ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร
By Dr. Kim2 min read

เวลาส่องกระจกใกล้ ๆ แล้วดูที่หน้าผากหรือขมับ บางทีก็เจอตุ่มเล็ก ๆ สีเหลืองอมส้มขึ้นเป็นตะปุ่มตะป่ำ คล้ายเม็ดข้าวสาร บีบเท่าไหร่ก็ไม่มีอะไรออกมา ทาครีมทาขี้ผึ้งไปแล้ว 2 ถึง 4 สัปดาห์ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ยอมหายไปไหน
หลายคนเข้าใจว่าเป็นสิว แต่จริง ๆ แล้วตุ่มแบบนี้ส่วนใหญ่มักเป็น sebaceous hyperplasia หรือภาวะต่อมไขมันโตขึ้นเอง บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมมันถึงขึ้นตรงจุดนั้น รูปร่างเป็นแบบนั้นได้ยังไง แยกจากสิวยังไง และมีวิธีกำจัดอย่างไรบ้าง
ต่อมไขมันทำหน้าที่อะไรกันแน่?
ใต้ผิวหนังของเรา ทุกรูขุมขนที่มีเส้นผมงอกออกมาจะมีต่อมเล็ก ๆ ติดอยู่ เรียกว่าต่อมไขมัน (sebaceous gland) หน้าที่ของมันคือผลิตไขมัน หรือที่เรียกว่าซีบัม แล้วส่งออกมาทางรูขุมขนสู่ผิวหน้า พูดง่าย ๆ คือมันเป็นเหมือนโรงงานผลิตน้ำมันหล่อลื่นตัวจิ๋ว คอยเคลือบผิวไว้ไม่ให้ความชื้นระเหยและไม่ให้ผิวแตกลอก
บริเวณที่ต่อมไขมันมีเยอะและมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ อย่างหน้าผาก จมูก และแก้ม เรามักเรียกกันว่าโซน T และก็เป็นจุดที่ sebaceous hyperplasia ชอบขึ้นด้วยเช่นกัน
ล้างหน้าเสร็จแล้วผิวไม่ตึงจนเกินไป ก็เพราะไขมันจากต่อมนี้แหละ ในทางกลับกัน จุดที่ต่อมไขมันทำงานน้อยมักจะแห้งแตกง่ายในหน้าหนาว นั่นสะท้อนว่าต่อมไขมันแต่ละต่อมทำงานเงียบ ๆ อยู่ทุกวันจริง ๆ
ทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วถึงกลายเป็นตุ่มนูน?
เซลล์ในต่อมไขมันก็เหมือนเซลล์อื่น ๆ ที่พอเก่าแล้วจะถูกแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่ตามธรรมชาติ แต่พออายุมากขึ้น อัตราการผลัดเปลี่ยนนี้จะช้าลง จนรอบต่อมไขมันหนึ่งต่อมมีพู หรือ lobule เล็ก ๆ ที่รวมกันเป็นกลุ่มคล้ายพวงองุ่นงอกเพิ่มขึ้นมาอีกหลายพู
แต่ละพูก็พองขึ้นเหมือนลูกโป่ง แถมจำนวนยังเพิ่มขึ้นด้วย ผิวหน้าเลยคลำได้เป็นตุ่มนูนสีเหลืองอ่อน ๆ ที่ชัดเจน เพราะเป็นการเพิ่มปริมาณของเนื้อเยื่อต่อมเอง จึงเรียกว่า hyperplasia และเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดไม่ร้ายแรง ไม่เกี่ยวกับมะเร็งแต่อย่างใด
ลองนึกภาพความต่างระหว่างการเป่าลูกโป่งลูกเดียว กับการมัดลูกโป่งหลายลูกเป็นพวงแล้วเป่าพร้อมกัน ยิ่งพูเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พวงก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ตุ่มก็เลยเด่นชัดขึ้นตามไปด้วย บางคนจึงรู้สึกว่าตุ่มที่เคยเล็กในตอนแรก ผ่านไป 5 ถึง 10 ปี กลับดูใหญ่ขึ้นชัดเจน
ทำไมตรงกลางตุ่มถึงมีรอยบุ๋ม?
ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตรงกลางของตุ่มมีรอยบุ๋มเล็ก ๆ อยู่ จุดนี้เดิมทีคือทางออกของไขมัน หรือปากรูขุมขนนั่นเอง
เมื่อพูของต่อมไขมันพองขึ้นล้อมรอบทางออกนี้ไว้ มันจึงเติบโตเป็นรูปโดนัทที่เหลือรูตรงกลางไว้ ทำให้ส่วนกลางดูบุ๋มลงเมื่อเทียบกับขอบรอบนอก รอยบุ๋มตรงกลางนี้ถือเป็นจุดสังเกตที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งของ sebaceous hyperplasia
คล้ายกับตอนที่เอาหลอดดูดหลายอันมามัดรวมกัน รูตรงกลางยังอยู่เหมือนเดิม แต่ขอบรอบนอกจะหนาขึ้น เวลาใช้ปลายนิ้วกดเบา ๆ ก็จะรู้สึกว่าขอบนูนแต่กลางบุ๋มลงเล็กน้อย และหลายครั้งก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าภายใต้แสงไฟสว่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้แว่นขยายเลย
ต่างจากสิวตรงไหน?
ตุ่มสิวก็คลำได้เป็นก้อนนูนเล็ก ๆ เหมือนกัน จึงมีคนสับสนกับ sebaceous hyperplasia บ่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วสาเหตุการเกิดต่างกันตั้งแต่ต้น สิวเกิดจากรูขุมขนอุดตันแล้วเชื้อแบคทีเรียเติบโตจนอักเสบแดงบวม ส่วน sebaceous hyperplasia เป็นการที่ตัวต่อมค่อย ๆ โตขึ้นเองโดยไม่มีการอักเสบ แยกกันได้จากลักษณะ 3 ข้อนี้
- สีและความแดง: สิวจะแดงบวมเพราะการอักเสบ ส่วน sebaceous hyperplasia จะออกสีเหลืองหรือสีส้มอ่อนคล้ายแอปริคอต ไม่ค่อยแดง เพราะตัวชี้วัดคือมีการอักเสบหรือไม่นั่นเอง
- รูปทรงตรงกลาง: สิวมักนูนตรงกลางหรือมียอดแหลมที่มีหนองอยู่ข้างใน ในขณะที่ sebaceous hyperplasia จะบุ๋มตรงกลาง เพราะโครงสร้างที่โตขึ้นล้อมรอบทางออกของรูขุมขนนั้นต่างกันโดยพื้นฐาน
- เวลาบีบ: สิวเมื่อบีบจะมีไขมันหรือหนองออกมา แต่ sebaceous hyperplasia บีบเท่าไหร่ก็ไม่มีอะไรออกมา เพราะไม่ใช่สิ่งที่คั่งค้างอยู่ข้างใน แต่เป็นเนื้อเยื่อของต่อมเองที่ขยายตัวขึ้น จึงไม่มีอะไรให้บีบออกมา
แค่เช็ค 3 ข้อนี้ก็แยกโรคทั้งสองได้ไม่ยาก เช่น ถ้าคิดว่าเป็นสิวแล้วรอ 1 ถึง 2 สัปดาห์ ความแดงก็ไม่ลด ลองบีบดูก็ไม่มีอะไรออกมา แบบนี้มีแนวโน้มเป็น sebaceous hyperplasia มากกว่าสิว
ทำไมถึงพบมากในวัยกลางคนและคนผิวมัน?
sebaceous hyperplasia มักพบในคนอายุ 40 ปีขึ้นไปเป็นหลัก และมักเจอในคนที่ผิวมันมากอยู่แล้วตั้งแต่ต้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น การตอบสนองของต่อมไขมันต่อฮอร์โมนแอนโดรเจนจะเปลี่ยนไป และอัตราการผลัดเปลี่ยนเซลล์เก่าเป็นเซลล์ใหม่ก็ช้าลงด้วย
มีรายงานว่าผิวที่โดนแดดมานาน หรือคนที่กินยากดภูมิคุ้มกันต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็มีแนวโน้มเป็นได้มากขึ้นเช่นกัน บางกรณีก็มีปัจจัยทางพันธุกรรม ถ้าพ่อแม่หรือพี่น้องมีลักษณะคล้ายกันก็ควรสังเกตตัวเองไว้บ้าง
พูดง่าย ๆ คือตอนหนุ่มสาวเซลล์เก่าจะถูกเคลียร์ออกแล้วแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่อย่างรวดเร็ว แต่พออายุมากขึ้น ความเร็วในการเคลียร์นี้ช้าลง พูเก่า ๆ เลยสะสมอยู่ตรงนั้นต่อไปเรื่อย ๆ นี่คือเหตุผลที่คนวัย 40 ปีขึ้นไปมักเห็นตุ่มแบบนี้ชัดกว่าคนวัย 20 ปีมาก
ถ้าขึ้นพร้อมกันหลายจุดจะเป็นสัญญาณอื่นหรือเปล่า?
sebaceous hyperplasia ส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคที่ต้องกังวล เป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัยที่พบได้ทั่วไป มักขึ้นแค่ 1 ถึง 2 จุด อย่างมากก็ 5 ถึง 10 จุดบนใบหน้า
แต่ในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก จะมีเนื้องอกของต่อมไขมันขึ้นเยอะผิดปกติพร้อมกันหลายจุดทั้งใบหน้าและลำตัวในคนอายุยังน้อย ลักษณะแบบนี้มีรายงานว่าอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Muir-Torre syndrome ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่มีความเสี่ยงมะเร็งอวัยวะอื่นเพิ่มขึ้นด้วย เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้นถ้ามีประวัติครอบครัวร่วมกับมีตุ่มต่อมไขมันขึ้นเยอะผิดปกติ ควรไปให้แพทย์ผิวหนังตรวจดูสักครั้งเพื่อความปลอดภัย แต่กรณีแบบนี้พบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงตามวัยและสภาพผิวธรรมดา ไม่ต้องกังวลจนเกินไป
หลักการกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า
sebaceous hyperplasia ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดไม่ร้ายแรง ไม่จำเป็นต้องกำจัดออกเสมอไป แต่ถ้ากังวลเรื่องความสวยงาม ก็สามารถกำจัดได้ด้วยการจี้ไฟฟ้า (electrocautery) ซึ่งคือการใช้ไฟฟ้าจี้ทำลายเนื้อเยื่อนั่นเอง
วิธีคือปล่อยกระแสไฟฟ้าความถี่สูงผ่านขั้วไฟฟ้าปลายเล็ก ๆ ให้เกิดความร้อน แล้วใช้ความร้อนนั้นจี้เฉพาะเนื้อเยื่อพูของต่อมไขมันที่โตขึ้นให้แข็งตัว เมื่อจี้ตื้น ๆ รอบทางออกของรูขุมขน พูที่เคยพองก็จะยุบลง ตุ่มก็จะแบนราบลงไป
ลองนึกภาพเหมือนเอาความร้อนไปแตะลูกโป่งที่พองอยู่แทนการใช้เข็มแทง ก็จะเข้าใจง่ายขึ้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้แทงด้วยเข็มจริง เป็นการทำให้เซลล์ของพูสุกและแข็งตัว เนื้อเยื่อจึงยุบลงอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีแผลติดเชื้อหรือเลือดออก
เลเซอร์อย่าง CO2 laser หรือ Er:YAG laser ที่จี้หรือกรอเนื้อเยื่อได้อย่างแม่นยำ ก็ใช้หลักการเดียวกันในการกำจัดได้เช่นกัน ถ้ามีจำนวนมากและกระจายเป็นวงกว้าง บางครั้งก็ใช้ยากินกลุ่ม isotretinoin ซึ่งเป็นสารในกลุ่มวิตามินเอ ในขนาดต่ำ เพื่อช่วยลดขนาดของต่อมไขมันเอง
หลังทำเสร็จใหม่ ๆ จุดที่จี้จะตกสะเก็ดเล็ก ๆ แล้วหลุดไปเองภายใน 5 ถึง 7 วัน ใต้สะเก็ดนั้นก็จะเป็นผิวใหม่ที่เรียบเนียน เนื้อเยื่อพูที่ถูกจี้หายไปแล้วจะไม่งอกขึ้นมาใหม่ในจุดเดิม ดังนั้นการกลับมาเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิมจึงพบได้น้อย
ทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อย และดูแลตัวเองยังไงดี
จุดที่จี้ไฟฟ้าหรือเลเซอร์ไปแล้วมักจะเรียบเนียนดี แต่ปัญหาคือมีแนวโน้มขึ้นใหม่ที่จุดอื่นแทน เพราะการทำหัตถการเป็นแค่การกำจัดพูที่โตขึ้นแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนแนวโน้มของร่างกายที่ต่อมไขมันจะโตขึ้นอีกในอนาคต
สาเหตุอย่างผิวมัน การโดนแดด หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามวัยยังคงอยู่เหมือนเดิม เมื่อเวลาผ่านไปจึงอาจมีตุ่มคล้ายเดิมขึ้นที่จุดอื่นได้อีก ดังนั้นแทนที่จะคาดหวังว่าทำครั้งเดียวจบ ควรมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องดูแลจัดการเป็นระยะทุก 2 ถึง 3 ปีตามที่มีตุ่มใหม่ขึ้นมา จะสมเหตุสมผลกว่า
เช่น ถ้ากำจัดตุ่มที่หน้าผากออกไปเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นที่ขมับหรือแก้มอีก คล้ายกับการถอนวัชพืชต้นหนึ่งออกไป แต่ต้นข้าง ๆ ก็ยังงอกขึ้นมาได้อยู่ดี เพราะสภาพร่างกายโดยรวมยังคงเดิม
- เหตุผลที่ต้องกันแดดสม่ำเสมอ: มีรายงานว่าการโดนแดดเพิ่มความเสี่ยงของ sebaceous hyperplasia การกันแดดอย่างต่อเนื่องจึงช่วยลดการเกิดตุ่มใหม่ได้
- เหตุผลที่ไม่ควรฝืนบีบ: นอกจากบีบแล้วไม่มีอะไรออกมา การฝืนกดบีบยังอาจทิ้งรอยแผลไว้บนผิวได้
- เหตุผลที่ควรไปพบแพทย์เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติ: บางครั้งอาจสับสนกับรอยโรคผิวหนังอื่นที่หน้าตาคล้ายกันได้ ถ้ามีตุ่มขึ้นใหม่หลายจุดในเวลาสั้น ๆ หรือรูปร่างผิดปกติ ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจเพื่อความปลอดภัย
เพราะฉะนั้น sebaceous hyperplasia จึงไม่ใช่โรคที่ต้องรีบกำจัดออกด่วน แค่รู้จักแยกให้ออกจากสิว แล้วจัดการเฉพาะจุดที่กังวลใจเมื่อจำเป็นก็เพียงพอแล้ว
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ก้อนใต้ผิวที่คลำเจอเป็นถุงน้ำ ต่างจากสิวที่บีบออกอย่างไร ทำไมต้องเอาผนังถุงออกให้หมดถึงไม่กลับมาเป็นซ้ำ
ถ้าก้อนใต้ผิวบีบเหมือนสิวแล้วก็ยังกลับมาโตที่เดิมซ้ำ ๆ นั่นอาจไม่ใช่สิว แต่เป็นถุงน้ำใต้ผิวหนัง (epidermal cyst) บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ตั้งแต่กลไกที่ทำให้ถุงน้ำก่อตัว จุดสังเกตที่ต่างจากสิว ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมต้องเอาผนังถุงออกให้หมดจึงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำ
By Dr. Lee

ตุ่มขาวเล็กๆ ตะปุ่มตะป่ำรอบดวงตา บีบก็ไม่ออก แถมกลับมาเป็นซ้ำ สาเหตุและหลักการกำจัดที่ควรรู้
ตุ่มขาวเล็กๆ คล้ายเมล็ดข้าวสารที่ขึ้นตะปุ่มตะป่ำรอบดวงตา หรือที่เรียกว่ามิเลีย มักบีบไม่ออกและกลับมาเป็นซ้ำเมื่อเวลาผ่านไป บทความนี้อธิบายง่ายๆ ว่ามิเลียเกิดขึ้นได้อย่างไร ต่างจากสิวตรงไหน และทำไมคลินิกถึงต้องใช้เข็มหรือเลเซอร์ในการกำจัด
By Dr. Lee

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด
อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim