หูดแบนขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ ทั่วใบหน้า ทำไมบีบหรือแกะแล้วยิ่งลามกว้างกว่าเดิม
By Dr. Kim1 min read

หลายคนส่องกระจกแล้วเจอตุ่มเล็กๆ คล้ายเมล็ดข้าวขึ้นเป็นกลุ่มที่หน้าผาก หลังมือ หรือรอบคอ แล้วนึกว่าเป็นสิวจึงลองบีบดู แต่บีบเท่าไรก็ไม่มีหนองออกมาสักหยด แถมพอผ่านไป 2 ถึง 4 สัปดาห์ กลับมีตุ่มใหม่โผล่ขึ้นข้างๆ เพิ่มอีกหลายเม็ด ถ้าเจอลักษณะแบบนี้ สิ่งที่ควรนึกถึงคือหูดแบน
หูดแบนเป็นรอยโรคผิวหนังที่ต้นตอต่างจากสิวหรือตุ่มอักเสบโดยสิ้นเชิง ถ้าจัดการด้วยการบีบหรือแกะเหมือนที่ทำกับสิว ไม่เพียงไม่หาย แต่ยังอาจลามกว้างขึ้นไปอีก บทความนี้จะไล่อธิบายทีละประเด็นว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และแยกจากไฝหรือสิวได้อย่างไร
หูดแบนคือรอยโรคแบบไหนกันแน่?
หูดแบนตามชื่อคือตุ่มเล็กๆ ที่ผิวนูนขึ้นมาแบบแบนราบ ขนาดเล็กพอๆ กับเมล็ดข้าวไปจนถึงเมล็ดถั่ว สีมักออกโทนสีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน
ส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นแค่หนึ่งหรือสองเม็ด แต่ขึ้นเป็นกลุ่มหลายสิบเม็ดตามหน้าผาก หลังมือ และรอบคอ เพราะขึ้นพร้อมกันทีละเยอะแบบนี้ คนที่เจอครั้งแรกจึงมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิวเสี้ยนหรือสิวหัวเล็ก แต่หูดแบนมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส วิธีรับมือจึงต่างจากสิวโดยสิ้นเชิง
ลองคลำดูจะรู้สึกว่าไม่แหลมนูนแบบสิว แต่เรียบเกือบราบเมื่อลูบปลายนิ้วผ่าน นี่คือที่มาของคำว่า "แบน" ในชื่อ เพราะขนาดเล็กและมีจำนวนเยอะ หลายคนตอนแรกคิดว่าแค่ผิวขรุขระธรรมดา จนผ่านไป 4 ถึง 8 สัปดาห์ เห็นจำนวนเพิ่มขึ้นชัดเจนถึงตัดสินใจไปพบแพทย์
หูดแบนพบบ่อยเป็นพิเศษในเด็กและวัยหนุ่มสาว มีคำอธิบายว่าเป็นเพราะช่วงวัยนี้มีการสัมผัสผิวหนังกันบ่อย และระบบภูมิคุ้มกันยังไม่คุ้นเคยกับไวรัสตัวใหม่มากพอ บางรายหายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่ถ้าปล่อยไว้ระหว่างนั้นก็อาจลามกว้างขึ้นได้ การเข้าใจธรรมชาติของมันตั้งแต่เนิ่นๆ จึงช่วยได้มาก
ทำไมสาเหตุถึงเป็นไวรัส?
ตัวการที่ทำให้เกิดหูดแบนคือเชื้อ human papillomavirus หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อ HPV ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์จะแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ชั้นหนังกำพร้าซึ่งเป็นชั้นนอกสุดของผิวหนัง แล้วก่อให้เกิดหูดแบนขึ้นมา
เมื่อไวรัสเข้าไปในเซลล์แล้ว มันจะส่งสัญญาณผิดเพี้ยนให้เซลล์นั้นแบ่งตัวและเจริญเติบโตเร็วกว่าปกติอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับมีใครแอบเหยียบคันเร่งรถไว้ไม่ยอมปล่อย ผลคือเซลล์สะสมหนาและเร็วกว่าปกติ จนดันผิวหนังให้นูนขึ้นเป็นตุ่มที่เห็นได้ชัด
ต่างจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่ทำให้เกิดสิว ไวรัสไม่สามารถกำจัดด้วยยาปฏิชีวนะได้ เพราะแบคทีเรียอยู่ภายนอกจึงฉีดยาฆ่าได้ แต่ไวรัสหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ของเราเองแล้วยืมกลไกของเซลล์มาใช้งาน การกำจัดหูดแบนจึงไม่ได้พึ่งยาที่ฆ่าไวรัสตรงๆ แต่ใช้วิธีทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อโดยตรง หรือกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายค้นหาและกำจัดมันเอง
ทำไมบีบหรือแกะแล้วยิ่งลามกว้างกว่าเดิม?
เมื่อใช้เล็บบีบหรือแกะหูดแบน อนุภาคไวรัสที่อยู่ในตุ่มนั้นจะออกมาติดที่มือหรือผิวหนังรอบข้าง ถ้าตอนนั้นเอามือไปสัมผัสส่วนอื่นของใบหน้า หรือมีดโกนเฉี่ยวผ่าน ไวรัสก็จะย้ายไปตั้งรกรากในจุดใหม่ได้ทันที
ปรากฏการณ์ที่ตุ่มใหม่ขึ้นเรียงรายบนผิวที่ถูกระคายเคืองแบบนี้ ทางผิวหนังเรียกว่าการติดเชื้อซ้ำจากตัวเอง หรือ auto-inoculation หลักการเดียวกับมือที่เปื้อนสีแล้วไปแตะที่ไหนก็มีรอยสีติดตามไปด้วยทุกจุด บริเวณที่มีบาดแผลหรือรอยขีดข่วนจะยิ่งเสี่ยงมากกว่า เพราะเกราะป้องกันของผิวบางลง ไวรัสจึงแทรกซึมเข้าไปได้ง่ายกว่าปกติ
ด้วยเหตุนี้ การบีบหรือแกะบริเวณที่มีหูดแบนจึงมักไม่ทำให้ตุ่มเดิมหายไป แต่กลับทำให้เกิดตุ่มใหม่เรียงแถวขึ้นรอบๆ แทน กรณีโกนหนวดแล้วมีดโกนเฉี่ยวผ่านตุ่มเดิม จนเกิดตุ่มใหม่เรียงเป็นแนวตามทิศทางการโกน ก็เป็นผลจากหลักการเดียวกันนี้
สิวเวลาบีบ ไขมันและหนองข้างในจะออกมาแล้วจบแค่นั้น แต่หูดแบนไม่เป็นแบบนั้น เพราะการบีบไม่ได้ทำให้ไวรัสหลุดออกไปหมด กลับกันมันจะกระจายไปติดมือและผิวรอบข้าง เหมือนหว่านเมล็ดใหม่ไปเรื่อยๆ แม้ภายนอกจะดูเหมือนการบีบแบบเดียวกัน แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามด้วยเหตุผลนี้เอง
แยกจากไฝหรือสิวได้อย่างไร?
หูดแบนมีลักษณะที่ค่อนข้างกำกวม จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไฝหรือสิว แต่เพราะกลไกการเกิดต่างกัน มีจุดสังเกตไม่กี่อย่างที่ช่วยแยกได้
- ไฝเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินที่มารวมตัวกันในจุดเดียว จำนวนจึงไม่เพิ่มขึ้นฉับพลันตามเวลา และมักมีสีน้ำตาลเข้มหรือดำ เพราะไม่ได้เกิดจากไวรัสจึงไม่ติดต่อไปยังคนอื่น
- สิวเกิดจากไขมัน เซลล์ผิวที่ตายแล้ว และแบคทีเรียอุดตันในรูขุมขน ทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง กดแล้วเจ็บได้บ่อย ในขณะที่หูดแบนแทบไม่มีการอักเสบ กดแล้วไม่เจ็บและแทบไม่แดง
- หูดแบนมักขึ้นพร้อมกันหลายเม็ดในเวลาสั้นๆ พื้นผิวเรียบและแบนราบ ลักษณะที่จำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ก็สะท้อนถึงการแพร่กระจายแบบ auto-inoculation เช่นกัน
หากดูจากอาการเพียงอย่างเดียวแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ แพทย์ผิวหนังสามารถส่องขยายดูลวดลายบนผิวตุ่ม หรือตัดชิ้นเนื้อตรวจยืนยันได้หากจำเป็น การซื้อผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวหรือใช้เครื่องมือกดบีบด้วยตัวเองนั้นเสี่ยงเกินไป ตุ่มที่ดูไม่แน่ใจควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุก่อนจึงจะปลอดภัยกว่า
โดยเฉพาะถ้าเข้าใจว่าเป็นสิวแล้วลองใช้เครื่องมือกดบีบดู แต่ผลลัพธ์ยังคงเดิมหรือกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น นั่นคือสัญญาณที่ควรสงสัยว่าเป็นหูดแบน เพราะสิวเวลาบีบมักมีปฏิกิริยาให้เห็น เช่นขนาดยุบลงเมื่อสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา แต่หูดแบนกดแล้วแทบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
ทำไมมักลามที่ใบหน้าและหลังมือเป็นพิเศษ?
หูดแบนมักขึ้นบริเวณที่เปิดโล่งและถูกเสียดสีบ่อย เช่นใบหน้า หลังมือ และหน้าแข้ง เพราะจุดเหล่านี้สัมผัสมือ โดนโกนหนวด หรือล้างหน้าซ้ำๆ จนเกิดรอยแผลเล็กๆ ที่มองไม่เห็นได้บ่อยกว่าที่อื่น
ถ้านึกถึงหลักการ auto-inoculation ที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก คนที่มีนิสัยชอบเอามือแตะหน้าบ่อยๆ หรือโกนหนวดแล้วมีดโกนเฉี่ยวผ่านตุ่มเดิม ไวรัสก็จะย้ายไปติดตามเส้นทางนั้น ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าเมื่อมีหูดแบนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสจุดนั้นให้มากที่สุด และเลือกวิธีอื่นแทนการโกนหนวดเพื่อลดโอกาสแพร่กระจาย
ในทางกลับกัน บริเวณอย่างฝ่าเท้าหรือหลังที่มือไปไม่ค่อยถึงและไม่ค่อยถูกเสียดสี มักพบหูดแบนได้น้อยกว่า นั่นหมายความว่าแม้จะเป็นไวรัสตัวเดียวกัน แต่มันฝังตัวได้ดีกว่าในผิวที่ถูกกระตุ้นบ่อย นิสัยถูผ้าขนหนูแรงๆ บนใบหน้าตอนล้างหน้า หรือถูมือแรงตอนล้างเครื่องสำอาง ก็อาจทิ้งรอยแผลเล็กๆ ที่มองไม่เห็นได้เช่นกัน จึงควรระวังด้วย
กำจัดด้วยหลักการอย่างไร?
การรักษาหูดแบนแบ่งเป็นสองแนวทางหลัก คือกำจัดเซลล์ที่ไวรัสฝังตัวอยู่โดยตรง หรือกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดเซลล์นั้นเอง
- การจี้เย็นใช้ไนโตรเจนเหลวแช่แข็งบริเวณตุ่มอย่างฉับพลันเพื่อทำลายเซลล์ข้างใน เมื่อเซลล์ถูกแช่แข็งแล้วละลายจนเสียหาย พื้นที่ที่ไวรัสเคยอาศัยอยู่ก็หายไปด้วย
- เลเซอร์ใช้พลังงานความร้อนเผาทำลายเนื้อเยื่อตุ่มโดยตรง มีรายงานว่าให้ความแม่นยำในการกำจัดเนื้อเยื่อได้ตามความลึกที่ต้องการ
- การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ใช้ยาทาเพื่อดึงเซลล์ภูมิคุ้มกันมารวมตัวที่บริเวณนั้น เมื่อเซลล์ภูมิคุ้มกันมาถึง ร่างกายจะจดจำและกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสได้เอง
ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน หากบริเวณนั้นถูกกระตุ้นซ้ำก็อาจเกิดตุ่มใหม่ได้อีก จึงจำเป็นต้องดูแลไม่ให้มือแตะหรือเกาบริเวณนั้นควบคู่ไปกับการรักษาด้วย
ทั้งสามวิธีมีเป้าหมายเดียวกันคือกำจัดเซลล์ที่ไวรัสซ่อนตัวอยู่ แต่เพราะวิธีต่างกัน ความรุนแรงของการระคายเคืองและระยะเวลาฟื้นตัวก็ต่างกันไปด้วย โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาจากจำนวนตุ่ม ตำแหน่ง และสภาพผิวประกอบกัน แล้วเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดในขั้นตอนการตรวจรักษา
ทำไมกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย และควรดูแลอย่างไร?
หูดแบนมีรายงานว่ากลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย แม้จะกำจัดตุ่มที่มองเห็นออกไปแล้วก็ตาม สาเหตุคือผิวหนังโดยรอบที่ดูปกติดีอาจมีไวรัสแพร่กระจายอยู่แล้วโดยที่ยังไม่ก่อตัวเป็นตุ่มให้เห็น นั่นหมายความว่าอาจก่อตัวเป็นตุ่มใหม่ขึ้นเมื่อไรก็ได้
ดังนั้นการดูแลไม่ควรจบแค่การกำจัดตุ่มที่มองเห็น แต่ต้องควบคู่ไปกับนิสัยที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายซ้ำด้วย มีรายงานว่าการไม่เอามือแตะหรือเกาบริเวณตุ่ม การแยกใช้ของส่วนตัวอย่างมีดโกนหรือผ้าเช็ดตัว และการรีบพบแพทย์ตั้งแต่เห็นตุ่มใหม่โดยไม่ปล่อยทิ้งไว้ ล้วนช่วยได้จริง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายเกี่ยวข้องกับการควบคุมไวรัส การนอนหลับให้เพียงพอและใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบจึงอาจช่วยเรื่องการฟื้นตัวได้เช่นกัน เป็นข้อมูลที่ควรพิจารณาประกอบ
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA). </content> </invoke>
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร
ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้
By Dr. Kim

ก้อนใต้ผิวที่คลำเจอเป็นถุงน้ำ ต่างจากสิวที่บีบออกอย่างไร ทำไมต้องเอาผนังถุงออกให้หมดถึงไม่กลับมาเป็นซ้ำ
ถ้าก้อนใต้ผิวบีบเหมือนสิวแล้วก็ยังกลับมาโตที่เดิมซ้ำ ๆ นั่นอาจไม่ใช่สิว แต่เป็นถุงน้ำใต้ผิวหนัง (epidermal cyst) บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ตั้งแต่กลไกที่ทำให้ถุงน้ำก่อตัว จุดสังเกตที่ต่างจากสิว ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมต้องเอาผนังถุงออกให้หมดจึงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำ
By Dr. Lee

Corn และ Callus สาเหตุที่เกิด วิธีแยกจากหูดที่ฝ่าเท้า และผลการรักษาด้วย salicylic acid
Corn และ callus คือปฏิกิริยาของชั้นหนังกำพร้าที่หนาตัวขึ้นจากแรงเสียดสีและแรงกด บทความนี้อธิบายวิธีแยกจากหูด หลักฐานทางคลินิกของแผ่นแปะ salicylic acid ไปจนถึงการเลือกรองเท้าและแผ่นรองป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
By Dr. Kim