ก้อนใต้ผิวที่คลำเจอเป็นถุงน้ำ ต่างจากสิวที่บีบออกอย่างไร ทำไมต้องเอาผนังถุงออกให้หมดถึงไม่กลับมาเป็นซ้ำ
By Dr. Lee2 min read

หลายคนเคยคลำเจอก้อนกลม ๆ ขนาดเท่าเมล็ดถั่วที่คาง คอ หรือแผ่นหลัง บีบเท่าไรก็ไม่หายสักที ลองใช้นิ้วดันดู จะรู้สึกกลมนุ่ม บางทีตรงกลางก็เห็นรูเล็ก ๆ แอบอยู่ด้วย คิดว่าเป็นสิวก็เลยบีบออกอย่างขยัน แต่ผ่านไป 2 ถึง 4 สัปดาห์ ก้อนเดิมก็โผล่กลับมาที่จุดเดิมอีกครั้ง
ก้อนแบบนี้ไม่ใช่สิว แต่มีโอกาสสูงว่าจะเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนัง หรือ epidermal cyst ซึ่งเกิดจากเซลล์ผิวหนังชั้นบนมุดตัวเข้าไปอยู่ใต้ผิว สร้างเป็นถุงเล็ก ๆ แล้วมีขี้ไคล (เซลล์ผิวเก่าที่ลอกหลุด) มาสะสมอยู่ข้างในเรื่อย ๆ จนกลายเป็นก้อนเนื้อชนิดไม่ร้ายที่ค่อย ๆ โตขึ้น ต่างจากสิวตรงที่ต่อให้บีบเอาสิ่งข้างในออกไปหมด แต่ถ้าตัวถุงยังอยู่ครบ เวลาผ่านไปมันก็เติมเต็มขึ้นมาใหม่ได้อีก มาดูทีละข้อว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
ทำไมถุงน้ำใต้ผิวหนังถึงเกิดขึ้น?
ผิวหนังแบ่งเป็นชั้นหนังกำพร้าอยู่บนสุด ตามด้วยชั้นหนังแท้ ปกติเซลล์หนังกำพร้าจะโตออกไปทางผิวด้านนอกเท่านั้น แต่ถ้าปากรูขุมขนถูกกดทับหรืออุดตันจากแผลเล็ก ๆ หรือการเสียดสี เซลล์บางส่วนก็หลงทิศ ม้วนตัวมุดเข้าไปอยู่ในชั้นหนังแท้แทน
เซลล์หนังกำพร้าที่มุดเข้าไปนั้นยังคงจำหน้าที่เดิมได้ จึงผลิตขี้ไคลต่อไปเรื่อย ๆ พอเซลล์พวกนี้เรียงตัวเป็นวงล้อมรอบ ก็กลายเป็นโครงสร้างคล้ายถุง เรียกผนังของถุงนี้ว่าผนังถุงน้ำ เซลล์ที่บุอยู่ด้านในผนังถุงผลิตขี้ไคลไม่หยุด เหมือนโรงงานที่ปั๊มแป้งใส่ถุงซิปล็อกตลอดเวลา พอขี้ไคลออกไปไหนไม่ได้ก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถุงพองโตขึ้น
สาเหตุที่ทำให้ปากรูขุมขนถูกกดทับมีได้หลายแบบ เช่น รอยแผลที่เหลือจากสิวที่หายแล้ว การเจาะผิวหนังอย่างการเจาะร่างกาย หรือแผลเล็ก ๆ ที่โดนของมีคมข่วน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นช่องทางที่ดันเซลล์หนังกำพร้าให้มุดเข้าไปด้านในได้ ถึงภายนอกจะดูเหมือนแผลหายสนิทแล้ว แต่ถ้าตอนนั้นมีเซลล์หนังกำพร้าบางส่วนหลงทิศและค้างอยู่ในชั้นหนังแท้ อีก 6 เดือนถึง 2 ปีต่อมา จุดนั้นก็อาจกลายเป็นที่ที่ถุงน้ำก่อตัวขึ้นได้เลย
ต่างจากสิวอย่างไร?
สิวคือการอักเสบที่เกิดในรูขุมขนและต่อมไขมัน พอไขมันอุดตันและแบคทีเรียเจริญเติบโต ผิวจะบวมแดง บีบออกก็จะเห็นหัวสิวสีขาวพร้อมสิ่งข้างในไหลออกมาแล้วยุบลง ส่วนถุงน้ำใต้ผิวหนังไม่ใช่การอักเสบของรูขุมขน แต่เป็นโครงสร้างถุงที่ก่อตัวแยกต่างหากอยู่ใต้ผิว
วิธีแยกสองอย่างนี้ที่ง่ายที่สุดคือดูจากความรู้สึกตอนคลำและรูปแบบการกลับมาเป็นซ้ำ
- สิวบีบแล้วหัวสิวจะหลุดออกมาและยุบหายสนิทภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่ถุงน้ำใต้ผิวหนังต่อให้บีบแล้วก็จะกลับมาโตที่จุดเดิมด้วยขนาดเท่าเดิมภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ เพราะตัวถุงยังอยู่ครบและยังผลิตขี้ไคลไม่หยุด
- ถุงน้ำใต้ผิวหนังมักมีรูเล็ก ๆ คล้ายจุดดำอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นร่องรอยของช่องทางที่เคยเชื่อมกับผิวชั้นนอกมาก่อน ส่วนสิวจะไม่มีรูแบบนี้ที่ตายตัว
- สิวมักเปลี่ยนขนาดภายใน 3 วันถึง 2 สัปดาห์ แต่ถุงน้ำใต้ผิวหนังมักโตขึ้นอย่างช้า ๆ ตลอดช่วง 6 เดือนไปจนถึงนานสุด 5 ปี เพราะเซลล์ผนังถุงผลิตขี้ไคลด้วยความเร็วที่ค่อนข้างต่ำ
- ผิวรอบสิวมักแดงหรือมีตุ่มขึ้นพร้อมกันหลายจุดตั้งแต่ก่อนบีบ แต่ถุงน้ำใต้ผิวหนังมักเริ่มต้นเป็นก้อนเดี่ยวจุดเดียว โดยสีผิวรอบ ๆ ยังปกติดี
ต่างจากไขมันใต้ผิวหนัง (ลิโปมา) อย่างไร?
หลายคนมักเรียกก้อนใต้ผิวรวม ๆ ว่า "ก้อนไขมัน" ทั้งที่จริงแล้วเป็นการเรียกปนกันระหว่างลิโปมากับถุงน้ำใต้ผิวหนัง ทั้งสองอย่างคลำแล้วเป็นก้อนเหมือนกัน แต่กลไกการเกิดต่างกันคนละเรื่อง
ลิโปมาคือก้อนที่เกิดจากเซลล์ไขมันใต้ผิวรวมตัวกัน ไม่มีผนังถุงหรือขี้ไคลอยู่ข้างใน กดดูจะนุ่มและขยับง่าย ไม่มีรูที่ผิว และแทบไม่พบว่าติดเชื้อจนบวม ส่วนถุงน้ำใต้ผิวหนังมีขี้ไคลอัดแน่นอยู่ข้างในจึงคลำแล้วแข็งกว่าลิโปมา มีรูเล็ก ๆ ที่พูดถึงไปข้างต้น และถ้าติดเชื้อแบคทีเรียก็อาจบวมแดงจนเป็นหนองมีกลิ่นได้
ความต่างนี้สำคัญเพราะวิธีเอาออกไม่เหมือนกัน ลิโปมาไม่มีผนังถุง เอาก้อนไขมันออกก็จบ แต่ถุงน้ำใต้ผิวหนังต้องเอาผนังถุงออกไปด้วยถึงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำ ถึงภายนอกจะดูคล้ายกัน แต่การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์หรือให้แพทย์ตรวจโดยตรงเพื่อแยกให้ชัดก่อนเลือกวิธี จะช่วยลดทั้งโอกาสกลับมาเป็นซ้ำและรอยแผลเป็นได้
ทำไมบีบแล้วยังกลับมาโตอีก?
เหตุผลที่บีบเอาแค่สิ่งข้างในของถุงน้ำออกโดยไม่เอาผนังถุงออกแล้วกลับมาเป็นซ้ำนั้นเข้าใจง่ายมาก เพราะสิ่งที่ทำให้ถุงพองขึ้นไม่ใช่ก้อนขี้ไคลที่อยู่ข้างใน แต่เป็นเซลล์ผนังถุงที่ผลิตขี้ไคลนั้นออกมาต่างหาก
ลองนึกภาพลูกโป่งดู ถ้าปล่อยลมออกจากลูกโป่งแต่ไม่ทิ้งตัวลูกโป่งไป ก็ยังมีช่องทางที่จะเป่าลมเข้าไปใหม่ได้อยู่ดี ถุงน้ำใต้ผิวหนังก็เช่นกัน บีบเอาแค่สิ่งข้างในออก ผนังถุงซึ่งเป็นทั้งช่องทางและโรงงานผลิตก็ยังอยู่ครบเหมือนเดิม พอเวลาผ่านไปเซลล์ผนังถุงก็ผลิตขี้ไคลมาเติมใหม่ ก้อนก็กลับมาเป็นซ้ำที่เดิมอีกครั้ง
ที่แย่กว่านั้น ถ้าบีบแรง ๆ ด้วยมือจนผนังถุงฉีกขาด ขี้ไคลอาจกระจายเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบ ๆ และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามมาได้ ต่อให้ตอนบีบดูเหมือนก้อนจะยุบลงไปชั่วคราว แต่ตราบใดที่ผนังถุงยังคงอยู่ครบ ก็ยังห่างไกลจากการแก้ปัญหาที่ต้นตอ
ทำไมต้องเอาผนังถุงออกถึงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำ
การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำต้องเอาทั้งสิ่งข้างในและผนังถุงออกไปด้วยกัน เพราะถ้ามีเซลล์ผนังถุงหลงเหลืออยู่แม้เพียงเล็กน้อย เซลล์เหล่านั้นก็จะเพิ่มจำนวนและผลิตขี้ไคลขึ้นมาใหม่ จนสุดท้ายก็เกิดถุงน้ำที่จุดเดิมอีกครั้ง
วิธีเอาถุงน้ำออกในทางปฏิบัติมีหลายแบบ และแต่ละวิธีก็เอาผนังถุงออกได้ครบถ้วนมากน้อยต่างกัน ซึ่งส่งผลต่ออัตราการกลับมาเป็นซ้ำโดยตรง
- การผ่าตัดเอาออกทั้งก้อนเป็นวิธีที่กรีดผิวหนังรอบถุงน้ำไปพร้อมกัน แล้วดึงเอาผนังถุงออกมาทั้งหมด แทบไม่เหลือผนังถุงค้างอยู่ โอกาสกลับมาเป็นซ้ำจึงต่ำ แต่จะมีรอยแผลเป็นตามความยาวของแผลผ่าตัด
- วิธีเจาะแผลเล็กคือเจาะรูเล็ก ๆ แล้วสอดผ่านรูนั้นเพื่อค่อย ๆ แยกและดึงผนังถุงออกมา แผลสั้นทำให้รอยแผลเป็นน้อยกว่า แต่ถ้าผนังถุงบางและฉีกขาดจนมีบางส่วนหลงเหลือ ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อยู่
- การบีบเอาแค่สิ่งข้างในออก หรือใช้เข็มเจาะเพื่อระบายออก เป็นวิธีที่ปล่อยให้ผนังถุงอยู่ครบเหมือนเดิม จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอ และตามที่อธิบายไปแล้วว่าเวลาผ่านไปก็จะกลับมาโตขึ้นใหม่
การเลือกวิธีต้องดูทั้งขนาด ตำแหน่ง และมีการอักเสบอยู่หรือไม่ ถ้าก้อนมีขนาดเล็กและไม่มีการอักเสบ วิธีเจาะแผลเล็กก็แยกผนังถุงออกมาได้ครบถ้วนเพียงพอ แต่ถ้าก้อนมีขนาดใหญ่ หรือเป็นจุดที่เคยกลับมาเป็นซ้ำแล้ว 3 ครั้งขึ้นไป มีโอกาสสูงที่ผนังถุงจะยึดติดกับเนื้อเยื่อรอบข้าง การผ่าตัดเอาออกทั้งก้อนจึงมักเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
ทำไมขนาดถึงโตไม่เท่ากันในแต่ละคน?
ถุงน้ำใต้ผิวหนังชนิดเดียวกัน บางคนมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วอยู่แบบนั้นนานกว่า 5 ปี ในขณะที่บางคนโตขึ้นจนสังเกตเห็นได้ชัดภายใน 6 เดือน ความต่างนี้เกิดจากความเร็วในการผลิตขี้ไคลของเซลล์ผนังถุงที่ไม่เท่ากันในแต่ละคนและแต่ละตำแหน่งบนร่างกาย
บริเวณที่ถูกกดทับบ่อย เซลล์ผนังถุงมักถูกกระตุ้นบ่อยขึ้น ทำให้การผลิตขี้ไคลทำงานหนักขึ้นตามไปด้วย จุดที่โดนเสื้อผ้าหรือสายกระเป๋ากดทับ หรือจุดที่มีนิสัยชอบขยี้หรือสัมผัสบ่อย ๆ มักโตเร็วกว่าจุดที่ไม่โดนกระตุ้น นอกจากนี้เมื่อถุงน้ำเคยแตกหรือเคยติดเชื้อมาก่อน บางครั้งระหว่างที่เนื้อเยื่อฟื้นตัว ผนังถุงกลับหนาขึ้นและโตเร็วกว่าเดิมในภายหลังก็มีเช่นกัน
ถ้าเกิดอักเสบขึ้นมาแล้วผ่าตัดออกทันทีได้ไหม?
ถุงน้ำใต้ผิวหนังบางครั้งอยู่ดี ๆ ก็แตกหรือติดเชื้อแบคทีเรีย จนเข้าสู่ระยะอักเสบที่บวมแดง กดแล้วเจ็บ และมีหนองสะสม ช่วงนี้เนื้อเยื่อจะบวมและนุ่มจนแยกขอบเขตของผนังถุงด้วยตาเปล่าได้ยาก
ถ้าฝืนผ่าตัดออกในตอนที่อักเสบรุนแรง มักเอาผนังถุงออกได้ไม่หมดสะอาด และอาจเหลือผนังถุงบางส่วนติดอยู่ในเนื้อเยื่อโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้ในกรณีแบบนี้แพทย์มักแนะนำให้กรีดระบายหนองออกและควบคุมการอักเสบให้สงบลงก่อน แล้วค่อยผ่าตัดเอาออกทั้งก้อนเมื่อเนื้อเยื่อคงที่แล้ว ถ้ารีบร้อนแก้ปัญหาให้จบในครั้งเดียว อาจทำให้ผนังถุงบางส่วนหลงเหลือจนกลับมาเป็นซ้ำหรือเกิดรอยแผลเป็นตามมาได้ จึงควรระวังจุดนี้ไว้
เอาออกตอนไหนถึงจะดีที่สุด?
ถุงน้ำใต้ผิวหนังส่วนใหญ่โตขึ้นอย่างช้า ๆ การวางแผนเอาออกในช่วงที่ยังไม่มีการอักเสบและอยู่ในสภาพคงที่จึงเป็นทางเลือกที่ได้เปรียบในหลายด้าน เมื่อไม่มีการอักเสบ ขอบเขตระหว่างผนังถุงกับเนื้อเยื่อรอบข้างจะชัดเจน ทำให้เอาผนังถุงออกได้ครบง่ายขึ้น และยังช่วยให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จำเป็นด้วย
ในทางกลับกัน หากขนาดโตขึ้นเร็ว หรือเจ็บแฉะและอักเสบซ้ำ ๆ บ่อยครั้ง หรือตำแหน่งที่เป็นโดนเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับกดทับกระตุ้นอยู่เรื่อย ๆ ก็อาจพิจารณาเอาออกก่อนที่จะโตขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะยิ่งถุงน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าไร แผลผ่าตัดก็ยิ่งต้องกว้างขึ้นและรอยแผลเป็นก็ตามมามากขึ้นเท่านั้น
เกิดขึ้นบ่อยที่บริเวณไหนของร่างกาย?
ถุงน้ำใต้ผิวหนังมักเกิดในบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะและรูขุมขนอยู่ชิดกัน เช่น ใบหน้า คอ แผ่นหลัง และหน้าอก บริเวณเหล่านี้ปากรูขุมขนมีโอกาสถูกกระตุ้นบ่อย เซลล์หนังกำพร้าจึงมีโอกาสมุดเข้าไปในชั้นหนังแท้ได้มากขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยบริเวณคางและคอที่โกนหนวดหรือขนบ่อย ๆ รวมถึงหลังและไหล่ที่โดนปกเสื้อหรือสายกระเป๋ากดทับเป็นประจำ มีรายงานว่าการเสียดสีทางกายภาพซ้ำ ๆ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ปากรูขุมขนได้รับความเสียหาย
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร
ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้
By Dr. Kim

หูดแบนขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ ทั่วใบหน้า ทำไมบีบหรือแกะแล้วยิ่งลามกว้างกว่าเดิม
หูดแบนเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไม่ใช่สิว การบีบหรือแกะจึงไม่ทำให้หายแต่กลับพาเชื้อไปติดผิวข้างเคียง บทความนี้อธิบายว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ต่างจากไฝหรือสิวอย่างไร และการรักษาพร้อมป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำมีหลักการอย่างไร
By Dr. Kim

เลเซอร์ CO2 กำจัด flat wart (verruca plana) สาเหตุที่ลามง่าย แยกจาก milia และ skin tag พร้อมวิธีดูแลไม่ให้กลับมา
flat wart (verruca plana) คือตุ่มแบนเล็ก ๆ คล้ายเม็ดสิวที่ขึ้นบนใบหน้าหรือหลังมือ เกิดจาก HPV ทำไมเกาแล้วถึงลามและติดคนอื่นได้ บทความนี้อธิบายสาเหตุ วิธีแยกจาก milia และ skin tag การกำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 ความเสี่ยงแผลเป็นและรอยดำ ไปจนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ อ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Lee