนที่ผิวโดยรวมค่อนข้างขาว

ส่วนสาเหตุที่เม็ดสีไปกระจุกอยู่แค่จุดเดียว คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ เมลาโนไซต์เป็นเซลล์ที่ต้องเคลื่อนที่และแบ่งตัวกระจายไปทั่วผิวหนัง หากระหว่างการเคลื่อนที่นี้สัญญาณทางพันธุกรรมคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อยเฉพาะจุด เซลล์ในบริเวณนั้นก็จะตั้งรกรากอยู่พร้อมกับคุณสมบัติทำงานหนักกว่าปกติติดตัวไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ ขอบเขตของปานถึงมักคมชัดผิดสังเกต เพราะตำแหน่งและขอบเขตของมันถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ส่วนที่ดูเหมือนปานขยายใหญ่ขึ้นเมื่อโตขึ้นนั้น ก็ไม่ใช่ปานใหม่ที่งอกขึ้นมา แต่เป็นปานเดิมที่ขยายตามสัดส่วนไปพร้อมกับร่างกายที่เติบโตขึ้น

ทำไมรักษาด้วยเลเซอร์แล้วสีถึงชอบกลับมาใหม่อีก?

เลเซอร์ทำงานด้วยการทำลายเม็ดสีที่สะสมอยู่ให้แตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ในทันที แล้วปล่อยให้ร่างกายค่อย ๆ กำจัดเศษที่แตกนั้นออกไปเอง พูดให้ตรงคือเลเซอร์ทำลาย "เมลาโนโซม" หรือถุงบรรจุเม็ดสี ด้วยความร้อนหรือคลื่นกระแทก แต่ไม่ได้ทำลายเมลาโนไซต์ซึ่งเป็นตัวโรงงานที่ผลิตเม็ดสีขึ้นมาแต่แรก

เพราะฉะนั้นเมลาโนไซต์ในบริเวณปานจึงยังคงอยู่เหมือนเดิมหลังทำเลเซอร์ และนิสัยผลิตเม็ดสีมากเกินปกติก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม สถานการณ์คล้ายกับเช็ดน้ำที่ขังบนพื้นโดยไม่ได้ซ่อมท่อที่รั่วอยู่ น้ำก็ยังไหลออกมาขังใหม่อยู่ดี

เมื่อเวลาผ่านไป โรงงานตัวนั้นก็จะผลิตเม็ดสีเติมเข้ามาใหม่ ปานที่เคยจางลงจึงค่อย ๆ เริ่มเห็นชัดขึ้นอีกครั้ง ด้วยกลไกนี้เอง ปานกาแฟใส่นมจึงมีรายงานว่ากลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยกว่าโรคเม็ดสีชนิดอื่น

ความแตกต่างจะเห็นชัดขึ้นเมื่อเทียบกับปานโอตะ ซึ่งเป็นโรคเม็ดสีที่อยู่ลึกในชั้นหนังแท้ ปานโอตะเมื่อทำเลเซอร์เรียบร้อยแล้วมักคงผลอยู่ได้ค่อนข้างนาน ต่างจากปานกาแฟใส่นมที่เซลล์ในชั้นหนังกำพร้ายังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถึงจะใช้เลเซอร์ชนิดเดียวกัน ผลลัพธ์ก็มักอยู่ได้สั้นกว่า

ทำไมแต่ละคนตอบสนองต่อเลเซอร์ไม่เหมือนกัน?

แม้ใช้เครื่องเดียวกันรักษาบริเวณเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็มักไม่เหมือนกันในแต่ละคน สาเหตุหนึ่งคือความลึกของเม็ดสี บางคนเม็ดสีอยู่ตื้น ๆ แค่ชั้นหนังกำพร้า บางคนมีเม็ดสีปนอยู่ในชั้นหนังแท้ด้วย ทำให้ระดับที่เลเซอร์ดูดซับพลังงานเข้าไปแตกต่างกัน

ถ้าสีผิวเดิมค่อนข้างเข้ม เมลานินในผิวปกติก็จะดูดซับพลังงานเลเซอร์ไปพร้อมกันด้วย ผลที่ตามมาคือขอบเขตระหว่างปานกับผิวรอบข้างอาจดูเด่นชัดขึ้น หรือบางครั้งสีก็เข้มขึ้นชั่วคราว

ขนาดของปานและระยะเวลาที่เป็นมานานก็มีผลเช่นกัน ปานที่เป็นมานานและมีขนาดใหญ่มักมีจำนวนเซลล์สร้างเม็ดสีมากตามไปด้วย จึงมักต้องทำหลายครั้งกว่าจะจางลงเต็มที่ ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง

ประวัติการโดนแสงแดดก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่ง ปานที่ผ่านการโดนแดดบ่อยมักมีโรงงานเม็ดสีที่ทำงานคึกคักอยู่แล้ว ทำให้แม้จะจางลงทันทีหลังทำเลเซอร์ แต่สีก็มีแนวโน้มกลับมาเติมเร็วกว่าปกติ

ตำแหน่งที่รักษาก็มีผลไม่น้อยเช่นกัน บริเวณที่เลือดไหลเวียนดีอย่างใบหน้าหรือลำคอ ร่างกายจะกำจัดเม็ดสีที่ถูกทำลายแล้วออกไปได้เร็วกว่า ในขณะที่บริเวณอย่างหลังหรือต้นขาซึ่งเลือดไหลเวียนน้อยกว่า แม้ใช้เลเซอร์แบบเดียวกัน ก็มักใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล

ทำไมครีมไวท์เทนนิ่งหรือการผลัดผิวถึงไม่ค่อยได้ผล?

หลายคนเริ่มต้นด้วยการทาครีมไวท์เทนนิ่งกับปานกาแฟใส่นมก่อนเป็นอันดับแรก แต่ส่วนใหญ่บอกตรงกันว่าแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

ครีมไวท์เทนนิ่งทั่วไปทำงานที่ผิวชั้นบนสุด ช่วยให้เม็ดสีหลุดออกไปพร้อมกับเซลล์ผิวที่ผลัดตามธรรมชาติ แต่เม็ดสีของปานกาแฟใส่นมสะสมอยู่ลึกกว่านั้น คือตรงรอยต่อระหว่างชั้นหนังกำพร้ากับหนังแท้ ซึ่งเป็นจุดที่ตัวยาในครีมเข้าไปไม่ถึง เหมือนพยายามเช็ดคราบบนหลังคาจากนอกหน้าต่าง ยังไงก็เข้าไม่ถึงจุดนั้น

การผลัดผิวด้วยการฟอกก็ไม่ต่างกันนัก เพราะเป็นการลอกเฉพาะชั้นเคราตินที่ผิวบน จึงเอื้อมไม่ถึงเม็ดสีที่ฝังลึกตรงรอยต่อเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ การรักษาด้วยเลเซอร์ซึ่งส่งพลังงานเข้าไปถึงชั้นลึกได้จึงยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ผลดีกว่าสำหรับปานกาแฟใส่นม

ใช้เลเซอร์แบบไหน หลักการทำงานเป็นอย่างไร?

เครื่องที่นิยมใช้คือเลเซอร์คิวสวิตช์ (Q-switched) ซึ่งยิงพลังงานสูงในระยะเวลาสั้นมากเพื่อทำลายเฉพาะเม็ดสี หรือเลเซอร์พิโควินาที (picosecond) ซึ่งยิงพลังงานในระยะเวลาที่สั้นกว่านั้นอีก

เครื่องทั้งสองชนิดอาศัยคุณสมบัติที่เมลานินดูดซับแสงบางช่วงคลื่นได้ดีเป็นพิเศษ พลังงานจึงพุ่งเป้าไปที่เมลานินโดยเฉพาะ ส่วนเนื้อเยื่อปกติรอบข้างได้รับผลกระทบน้อยกว่า หลักการนี้เรียกว่าการสลายด้วยแสงแบบเลือกจุด (selective photothermolysis) พูดง่าย ๆ คือคล้ายการเล็งยิงเฉพาะจุดที่มีสีเข้มเท่านั้น

เลเซอร์พิโควินาทีมีรายงานว่าใช้แรงจากคลื่นกระแทกมากกว่าความร้อนในการสลายเม็ดสีให้แตกละเอียด จึงช่วยลดความเสียหายจากความร้อนไปพร้อมกับช่วยจัดการเม็ดสีได้ดีขึ้น

ก่อนรักษาควรคาดหวังผลลัพธ์แค่ไหนตามความเป็นจริง?

การรักษาปานกาแฟใส่นมเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังในการคาดการณ์ผลลัพธ์มากกว่าการรักษาเม็ดสีชนิดอื่น หากรู้ 3 ข้อต่อไปนี้ล่วงหน้า จะช่วยลดความผิดหวังหลังทำได้มาก

  • ส่วนใหญ่ปานจะค่อย ๆ จางลงทีละน้อยตลอด 5 ถึง 10 ครั้ง มากกว่าจะหายไปหมดในครั้งเดียว: เพราะเซลล์สร้างเม็ดสีไม่ได้ถูกจัดการหมดในครั้งเดียว แต่ตอบสนองเท่าที่เหลืออยู่ในแต่ละรอบเท่านั้น
  • แม้รักษาแล้ว สีก็ยังมีโอกาสกลับมาเมื่อเวลาผ่านไป: เพราะเมลาโนไซต์ที่ทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตเม็ดสียังคงอยู่เหมือนเดิม และสามารถกลับมาทำงานได้อีก
  • ผลลัพธ์แตกต่างกันมากในแต่ละคน: ความลึก ขนาด ตำแหน่งของปาน และสีผิวเดิมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้ทำหัตถการแบบเดียวกันก็ยังจางลงไม่เท่ากัน
  • หากทำถี่เกินไป อาจส่งผลเสียต่อผิวมากกว่าดี: เนื้อเยื่อที่ถูกทำลายต้องการเวลาฟื้นตัว จึงมักเว้นระยะห่างระหว่างครั้งประมาณ 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือน

มีวิธีป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างเด็ดขาดไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่ยืนยันได้ว่าป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของปานกาแฟใส่นมได้อย่างสมบูรณ์ แต่มีข้อมูลว่ารังสียูวีเป็นปัจจัยที่กระตุ้นเมลาโนไซต์ให้ผลิตเม็ดสีมากขึ้น

ดังนั้นการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอหลังการรักษา จะช่วยชะลอการกลับมาเป็นซ้ำ หรือลดความแตกต่างของสีระหว่างปานกับผิวรอบข้างให้เห็นเด่นน้อยลงได้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่โดนแดดบ่อย ควรทาซ้ำบ่อยขึ้นเป็นพิเศษ

การเว้นระยะระหว่างการรักษาแล้วคอยสังเกตอาการ จากนั้นทำเพิ่มเมื่อจำเป็น ถือเป็นวิธีจัดการที่สมเหตุสมผลที่สุดในปัจจุบัน หากเริ่มเห็นปานจางกลับมาอีก ก็ไม่จำเป็นต้องรีบทำซ้ำในทันที ควรเว้นระยะห่างจากครั้งก่อนให้เพียงพอ สังเกตสภาพผิวก่อน แล้วค่อยตัดสินใจจะปลอดภัยกว่า

ถ้าปานมีขนาดใหญ่หรือมีหลายจุดควรตรวจเพิ่มเติมไหม?

ปานกาแฟใส่นมส่วนใหญ่เป็นเพียงจุดที่เม็ดสีเข้มขึ้นเฉพาะที่ และไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพในตัวเอง แต่หากปานมีขนาดใหญ่ผิดปกติหรือมีจำนวนหลายจุดจนสังเกตเห็นได้ชัด แนะนำให้ไปตรวจสภาพผิวโดยรวมกับแพทย์ผิวหนัง

เพราะบางครั้งอาจมีสาเหตุอื่นแฝงอยู่นอกเหนือจากปานเม็ดสีธรรมดาเพื่อความสวยงาม หากรู้สึกว่าจำนวนหรือขนาดของปานเพิ่มขึ้นผิดปกติจากเดิม ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจก่อนวางแผนการรักษา โดยเฉพาะในกรณีที่เด็กมีปานขึ้นใหม่หลายจุดบนร่างกาย ควรตรวจสอบสภาพร่างกายให้ชัดเจนก่อน มากกว่าจะรีบทำหัตถการเพื่อความสวยงาม

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

ปานสีกาแฟใส่นม เลเซอร์ลบออกได้จริงไหม ต่างจากไฝและฝ้าอย่างไร ทำไมกลับมาซ้ำบ่อย

ปานสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นมที่ขึ้นเป็นปื้นขอบชัดตามแก้มหรือแขน อาจไม่ใช่ฝ้าหรือไฝ แต่เป็นปานคาเฟ่โอเลต์ (cafe-au-lait) เม็ดสีชนิดนี้อยู่ตื้นในชั้นหนังกำพร้าเลเซอร์จึงเข้าถึงง่าย แต่ก็กลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยเช่นกัน มาดูกันว่าต่างจากไฝหรือฝ้าอย่างไร ทำไมถ้ามีหลายจุดต้องตรวจให้แน่ใจก่อน เลเซอร์ช่วยให้จางลงได้แค่ไหน และดูแลไม่ให้กลับมาซ้ำอย่างไร

By Dr. Kim

Pigment

กระกับฝ้าหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ทำไมวิธีรักษาถึงตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

มองผ่าน ๆ กระและฝ้าดูเหมือนจุดสีน้ำตาลที่แยกกันยาก แต่ตำแหน่งที่เม็ดสีฝังตัวอยู่ใต้ผิวและสาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ความต่างนี้เองเป็นตัวกำหนดว่าควรเลือกเลเซอร์แรงหรือโทนนิ่งแบบอ่อน และทำไมมีแค่ฝ้าเท่านั้นที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยเป็นพิเศษ บทความนี้อธิบายให้เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Skincare

รอยสิวสีน้ำตาลที่ไม่ยอมจาง: สาเหตุของ PIH และวิธีดูแลที่ได้ผลจริง

รอยสีน้ำตาลที่หลงเหลือหลังสิวหายคือ PIH ซึ่งไม่ใช่แผลเป็น แต่เป็นปัญหาเรื่องเม็ดสี บทความนี้อธิบายว่าทำไม melanin จึงสะสมในบริเวณนั้น เหตุใดผลลัพธ์จึงแตกต่างกันตามประเภทผิว ส่วนผสมใดที่ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิก และทำไมเลเซอร์ถึงอาจทำให้อาการแย่ลงได้

By Dr. Lee

Back to articles