ตุ่มขาวเล็กๆ ตะปุ่มตะป่ำรอบดวงตา บีบก็ไม่ออก แถมกลับมาเป็นซ้ำ สาเหตุและหลักการกำจัดที่ควรรู้
By Dr. Lee1 min read

หลายคนส่องกระจกใกล้ๆ แล้วเจอตุ่มขาวเล็กๆ คล้ายเมล็ดข้าวสารขึ้นเป็นตะปุ่มตะป่ำรอบดวงตา ดูผิวเผินคล้ายสิว แต่พอลองใช้เล็บกดบีบดูกลับไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว ทำเอาหงุดหงิดใจไม่น้อย
ตุ่มขาวเหล่านี้มีชื่อเรียกว่ามิเลีย (milia) ชื่ออาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่จริงๆ แล้วเป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อยมาก และถ้าเข้าใจว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นและทำไมบีบไม่ออก ก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ มาไล่ดูทีละขั้นกันว่ามิเลียก่อตัวขึ้นได้อย่างไร และหลักการกำจัดมันทำงานแบบไหน
มิเลียคืออะไรกันแน่?
มิเลียคือภาวะที่เซลล์ผิวหนังชั้นบนสุด (เศษเซลล์เก่าที่ควรหลุดลอกออกไปตามธรรมชาติ) เกิดจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ ติดค้างอยู่ในชั้นผิวตื้นๆ ขนาดโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 3 มิลลิเมตร สีขาวหรืออมเหลืองอ่อนๆ
สาเหตุที่กดแล้วรู้สึกแข็งและเป็นก้อนกลมชัดเจน เป็นเพราะตุ่มนี้อยู่ในรูปถุงเล็กๆ ที่แยกตัวออกจากผิวหนังโดยสิ้นเชิง ไม่ได้เชื่อมต่อกับรูขุมขนหรือต่อมใดๆ ต่างจากสิวตรงที่ไม่บวมแดง และกดแล้วก็ไม่เจ็บด้วย
ตำแหน่งที่พบบ่อยคือรอบดวงตา เปลือกตา และแก้มส่วนบน ซึ่งเป็นบริเวณที่ผิวบางเป็นพิเศษ ในเด็กแรกเกิดก็พบมิเลียได้บ่อยเช่นกัน โดยส่วนใหญ่มักหายไปเองภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ในทางกลับกัน มิเลียที่ขึ้นตอนโตแล้วมักไม่หายไปเอง ถ้าอยากกำจัดจึงต้องพึ่งขั้นตอนที่คลินิกหรือโรงพยาบาล
ทำไมเซลล์ผิวถึงติดค้างจับตัวเป็นก้อนอยู่ใต้ผิว?
โดยปกติผิวหนังชั้นนอกสุดจะมีเซลล์เก่าหลุดลอกออกไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว เหมือนวอลเปเปอร์เก่าที่ค่อยๆ ลอกออกตามธรรมชาติ ผิวก็ต้องผลัดเซลล์เก่าออกเป็นประจำ ผิวใหม่จึงจะโผล่ขึ้นมาแทนที่
แต่ถ้าช่องทางที่เซลล์ผิวเหล่านี้จะหลุดออกไปเกิดอุดตันด้วยรอยแยกเล็กจิ๋วขึ้นมา ปัญหาก็จะตามมา เซลล์ผิวที่ไปไหนไม่ได้ก็สะสมอยู่ตรงจุดนั้นจนจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ แล้วมีเยื่อผิวบางๆ มาปิดคลุมทับอีกที กลายเป็นถุงเล็กที่ปิดสนิทโดยสมบูรณ์ นี่แหละคือมิเลีย
ช่องทางอุดตันแบบนี้มักเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ต่อไปนี้
- ระหว่างที่แผลไฟไหม้หรือบาดแผลกำลังหาย ผิวที่กำลังฟื้นตัวใหม่อาจไปกดทับหรือปิดกั้นเส้นทางที่เซลล์ผิวเคยหลุดออก จึงทำให้บริเวณนั้นเกิดมิเลียได้ง่าย
- การทาครีมเนื้อหนักหรือมันเยิ้มซ้ำๆ บ่อยๆ เพราะสารในผลิตภัณฑ์อาจทิ้งฟิล์มบางๆ ไว้บนชั้นผิว ปิดกั้นช่องทางที่เซลล์ผิวควรหลุดออกไปแบบทางกายภาพ
- ผิวที่โดนแดดสะสมมานาน ผิวที่รับแสงแดดต่อเนื่องเป็นเวลานานมีแนวโน้มที่ชั้นผิวนอกจะหนาขึ้น ซึ่งอาจทำให้ช่องทางเดิมแคบลงได้ง่ายกว่าปกติ
มิเลียต่างจากสิวยังไง?
ด้วยหน้าตาที่คล้ายกัน หลายคนจึงเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แต่จริงๆ แล้วกระบวนการเกิดต่างกันโดยสิ้นเชิง สิวเกิดจากไขมัน (น้ำมันที่ผิวหนังผลิตขึ้นเอง) และเซลล์ผิวสะสมกันอยู่ในรูขุมขน แล้วมีแบคทีเรียเข้ามาร่วมด้วยจนเกิดการอักเสบ
แต่มิเลียไม่เกี่ยวข้องกับต่อมไขมันหรือรูขุมขนเลย เป็นแค่เซลล์ผิวล้วนๆ ที่ติดค้างอยู่ ไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอักเสบเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้มิเลียจึงไม่บวมแดง กดแล้วไม่เจ็บ และแทบไม่มีทางที่จะเป็นหนองหรือขยายใหญ่ขึ้นแม้จะปล่อยไว้
อีกจุดสำคัญที่ต่างกันคือช่องทางเปิดสู่ผิวด้านนอก สิวเริ่มจากรูขุมขนซึ่งเดิมทีเป็นช่องเปิดอยู่แล้วเกิดอุดตัน แต่มิเลียตั้งแต่แรกก็แทบไม่มีช่องทางเปิดสู่ภายนอกเลย เป็นถุงเล็กๆ ที่ปิดสนิทตั้งแต่ต้น การบีบด้วยมือจึงไม่มีทางเอาเนื้อในออกมาได้เลย
แนวทางดูแลก็ต้องต่างกันตามไปด้วย สิวต้องจัดการทั้งการหลั่งไขมัน แบคทีเรีย และการอักเสบไปพร้อมกัน แต่มิเลียไม่มีการอักเสบเข้ามาเกี่ยว ต่อให้ทาสารลดการอักเสบก็ไม่ทำให้ตุ่มเล็กลง สิ่งที่ต้องมีคือการเปิดช่องทางใหม่ให้เซลล์ผิวหลุดออกได้ด้วยวิธีทางกายภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่ต่างจากสิวโดยพื้นฐาน
ทำไมบีบยังไงก็ไม่ออก?
หัวสิวขาวจะมีปากรูขุมขนเปิดอยู่บางๆ พอกดแรงเข้าไป ไขมันและเซลล์ผิวข้างในจึงถูกดันออกมาได้ แต่มิเลียมีโครงสร้างที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เยื่อบางๆ ที่ห่อหุ้มมิเลียไม่ใช่รูเปิดที่เชื่อมกับผิวด้านนอก แต่เป็นถุงปิดสนิทที่ล้อมรอบก้อนเซลล์ผิวไว้ทุกด้าน ต่อให้ใช้มือกดแรงแค่ไหนก็ไม่มีรอยแยกให้ทะลุผ่านได้ เพราะทางออกของเนื้อในถูกปิดกั้นไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ถ้าฝืนใช้เล็บหรือของแหลมกดบีบ สุดท้ายมักจะทำให้ผิวรอบๆ เป็นแผลเปล่าๆ และในบางกรณีระหว่างที่แผลกำลังหาย ก็อาจเกิดมิเลียก้อนใหม่ขึ้นมาอีกด้วยซ้ำ เพราะจุดที่แผลกำลังฟื้นตัวก็เสี่ยงที่ช่องทางเซลล์ผิวจะอุดตันขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน
หลักการกำจัดด้วยเข็มหรือเลเซอร์เป็นแบบไหน?
เวลาที่คลินิกกำจัดมิเลีย จะไม่ใช้วิธีบีบด้วยมือ แต่จะเจาะรูเล็กจิ๋วเข้าไปในเยื่อที่ปิดสนิทนั้นก่อน ด้วยเข็มปลอดเชื้อที่มีปลายเล็กมาก แค่จิ้มเบาๆ ที่ผิวมิเลียก็จะเกิดรอยแยกเล็กๆ บนเยื่อ ทันทีที่มีรอยแยกนี้ ก็จะเป็นครั้งแรกที่มีช่องทางเชื่อมระหว่างภายในกับภายนอก
หลังจากมีช่องทางแล้ว แค่กดเบาๆ ก็สามารถดันก้อนเซลล์ผิวที่ติดค้างอยู่ข้างในให้หลุดออกมาได้ง่ายๆ หัวใจของหลักการนี้ไม่ใช่แรงบีบ แต่คือการเปิดเส้นทางที่เคยถูกปิดกั้นไว้ต่างหาก
ส่วนการใช้เลเซอร์มีหลักการที่ต่างออกไปเล็กน้อย เพราะพลังงานความร้อนจากเลเซอร์จะเจาะจงไปที่ผนังถุงเล็กๆ นั้นโดยตรงและทำลายเนื้อเยื่อบริเวณนั้นให้สลายไป จึงมักถูกนำมาใช้กับมิเลียที่เล็กหรือตื้นเกินกว่าจะเจาะด้วยเข็มได้สะดวก หรือกรณีที่มีหลายเม็ดขึ้นเบียดกันอยู่ ทั้งสองวิธีนี้ต่างเน้นที่การเปิดหรือกำจัดเฉพาะถุงเล็กๆ ที่เป็นปัญหาให้แม่นยำที่สุด โดยพยายามไม่กระทบผิวปกติรอบข้างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้อีก?
ถึงจะกำจัดมิเลียก้อนหนึ่งออกไปแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าบริเวณนั้นจะไม่กลับมาเป็นอีกเลย เหตุผลที่มักกลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆ ก็เพราะสภาพผิวที่ทำให้เซลล์ผิวติดค้างได้ง่ายยังคงอยู่เหมือนเดิมนั่นเอง
โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาที่ชั้นผิวนอกบางกว่าที่อื่นและมีต่อมไขมันน้อย จังหวะการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติจึงต่างจากบริเวณอื่นเล็กน้อย ตราบใดที่ลักษณะเฉพาะนี้ยังคงอยู่ ถ้าเงื่อนไขเหมาะสมก็อาจเกิดมิเลียขึ้นที่จุดอื่นได้อีก แทนที่จะสบายใจแค่เพราะกำจัดไปครั้งหนึ่งแล้ว การเข้าใจว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นและดูแลผิวต่อเนื่องจะช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้จริงมากกว่า
วิธีดูแลที่รู้กันว่าช่วยลดโอกาสเป็นซ้ำ มีดังนี้
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบาแทนครีมหนักและมันเยิ้มสำหรับรอบดวงตา เพราะช่วยลดโอกาสที่ชั้นผิวจะถูกฟิล์มหนาปิดกั้นจนช่องทางอุดตัน
- ทากันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อผิวได้รับแสงแดดน้อยลง ก็ช่วยป้องกันไม่ให้ชั้นผิวนอกหนาขึ้นโดยไม่จำเป็น
- หากเป็นผิวที่มีเซลล์ผิวสะสมง่าย ควรใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวสูตรอ่อนโยนควบคู่ไปด้วย เพราะช่วยให้เซลล์ผิวไม่ค้างอยู่บนผิวนานเกินไปและหลุดลอกออกตามเวลาที่ควร ซึ่งช่วยลดโอกาสที่ช่องทางจะอุดตันได้
ที่สำคัญที่สุดคือควรหลีกเลี่ยงการบีบด้วยมือหรือใช้เข็มจิ้มด้วยตัวเอง เพราะการฝืนเจาะด้วยของที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อมักทำให้เกิดแผล และแผลนั้นอาจกลายเป็นจุดที่มิเลียก้อนใหม่ขึ้นมาอีก วนเป็นวงจรซ้ำๆ ได้
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร
ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้
By Dr. Kim

ทำไมซีริงโกมาใต้ตาที่ขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ ถึงต่างจากมิเลียม และกำจัดยากกว่าที่คิด
ตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเมล็ดข้าวที่ขึ้นใต้ตามักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมิเลียม ทั้งที่จริงแล้วซีริงโกมาเกิดจากกลไกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายตั้งแต่กระบวนการเกิดจากต่อมเหงื่อ เหตุผลที่กำจัดยาก ไปจนถึงสาเหตุที่มักกลับมาเป็นซ้ำ เข้าใจง่าย
By Dr. Lee

แผลเป็นคีลอยด์ที่โตกว่ารอยแผลเดิม สาเหตุที่ไม่หยุดโตและแนวทางการรักษา
คีลอยด์คือแผลเป็นที่คอลลาเจนยังคงสะสมต่อไปเรื่อยๆ แม้แผลจะหายสนิทแล้ว จนโตขึ้นจนใหญ่กว่ารอยแผลเดิม บทความนี้อธิบายง่ายๆ ว่าทำไมคอลลาเจนถึงเพิ่มขึ้นไม่หยุด แตกต่างจากแผลเป็นทั่วไปอย่างไร การฉีดยาและเลเซอร์ช่วยยุบคีลอยด์ผ่านกลไกใด และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย
By Dr. Lee