prettytime
Skincare

แผลเป็นคีลอยด์ที่โตกว่ารอยแผลเดิม สาเหตุที่ไม่หยุดโตและแนวทางการรักษา

By Dr. Lee1 min read

การเจาะหูหรือผ่าตัดแล้วมีรอยแผลเป็นทิ้งไว้เป็นเรื่องปกติ แต่บางครั้งรอยแผลนั้นกลับไม่ยอมจางหายไปตามเวลา ตรงกันข้ามกลับนูนขึ้นจนใหญ่กว่ารอยแผลเดิมเสียอีก แผลเป็นที่ขยายตัวเกินขอบเขตแผลเดิมแบบนี้เรียกว่าคีลอยด์

ทำไมคีลอยด์ถึงไม่หายสนิทเหมือนแผลเป็นทั่วไป แต่กลับโตขึ้นเรื่อยๆ คำตอบอยู่ที่สมดุลของการสร้างและการสลายคอลลาเจนในผิวหนังที่เสียไป บทความนี้จะอธิบายว่าสมดุลนี้พังลงได้อย่างไร และการฉีดยากับเลเซอร์เข้ามาช่วยดึงสมดุลนี้กลับคืนได้อย่างไร

ขั้นตอนปกติของการสมานแผล

เมื่อผิวหนังเกิดบาดแผล ร่างกายจะสร้างโปรตีนที่เรียกว่าคอลลาเจนขึ้นมาใหม่เพื่อซ่อมแซมบริเวณนั้น คอลลาเจนเปรียบเสมือนเสาโครงสร้างที่ค้ำยันผิวหนัง จึงต้องถูกสร้างขึ้นมาเติมเต็มพื้นที่แผลให้แน่นเหมือนตั้งเสาใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

ปัญหาคือกระบวนการนี้ต้องหยุดพอดีเมื่อถึงจุดที่พอเหมาะ ในแผลปกติ เซลล์ที่สร้างคอลลาเจนกับเอนไซม์ที่คอยตัดแต่งคอลลาเจนส่วนเกินจะทำงานสมดุลกัน คล้ายกับตอนสร้างบ้านที่มีทั้งคนขนวัสดุเข้ามาและคนที่คอยเก็บกวาดเศษวัสดุที่เหลือใช้ไปพร้อมกัน สมดุลนี้เองที่ทำให้แผลเป็นหยุดโตในที่สุด แล้วค่อยๆ นุ่มลงและยุบตัวลง

ลองนึกถึงตอนโดนมีดบาดที่นิ้วดู ช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์แรก แผลจะแดงและนูนขึ้นมา แต่พอผ่านไป 3 ถึง 6 เดือน สีก็จะจางลงและผิวก็ค่อยๆ เรียบลงจนเกือบเท่าระดับผิวหลังมือ นั่นคือสัญญาณว่ากระบวนการสร้างคอลลาเจนหยุดตรงเวลาและจัดการเรียบร้อยแล้ว ส่วนคีลอยด์คือแผลเป็นที่ไม่เคยไปถึงขั้นตอนสุดท้ายนี้เลย

ทำไมคอลลาเจนถึงเพิ่มขึ้นไม่หยุด

ในผิวที่เกิดคีลอยด์ สมดุลนี้จะพังลง เซลล์ที่สร้างคอลลาเจนได้รับสัญญาณให้ทำงานต่อเนื่อง จนผลิตคอลลาเจนออกมาเกินความจำเป็น ในขณะที่เอนไซม์ชื่อ MMP ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกรรไกรตัดคอลลาเจนส่วนเกินกลับทำงานได้ไม่เต็มที่

เหมือนกรรไกรทื่อลงในขณะที่คนขนวัสดุยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ความเร็วในการสะสมคอลลาเจนจึงแซงหน้าความเร็วในการกำจัดไปมาก ผลลัพธ์คือเส้นใยคอลลาเจนที่หนา แน่น และเรียงตัวยุ่งเหยิงไปคนละทิศทาง จนก่อตัวเป็นก้อนนูนขึ้นเหนือผิว

คอลลาเจนในแผลเป็นปกติเรียงตัวเป็นระเบียบเหมือนทอผ้า แต่คอลลาเจนในคีลอยด์กลับคล้ายเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเป็นก้อน จึงจับดูแล้วรู้สึกแข็ง และมักมีอาการตึงหรือคันติดต่อกันเป็นเวลานาน โครงสร้างที่พันกันยุ่งเหยิงนี้เองที่ทำให้คีลอยด์คลี่คลายเองได้ยาก และเป็นเหตุผลที่ทำให้รักษาให้หายขาดได้ไม่ง่าย

คีลอยด์กับแผลเป็นนูนหนาต่างกันอย่างไร?

อาการนูนของแผลเป็นยังพบได้ในแผลเป็นนูนหนา (hypertrophic scar) ด้วย จึงมักทำให้สับสนกันบ่อย แต่ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือแผลเป็นนั้นขยายเกินขอบเขตแผลเดิมหรือไม่

แผลเป็นนูนหนาแม้จะนูนขึ้นแต่ก็หนาตัวอยู่แค่ในขอบเขตแผลเดิมเท่านั้น และมักยุบลงเองเมื่อเวลาผ่านไป ในทางกลับกัน คีลอยด์จะขยายคอลลาเจนล้นออกไปนอกขอบแผลจนรุกล้ำเข้าไปในผิวปกติ และเติบโตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เหมือนเถาวัลย์ที่เลื้อยข้ามขอบแปลงดอกไม้ไปยังสนามหญ้า จึงมักใหญ่กว่ารอยแผลเดิมอย่างเห็นได้ชัด และไม่ยุบลงเองแม้ผ่านไปหลายปี

ช่วงเวลาที่เริ่มเกิดก็ต่างกันด้วย แผลเป็นนูนหนามักนูนขึ้นภายใน 4 ถึง 8 สัปดาห์หลังเกิดแผล ส่วนคีลอยด์มักเริ่มค่อยๆ โตขึ้นหลังจากแผลหายสนิทไปแล้ว 3 ถึง 12 เดือน หลายคนจึงเข้าใจผิดว่าเป็นแผลเป็นธรรมดาในตอนแรก แล้วมาพบแพทย์เมื่อสังเกตเห็นว่ามันโตขึ้นเรื่อยๆ ในภายหลัง

ทำไมบางคนและบางตำแหน่งถึงเป็นคีลอยด์ง่ายกว่า

แผลแบบเดียวกันไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นคีลอยด์เหมือนกัน มีรายงานว่าผู้ที่มีผิวสีเข้มและผู้ที่มีคนในครอบครัวเคยเป็นคีลอยด์มาก่อนมีแนวโน้มเป็นได้บ่อยกว่า สันนิษฐานว่าเป็นเพราะแนวโน้มทางพันธุกรรมในการสร้างและสลายคอลลาเจนของแต่ละคนแตกต่างกัน

ตำแหน่งของแผลก็สำคัญไม่แพ้กัน บริเวณที่มีแรงดึงผิวสูง เช่น กลางหน้าอก ไหล่ และติ่งหู มักเกิดคีลอยด์ได้ง่ายเป็นพิเศษ เพราะแรงดึงที่กระทำต่อผิวอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจนให้ทำงานมากขึ้น ในทางกลับกัน บริเวณที่ผิวบางและมีแรงดึงน้อย เช่น เปลือกตา มักไม่ค่อยพบคีลอยด์

อายุก็มีผลเช่นกัน มีรายงานว่าคีลอยด์มักเกิดง่ายเป็นพิเศษในช่วงอายุ 10 ถึง 30 กว่าปี ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์ผิวหนังสร้างคอลลาเจนได้อย่างคึกคัก เพราะเป็นวัยที่ปฏิกิริยาการซ่อมแซมของร่างกายทำงานอย่างเต็มที่เมื่อเกิดบาดแผล สัญญาณกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจึงแรงขึ้นตามไปด้วย

การฉีดสเตียรอยด์ช่วยยุบคีลอยด์ได้อย่างไร

วิธีรักษาคีลอยด์ที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดคือการฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในตัวแผลเป็นโดยตรง ซึ่งออกฤทธิ์ผ่านสองกลไกหลัก

อย่างแรกคือช่วยลดการทำงานของเซลล์ที่ส่งสัญญาณให้สร้างคอลลาเจน ทำให้ปริมาณคอลลาเจนที่ผลิตใหม่ลดลง อย่างที่สองคือช่วยกระตุ้นเอนไซม์ MMP ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกรรไกรตัดคอลลาเจนดังที่กล่าวไปแล้วให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น เท่ากับลดจำนวนคนขนวัสดุลงพร้อมกับเพิ่มคนเก็บกวาดขึ้น สมดุลที่เคยพังลงจึงค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ ด้วยเหตุนี้จึงมักต้องฉีดซ้ำทุก 4 ถึง 6 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 3 ถึง 6 ครั้ง กว่าแผลเป็นจะยุบแบนลงอย่างเห็นได้ชัด

เลเซอร์ช่วยได้อย่างไร?

การรักษาคีลอยด์มักใช้เลเซอร์หลอดเลือดร่วมด้วยบ่อยครั้ง เพราะภายในเนื้อเยื่อคีลอยด์มีหลอดเลือดเล็กๆ ที่คอยหล่อเลี้ยงก้อนแผลเป็นนี้เกิดขึ้นมากเป็นพิเศษ และหลอดเลือดเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเส้นทางลำเลียงสารส่งสัญญาณที่กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนต่อไปเรื่อยๆ

เลเซอร์จะทำงานโดยเล็งไปที่หลอดเลือดเหล่านี้อย่างจำเพาะเจาะจง เพื่อทำให้หลอดเลือดตีบลงหรือหายไป คล้ายกับการลดขนาดทางน้ำเพื่อลดปริมาณสิ่งของที่ถูกลำเลียงผ่านมาด้วย เมื่อเลือดไปเลี้ยงน้อยลง สัญญาณกระตุ้นที่ไปถึงเซลล์สร้างคอลลาเจนก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้สีแดงและความหนาของแผลเป็นค่อยๆ จางลง

ด้วยเหตุนี้ เลเซอร์จึงมักถูกใช้ร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์มากกว่าใช้เดี่ยวๆ ในขณะที่การฉีดยาไปกดการทำงานของเซลล์สร้างคอลลาเจนโดยตรง เลเซอร์ก็ช่วยลดหลอดเลือดที่ลำเลียงสัญญาณไปยังเซลล์เหล่านั้นไปพร้อมกัน การรักษาทั้งสองแบบจึงช่วยปิดกั้นสองเส้นทางที่ต่างกันไปพร้อมๆ กัน

ทำไมรักษาแล้วก็ยังกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย

คีลอยด์เป็นแผลเป็นที่ขึ้นชื่อว่ากลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยแม้จะรักษาไปแล้ว โดยเฉพาะถ้าใช้วิธีผ่าตัดตัดก้อนออกเพียงอย่างเดียวโดยไม่รักษาต่อ มีรายงานว่าอัตราการกลับมาเป็นซ้ำจะยิ่งสูงขึ้น

สาเหตุมีสองประการ ประการแรกคือคุณสมบัติของเซลล์ที่เคยสร้างคีลอยด์ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงง่ายๆ หากเซลล์ที่ยังคงมีนิสัยสร้างคอลลาเจนเกินความจำเป็นหลงเหลืออยู่บริเวณรอบๆ แผลใหม่ที่กำลังสมานก็อาจเกิดปัญหาเดิมซ้ำได้อีก ประการที่สองคือการผ่าตัดเองก็สร้างแผลใหม่ขึ้นมา แผลใหม่นี้ก่อให้เกิดแรงดึงผิวขึ้นอีกครั้ง และแรงดึงนั้นก็กลับไปกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจนซ้ำอีกรอบ ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงมักแนะนำให้ผ่าตัดควบคู่ไปกับการฉีดยาหรือการฉายรังสีร่วมด้วย แทนที่จะผ่าตัดเพียงอย่างเดียว เพื่อลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

วิธีดูแลหลังรักษาเชื่อมโยงกับหลักการนี้อย่างไร?

เมื่อเข้าใจหลักการที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าทำไมวิธีดูแลที่แพทย์แนะนำถึงได้ผล

  • แผ่นซิลิโคนหรือเจลซิลิโคนช่วยควบคุมความชื้นและแรงกดบนผิวแผลเป็น ซึ่งช่วยลดสัญญาณที่กระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน
  • การใช้ผ้าพันกดทับหรืออุปกรณ์กดทับแบบต่างหูช่วยลดแรงดึงบริเวณแผลเป็นทางกายภาพ ซึ่งช่วยลดสิ่งกระตุ้นที่ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน
  • การนัดติดตามผลเป็นระยะตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 5 ปีหลังการรักษาก็เพื่อจับสัญญาณการกลับมาเป็นซ้ำได้ตั้งแต่ระยะแรก ตามกลไกที่อธิบายไปข้างต้น

คีลอยด์ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของแนวโน้มทางพันธุกรรม แรงดึงผิว และสมดุลของการสร้างกับการสลายคอลลาเจนที่ทำงานร่วมกัน ดังนั้นการรักษาจึงไม่ควรยึดติดกับวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ควรผสมผสานทั้งการฉีดยา เลเซอร์ และการดูแลด้วยแรงกดให้เหมาะกับแต่ละกรณี ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการแนะนำอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Acne

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร

ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้

By Dr. Kim

Skincare

แผลคีลอยด์ วิธีรักษาลดการกลับเป็นซ้ำ ตั้งแต่ฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับ 5-FU ไปจนถึงการผ่าตัดร่วมรังสีรักษา

อธิบายง่าย ๆ ว่าแผลคีลอยด์ต่างจากแผลนูนหนาอย่างไร ทำไมคีลอยด์ถึงเกิดจากคอลลาเจนที่สร้างมากเกินไป การฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับ 5-FU ซึ่งเป็นการรักษาขั้นแรกช่วยลดการกลับเป็นซ้ำได้มากแค่ไหน ซิลิโคน การกดทับ เลเซอร์ และการจี้เย็นแต่ละวิธีเก่งด้านไหน และทำไมการผ่าตัดเดี่ยว ๆ ถึงไม่ควรทำ สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Acne

ตุ่มขาวเล็กๆ ตะปุ่มตะป่ำรอบดวงตา บีบก็ไม่ออก แถมกลับมาเป็นซ้ำ สาเหตุและหลักการกำจัดที่ควรรู้

ตุ่มขาวเล็กๆ คล้ายเมล็ดข้าวสารที่ขึ้นตะปุ่มตะป่ำรอบดวงตา หรือที่เรียกว่ามิเลีย มักบีบไม่ออกและกลับมาเป็นซ้ำเมื่อเวลาผ่านไป บทความนี้อธิบายง่ายๆ ว่ามิเลียเกิดขึ้นได้อย่างไร ต่างจากสิวตรงไหน และทำไมคลินิกถึงต้องใช้เข็มหรือเลเซอร์ในการกำจัด

By Dr. Lee

Back to articles