prettytime
Pigment

ปานสีกาแฟใส่นม เลเซอร์ลบออกได้จริงไหม ต่างจากไฝและฝ้าอย่างไร ทำไมกลับมาซ้ำบ่อย

By Dr. Kim2 min read

ถ้าแก้มข้างหนึ่งหรือแขนมีปื้นสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นม ขอบเขตค่อนข้างชัดเจน นั่นอาจไม่ใช่ฝ้าหรือไฝ แต่เป็นปานคาเฟ่โอเลต์ (cafe-au-lait) คำว่าคาเฟ่โอเลต์ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่ากาแฟใส่นม สีของปานก็คล้ายกันจริง ๆ จึงมักถูกเรียกว่าปานสีกาแฟหรือปานสีนมกาแฟ ปานชนิดนี้ส่วนใหญ่มีมาตั้งแต่เกิดหรือขึ้นตั้งแต่วัยเด็กเล็ก

ปานคาเฟ่โอเลต์เกิดจากเม็ดสีที่สะสมอยู่ในชั้นหนังกำพร้าซึ่งเป็นชั้นตื้น ๆ ของผิว มองผิวเผินจึงดูเหมือนปื้นสีผิวธรรมดาทั่วไป แต่ความจริงแล้วเม็ดสีชนิดนี้ตอบสนองต่อเลเซอร์แตกต่างกันมากในแต่ละคน และมีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำหลังรักษาค่อนข้างบ่อย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้ามีปานหลายจุดพร้อมกัน อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพอื่นที่ควรตรวจสอบก่อน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักปานคาเฟ่โอเลต์ว่าคืออะไร ต่างจากไฝหรือฝ้าอย่างไร เลเซอร์ช่วยให้จางลงได้มากแค่ไหน และควรดูแลอย่างไรไม่ให้กลับมาซ้ำ

ปานคาเฟ่โอเลต์คือเม็ดสีแบบไหนกันแน่

ปานคาเฟ่โอเลต์เกิดจากเมลานิน ซึ่งเป็นสารสร้างเม็ดสีผิว สะสมมากกว่าปกติในชั้นหนังกำพร้าที่อยู่ตื้น เม็ดสีกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอใกล้ผิวหน้า จึงมองเห็นเป็นสีน้ำตาลอ่อนเรียบเนียนคล้ายกาแฟใส่นม ขอบเขตของปื้นค่อนข้างชัด ผิวหน้าเรียบเสมอกับผิวรอบข้าง เวลาสัมผัสจึงแทบไม่รู้สึกว่านูนขึ้นมา

ลักษณะปานคาเฟ่โอเลต์
สีน้ำตาลอ่อนโทนนมกาแฟ
ขอบชัดเจน
ผิวสัมผัสเรียบสม่ำเสมอ
ช่วงเริ่มเป็นตั้งแต่เกิดหรือวัยทารก
การเปลี่ยนตามฤดูกาลแทบไม่มี

ช่วงเวลาที่ปานเริ่มปรากฏก็เป็นจุดสังเกตสำคัญ ส่วนใหญ่มีมาตั้งแต่แรกเกิดหรือขึ้นตอนเป็นทารก แล้วค่อย ๆ ขยายขนาดตามการเจริญเติบโตของร่างกาย ขนาดมีตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตรไปจนถึงใหญ่เท่าฝ่ามือ และเกิดได้แทบทุกตำแหน่ง ทั้งแขน ลำตัว หรือสะโพก

หลายคนสับสนกับกระแดด แต่จริง ๆ แล้วต่างกันคนละแบบ กระแดดจะเข้มขึ้นเมื่อโดนแดดหน้าร้อนและจางลงในหน้าหนาว ส่วนปานคาเฟ่โอเลต์แทบไม่เปลี่ยนตามฤดูกาล สีคงที่ตลอดปี การที่เม็ดสีอยู่ตื้นในชั้นหนังกำพร้าหมายความว่าแสงเลเซอร์เข้าถึงได้ง่าย แต่ในทางกลับกันก็แปลว่ามันไวต่อการกระตุ้นจากแสงแดดได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลับมาเป็นซ้ำ

ต่างจากไฝ ฝ้า และปานสีเทาฟ้าอย่างไร

ปานคาเฟ่โอเลต์เป็นเม็ดสีน้ำตาล จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไฝ ฝ้า หรือปานสีเทาฟ้า (Ota nevus) แต่ทั้งสี รูปร่าง ช่วงเวลาที่เริ่มเป็น และความลึกของเม็ดสีล้วนแตกต่างกัน การแยกให้ถูกต้องจึงสำคัญมาก เพราะจะกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

ชนิดสีผิวสัมผัสช่วงเริ่มเป็นความลึก
ปานคาเฟ่โอเลต์น้ำตาลอ่อนเรียบสม่ำเสมอตั้งแต่เกิด/วัยทารกหนังกำพร้า
ไฝน้ำตาลเข้ม/ดำนูนหลากหลายหนังกำพร้าถึงหนังแท้
ฝ้าน้ำตาลอ่อนเรียบหลัง 30 ปีหนังกำพร้าถึงหนังแท้
ปานสีเทาฟ้าเทาอมฟ้าเรียบตั้งแต่เกิด/วัยรุ่นหนังแท้

ไฝมักนูนขึ้นมาชัดเจนและมีสีเข้มกว่า จึงแยกจากปานคาเฟ่โอเลต์ที่แบนราบและสีอ่อนได้ไม่ยาก ฝ้ามักขึ้นเป็นปื้นจาง ๆ บริเวณโหนกแก้มหรือหน้าผากในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป และมักเป็นสองข้างสมมาตรกัน ส่วนปานสีเทาฟ้าเม็ดสีอยู่ลึกในชั้นหนังแท้ จึงมองเห็นเป็นสีเทาอมฟ้า มักขึ้นบริเวณรอบดวงตาและโหนกแก้มข้างเดียว ทั้งสี่ชนิดนี้ต่างกันทั้งสีและความลึก แพทย์ที่มีประสบการณ์จึงแยกออกได้ไม่ยากด้วยตาเปล่า

โดยเฉพาะปานคาเฟ่โอเลต์สีอ่อน ๆ กับฝ้าระยะเริ่มต้นอาจมีสีคล้ายกันจนแยกยากด้วยสายตาอย่างเดียว ในกรณีนี้แพทย์จะพิจารณาร่วมกันว่าเม็ดสีอยู่ตื้นหรือลึก และเริ่มเป็นตั้งแต่เมื่อไร การเดาเองแล้วเข้ารับเลเซอร์ทันทีโดยไม่วินิจฉัยให้แน่ชัดก่อนอาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ตรงจุด จึงควรแยกชนิดให้ชัดเจนก่อนเสมอ

ถ้ามีหลายจุด ทำไมต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลก่อน

ถ้าปานคาเฟ่โอเลต์มีเพียงหนึ่งหรือสองจุด โดยทั่วไปถือเป็นเรื่องความสวยงามล้วน ๆ ได้ แต่ถ้าจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นหลายจุด เรื่องนี้จะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะถ้ามีตั้งแต่ 6 จุดขึ้นไปและขนาดเกินเกณฑ์ที่กำหนด อาจเป็นสัญญาณของโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่านิวโรไฟโบรมาโตซิสชนิดที่ 1 (neurofibromatosis type 1) ซึ่งควรได้รับการตรวจเช็กให้แน่ใจ

เกณฑ์การพิจารณาแตกต่างกันตามช่วงอายุ เด็กก่อนวัยแรกรุ่นหากมีปานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 5 มม. ตั้งแต่ 6 จุดขึ้นไป หรือหลังวัยแรกรุ่นหากมีปานขนาดเกิน 15 มม. ตั้งแต่ 6 จุดขึ้นไป จะเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยข้อหนึ่ง แต่นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าจะยืนยันโรคได้จากข้อนี้เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาร่วมกับอาการอื่น ๆ ด้วย

รายการตรวจสัญญาณนิวโรไฟโบรมาโตซิส
จำนวน6 จุดขึ้นไป
ขนาดก่อนวัยแรกรุ่นเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 5 มม.
ขนาดหลังวัยแรกรุ่นเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 15 มม.
อาการร่วมปื้นคล้ายกระแดดที่รักแร้
คำแนะนำปรึกษาแพทย์ผิวหนังด้านพันธุกรรม

นิวโรไฟโบรมาโตซิสอาจฟังดูเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหู แต่จริง ๆ แล้วเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดทั้งปานคาเฟ่โอเลต์และก้อนเนื้อนุ่ม ๆ บนผิวหนังร่วมกัน ส่วนใหญ่วินิจฉัยได้ตั้งแต่อายุประมาณ 6 ปี และยิ่งมีจำนวนปานมากและรูปร่างเข้าเกณฑ์ทั่วไป โอกาสที่จะเป็นโรคนี้ก็ยิ่งสูงขึ้น

ดังนั้นถ้าพบว่ามีปานหลายจุด หรือลูกมีปานจำนวนมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจจำนวน ขนาด และอาการอื่นร่วมก่อน แทนที่จะรีบหาข้อมูลเรื่องเลเซอร์ทันที และหากปานจุดใหญ่จุดหนึ่งมีขอบเขตขรุขระผิดปกติ แพทย์อาจตรวจดูสาเหตุอื่นเพิ่มเติม เช่น กลุ่มอาการแมคคูน-อัลไบรท์ (McCune-Albright syndrome) ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง แต่การตรวจให้แน่ใจก่อนจะช่วยให้สบายใจมากกว่า

ผลรวมจากงานวิจัยขนาดใหญ่หลายชิ้นที่ศึกษาว่าปานคาเฟ่โอเลต์จางลงมากแค่ไหนหลังยิงเลเซอร์หลายครั้ง กลุ่มที่เม็ดสีจางลงมากกว่าครึ่งมีสัดส่วนถึง 75% แต่กลุ่มที่จางลงมากกว่า 3 ใน 4 ลดลงเหลือเพียง 43% การจางลงครึ่งหนึ่งเป็นผลที่คาดหวังได้ตามจริง แต่การลบให้จางจนแทบมองไม่เห็นนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละคน
ผลรวมจากงานวิจัยขนาดใหญ่หลายชิ้นที่ศึกษาว่าปานคาเฟ่โอเลต์จางลงมากแค่ไหนหลังยิงเลเซอร์หลายครั้ง กลุ่มที่เม็ดสีจางลงมากกว่าครึ่งมีสัดส่วนถึง 75% แต่กลุ่มที่จางลงมากกว่า 3 ใน 4 ลดลงเหลือเพียง 43% การจางลงครึ่งหนึ่งเป็นผลที่คาดหวังได้ตามจริง แต่การลบให้จางจนแทบมองไม่เห็นนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละคน

เลเซอร์ช่วยให้จางลงได้มากแค่ไหน

ปานคาเฟ่โอเลต์มีเม็ดสีอยู่ในชั้นหนังกำพร้าซึ่งเป็นตำแหน่งที่แสงเลเซอร์เข้าถึงได้ดี หลักการทำงานเรียกว่าการทำลายเม็ดสีด้วยความร้อนแบบเลือกจุด (selective photothermolysis) เมลานินจะดูดซับแสงที่ความยาวคลื่นจำเพาะได้ดี เมื่อยิงแสงนั้นในระยะเวลาสั้นและความเข้มสูง เม็ดสีจะแตกสลายทันที ขณะที่เนื้อเยื่อรอบข้างได้รับผลกระทบน้อยกว่า

เครื่องที่มีข้อมูลรองรับหนักแน่นที่สุดคือคิวสวิตช์เอ็นดียาก (Q-switched Nd:YAG) ความยาวคลื่น 1064 นาโนเมตร ด้วยความยาวคลื่นนี้ ราวครึ่งหนึ่งของผู้เข้ารับการรักษามีเม็ดสีจางลงมากกว่า 75% และผลข้างเคียงอย่างรอยดำก็ค่อนข้างต่ำ ส่วนเม็ดสีที่อยู่ตื้นบนผิวจะตอบสนองดีกับความยาวคลื่น 532 นาโนเมตร และเลเซอร์พิโควินาที (picosecond laser) ที่ยิงในระยะเวลาสั้นกว่านั้นก็เป็นอีกทางเลือก แม้จะเป็นเม็ดสีเดียวกัน แต่ความยาวคลื่นที่เหมาะสมก็ต่างกันเล็กน้อยตามตำแหน่งและความลึกของเม็ดสีนั้น

แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องพูดตรง ๆ คือผลลัพธ์แตกต่างกันมากในแต่ละคน จากการรวบรวมงานวิจัยขนาดใหญ่หลายชิ้นพบว่า กลุ่มที่เม็ดสีจางลงมากกว่าครึ่งมีสัดส่วนถึง 75% แต่กลุ่มที่ลบจนแทบมองไม่เห็นเลยมีไม่ถึงครึ่ง นอกจากนี้ปานที่มีขอบขรุขระมักตอบสนองดีกว่าปานที่มีขอบเรียบเนียน ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับลักษณะของปานแต่ละจุดด้วย ดังนั้นแทนที่จะคาดหวังว่าจะหายไปในครั้งเดียว ควรมองว่าเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ จางลงทีละขั้นผ่านการรักษาหลายครั้ง

อุปกรณ์เลเซอร์คิวสวิตช์เอ็นดียากที่ใช้รักษาเม็ดสีปานคาเฟ่โอเลต์

ก่อนทำเลเซอร์ควรตรวจอะไรบ้าง และควรตั้งความคาดหวังอย่างไร

ก่อนเข้ารับการรักษามีเรื่องที่ควรตรวจสอบอยู่หลายข้อ ถ้ามีปานหลายจุด ตามที่กล่าวไปข้างต้น ควรตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องเลเซอร์เพื่อความสวยงามค่อยพิจารณาเป็นลำดับถัดไป

การประเมินการตอบสนองล่วงหน้าก็สำคัญเช่นกัน การตอบสนองต่อเลเซอร์ของปานคาเฟ่โอเลต์คาดเดาได้ยาก และในบางกรณีที่พบไม่บ่อยอาจทำให้สีเข้มขึ้นแทนที่จะจางลง ด้วยเหตุนี้แทนที่จะยิงเลเซอร์ทั่วทั้งพื้นที่ในครั้งเดียว วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือทดลองยิงในบริเวณเล็ก ๆ ก่อน แล้วสังเกตผลนานสักสองสามสัปดาห์ ก่อนตัดสินใจทำเต็มพื้นที่

ควรตั้งความคาดหวังให้สอดคล้องกับความเป็นจริง แทนที่จะหวังว่าปื้นจะจางหายไปหมดจดหลังทำเพียงหนึ่งหรือสองครั้ง ควรเข้าใจว่าต้องทำหลายครั้งห่างกันเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือนเพื่อให้ค่อย ๆ จางลงทีละขั้น และสำหรับผู้ที่มีผิวคล้ำ ความเสี่ยงต่อรอยดำหลังทำจะสูงขึ้น จึงควรปรับพลังงานให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยและป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัด

หลังทำไม่กี่วัน ผิวบริเวณที่รักษาอาจแดงเล็กน้อยหรือมีสะเก็ดบาง ๆ คล้ายผิวที่ถูกความเย็นจัด ในช่วงนี้ไม่ควรแกะสะเก็ดออกเอง เพราะอาจทำให้เกิดรอยดำตามมาได้ ควรปล่อยให้สะเก็ดหลุดเองและทาครีมบำรุงความชุ่มชื้นให้เพียงพอ พูดง่าย ๆ คือ การทำเลเซอร์รักษาปานคาเฟ่โอเลต์ไม่ใช่การกำจัดให้หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นการดูแลอย่างปลอดภัยเพื่อให้ค่อย ๆ จางลงมากกว่า

อัตราการกลับมาเป็นซ้ำของปานคาเฟ่โอเลต์หลังเม็ดสีจางลงแล้วแตกต่างกันมากตามชนิดของเครื่องเลเซอร์ เอ็นดียาก 1064 นาโนเมตรที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีอัตรากลับมาซ้ำต่ำเพียง 1.4% ในขณะที่เลเซอร์รูบี้รุ่นเก่าอาจสูงถึง 60% เมื่อรวมทุกชนิดเข้าด้วยกันจะอยู่ที่ประมาณ 13% แสดงให้เห็นว่าการเลือกเครื่องและวิธีการรักษามีผลต่อการกลับมาเป็นซ้ำอย่างมาก
อัตราการกลับมาเป็นซ้ำของปานคาเฟ่โอเลต์หลังเม็ดสีจางลงแล้วแตกต่างกันมากตามชนิดของเครื่องเลเซอร์ เอ็นดียาก 1064 นาโนเมตรที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีอัตรากลับมาซ้ำต่ำเพียง 1.4% ในขณะที่เลเซอร์รูบี้รุ่นเก่าอาจสูงถึง 60% เมื่อรวมทุกชนิดเข้าด้วยกันจะอยู่ที่ประมาณ 13% แสดงให้เห็นว่าการเลือกเครื่องและวิธีการรักษามีผลต่อการกลับมาเป็นซ้ำอย่างมาก

ทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อย และควรดูแลอย่างไร

จุดที่ต้องพูดตรง ๆ ที่สุดในการรักษาปานคาเฟ่โอเลต์คือเรื่องการกลับมาเป็นซ้ำ แม้เลเซอร์จะทำลายเม็ดสีจนจางลงได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สีจะค่อย ๆ กลับมาอีกครั้ง มีรายงานผู้ป่วยบางรายที่ปานเกือบหายไปแล้ว แต่กลับเข้มขึ้นอีกครั้งหลังผ่านไปหลายเดือน

สาเหตุมาจากเซลล์ที่ผลิตเม็ดสีนั่นเอง เซลล์เมลาโนไซต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในชั้นหนังกำพร้า เมื่อได้รับการกระตุ้นก็จะเริ่มผลิตเม็ดสีขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะแสงแดดที่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่สุด ดังนั้นการทำลายเม็ดสีเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้จบปัญหาอย่างสมบูรณ์

ระดับการกลับมาเป็นซ้ำแตกต่างกันมากตามเครื่องมือที่ใช้ คิวสวิตช์เอ็นดียากที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีอัตราการกลับมาซ้ำค่อนข้างต่ำ ในขณะที่เลเซอร์รูบี้รุ่นเก่าอาจสูงถึงเกินครึ่ง การเลือกเครื่องมือและปรับความเข้มให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญมาก

หัวใจของการดูแลคือการป้องกันแสงแดด การทาครีมกันแดดให้เพียงพอและทาซ้ำเป็นประจำทุกวันจะช่วยชะลอการกลับมาเป็นซ้ำได้ และหากสังเกตเห็นว่าเริ่มกลับมาอีกครั้ง ก็สามารถทำเลเซอร์เสริมเบา ๆ ตามช่วงเปลี่ยนฤดูกาลได้ ปานคาเฟ่โอเลต์จึงไม่ใช่เม็ดสีที่กำจัดให้หมดไปในครั้งเดียว แต่เป็นเม็ดสีที่ต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องแล้วดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาให้จางอยู่เสมอ ซึ่งถ้าเข้าใจแบบนี้ก็จะสบายใจขึ้นมาก

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

ปานสีกาแฟใส่นม รักษาด้วยเลเซอร์จางลงแล้วทำไมยังชอบกลับมาใหม่อีก

ปานสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นมเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีในจุดนั้นทำงานหนักเกินปกติเฉพาะที่ เลเซอร์ทำได้แค่สลายเม็ดสีที่สะสมอยู่ แต่หยุดการทำงานของเซลล์ไม่ได้ จึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อย บทความนี้อธิบายหลักการ เหตุผลที่แต่ละคนตอบสนองต่างกัน และผลลัพธ์ที่ควรคาดหวังตามความเป็นจริง

By Dr. Kim

Pigment

กระกับฝ้าหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ทำไมวิธีรักษาถึงตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

มองผ่าน ๆ กระและฝ้าดูเหมือนจุดสีน้ำตาลที่แยกกันยาก แต่ตำแหน่งที่เม็ดสีฝังตัวอยู่ใต้ผิวและสาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ความต่างนี้เองเป็นตัวกำหนดว่าควรเลือกเลเซอร์แรงหรือโทนนิ่งแบบอ่อน และทำไมมีแค่ฝ้าเท่านั้นที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยเป็นพิเศษ บทความนี้อธิบายให้เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Acne

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร

ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้

By Dr. Kim

Back to articles