ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิกก็เหมือนกันหมด แต่ทำไมบางตัวอยู่ได้แค่ 6 เดือน บางตัวอยู่ได้นานถึง 2 ปี
By Dr. Kim1 min read

เวลาปรึกษาเรื่องฟิลเลอร์ ชื่อสาร กรดไฮยาลูรอนิก (hyaluronic acid, HA) มักถูกพูดถึงเหมือนเดิมทุกครั้ง แต่พอฟังรายละเอียดของแต่ละผลิตภัณฑ์ กลับพบว่าบางตัวสลายหมดภายใน 6 เดือน บางตัวอยู่ได้ 1 ปี หรือบางตัวอยู่ได้นานเกือบ 2 ปี ทั้งที่เป็นสารตัวเดียวกัน จึงชวนสงสัยว่าทำไมอายุการใช้งานถึงต่างกันขนาดนี้
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวกรดไฮยาลูรอนิกเอง แต่อยู่ที่วิธีที่นำกรดไฮยาลูรอนิกนั้นไปแปรรูปต่างหาก สายโมเลกุลที่เหมือนเส้นด้ายถูกนำมาถักทอให้แน่นมากแค่ไหน และเจลที่ได้ออกมาแข็งหรือนุ่มแค่ไหน สองปัจจัยนี้เป็นตัวกำหนดทั้งระยะเวลาคงอยู่และสัมผัสของฟิลเลอร์ไปเลย
กรดไฮยาลูรอนิกเหมือนกัน แต่ทำไมอยู่ได้นานไม่เท่ากัน?
เดิมทีกรดไฮยาลูรอนิกเป็นสารที่มีอยู่แล้วในผิวหนังและข้อต่อของเรา มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีมาก จึงช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและเต่งตึง แต่กรดไฮยาลูรอนิกในร่างกายอยู่ในรูปสายเดี่ยว ๆ ที่ไม่ได้เชื่อมกัน จึงถูกสลายและหายไปภายในแค่ 1-2 วัน
เมื่อจะนำมาทำเป็นฟิลเลอร์ ต้องปรับแต่งสายโมเลกุลเหล่านี้ไม่ให้สลายเร็วเกินไปในร่างกาย จึงนำสายโมเลกุลมาเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นร่างแหที่แน่นหนา ขั้นตอนนี้เรียกว่า ครอสลิงก์ (crosslinking) ยิ่งตาข่ายถี่มากเท่าไรก็ยิ่งคลายออกยาก เช่นเดียวกับฟิลเลอร์ที่ยิ่งครอสลิงก์มากเท่าไรก็ยิ่งอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น
ทำไมครอสลิงก์ถึงเป็นตัวกำหนดอายุของฟิลเลอร์
ครอสลิงก์คือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสายโมเลกุลกรดไฮยาลูรอนิก โดยทั่วไปใช้สารเชื่อม BDDE (butanediol diglycidyl ether) มาเชื่อมสายโมเลกุลเข้าด้วยกันทางเคมี โครงสร้างตาข่ายที่เชื่อมกันแบบนี้ร่างกายจะสลายได้ยากกว่าสายโมเลกุลเดี่ยว ๆ มาก
ในร่างกายมีเอนไซม์ที่คอยสลายกรดไฮยาลูรอนิกอยู่ตลอดเวลา ชื่อว่า ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) เอนไซม์ตัวนี้ทำหน้าที่เหมือนกรรไกรที่คอยตัดสายโมเลกุลทีละเส้น สายเดี่ยว ๆ ที่ไม่ผ่านการครอสลิงก์จะขาดง่ายแค่ตัดครั้งเดียว แต่โครงสร้างตาข่ายที่ถักทอแน่นหนา แม้จะถูกตัดหลายครั้งก็ยังไม่หลุดออกจากกันง่าย ๆ ดังนั้นฟิลเลอร์ที่มีระดับครอสลิงก์สูงจึงต้านทานการโจมตีของเอนไซม์ได้นานกว่า และอยู่ได้ยาวถึง 1 ปี หรือ 2 ปี แทนที่จะเป็นแค่ 6 เดือน
ยิ่งครอสลิงก์สูง ทำไมยิ่งอยู่ได้นาน?
วิธีกำหนดระดับครอสลิงก์แบ่งได้เป็น 2 แบบหลัก คือสร้างสะพานเชื่อมมากแค่ไหน (ความหนาแน่นของครอสลิงก์) และใช้สายโมเลกุลที่ยาวแค่ไหน (น้ำหนักโมเลกุล) ยิ่งสะพานเชื่อมเยอะและสายโมเลกุลยาว ตาข่ายก็ยิ่งแน่นและแข็งแรงขึ้น
แต่ไม่ใช่ว่าครอสลิงก์มากเท่าไรจะยิ่งดีเสมอไป ถ้าครอสลิงก์มากเกินไป เจลจะแข็งและจับตัวเป็นก้อนจนฉีดผ่านเข็มได้ยาก และไม่กระจายตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติในผิว จึงมีรายงานว่าผู้ผลิตแต่ละรายใช้เทคโนโลยีครอสลิงก์เฉพาะของตัวเอง เพื่อหาจุดที่อยู่ได้นานแต่ยังคงฉีดและจัดการง่าย
วิสโคอิลาสติกคืออะไร ทำไมถึงกำหนดความเป็นธรรมชาติ?
ถ้าครอสลิงก์เป็นตัวกำหนดว่าฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน วิสโคอิลาสติก (viscoelasticity) ก็เป็นตัวกำหนดว่าสัมผัสเป็นธรรมชาติแค่ไหน คำนี้อาจฟังดูซับซ้อน แต่ถ้านึกถึงน้ำเชื่อมข้นก็จะเข้าใจง่ายขึ้น น้ำเชื่อมข้นมีทั้งคุณสมบัติไหลกระจาย (ความหนืด) และคุณสมบัติที่กดแล้วค่อย ๆ คืนรูปกลับ (ความยืดหยุ่น) เจลฟิลเลอร์ก็มีคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้พร้อมกัน จึงเรียกว่าวิสโคอิลาสติก
เจลที่มีความยืดหยุ่นสูง เมื่อกดแล้วจะไม่ยุบง่ายและรักษารูปทรงเดิมได้ดี ในทางกลับกัน เจลที่มีความหนืดสูงจะกระจายตัวไปตามเนื้อเยื่อได้ดีและสัมผัสนุ่มกว่า สมดุลระหว่างสองคุณสมบัตินี้เป็นตัวกำหนดว่าฟิลเลอร์ตัวเดียวกันจะเหมาะกับตำแหน่งที่ต้องการปริมาตรอย่างแก้ม หรือเหมาะกับตำแหน่งที่ต้องขยับนุ่มนวลอย่างริมฝีปาก
ทำไมฟิลเลอร์ที่ยืดหยุ่นสูงกับฟิลเลอร์ที่นุ่มถึงใช้ต่างกัน
ระดับวิสโคอิลาสติกมักวัดด้วยค่าโมดูลัสความยืดหยุ่น หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า G ไพรม์ (G') พูดง่าย ๆ คือตัวเลขที่บอกว่าเจลนั้นทนต่อแรงกดจากภายนอกได้มากแค่ไหน ฟิลเลอร์ที่มีค่า G ไพรม์สูงจะแข็งกว่า จึงมักใช้กับตำแหน่งที่ต้องการโครงสร้างชัดเจนอย่างคาง จมูก หรือโหนกแก้ม เพื่อสร้างรูปทรงเหมือนแกนกระดูก
ในทางกลับกัน ฟิลเลอร์ที่มีค่า G ไพรม์ต่ำจะนุ่มและกระจายตัวไปตามเนื้อเยื่อได้ดี จึงเหมาะกับตำแหน่งที่ต้องขยับตามสีหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น ริมฝีปาก ร่องแก้ม หรือใต้ตา หากฉีดฟิลเลอร์ที่แข็งเกินไปในตำแหน่งเหล่านี้ อาจทำให้บริเวณนั้นดูแข็งทื่อผิดปกติเวลายิ้มหรือพูด จึงมีการแนะนำว่าการเลือกวิสโคอิลาสติกให้เหมาะกับความเคลื่อนไหวของแต่ละตำแหน่งคือหัวใจสำคัญของผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
ทำไมแต่ละตำแหน่งถึงต้องใช้สูตรที่ต่างกัน?
ในการฉีดจริง แพทย์จะพิจารณาทั้งระดับครอสลิงก์และวิสโคอิลาสติกไปพร้อมกัน เพื่อเลือกสูตรที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่ง นี่คือเหตุผลที่แบรนด์เดียวกันมักมีหลายไลน์ผลิตภัณฑ์
- ตำแหน่งที่ต้องสร้างโครงสร้าง เช่น คาง จมูก โหนกแก้ม ใช้สูตรที่แข็ง มีระดับครอสลิงก์และค่า G ไพรม์สูง เพราะต้องคงรูปทรงไว้นานเหมือนแกนกระดูก
- ตำแหน่งที่ต้องเติมปริมาตรปานกลางแต่ยังต้องขยับได้เป็นธรรมชาติ เช่น ร่องแก้ม หน้าผาก ใช้สูตรที่มีวิสโคอิลาสติกระดับกลาง เพราะถ้าแข็งเกินไปสีหน้าจะดูฝืน แต่ถ้านุ่มเกินไปปริมาตรจะยุบเร็ว
- ตำแหน่งที่ผิวบางและไวต่อการเคลื่อนไหวสีหน้ามาก เช่น ริมฝีปาก ใต้ตา ใช้สูตรที่ครอสลิงก์ต่ำและนุ่ม เพราะให้ผลกระทบต่อเนื้อเยื่อน้อยกว่าและรู้สึกเป็นก้อนน้อยกว่าเมื่อสัมผัส
- การฉีดตื้นที่ผิวเพื่อเติมริ้วรอยเล็ก ๆ หรือปรับผิวให้เรียบเนียน ใช้สูตรที่นุ่มมาก เพราะถ้านำสูตรที่ออกแบบมาสำหรับฉีดลึกไปฉีดตื้น อาจทำให้จับตัวเป็นก้อนหรือเกิดปรากฏการณ์ทินดอลล์ (ผิวมีสีออกฟ้า)
สุดท้ายแล้วฟิลเลอร์สลายตัวอย่างไรและทำไม?
ต่อให้ครอสลิงก์แน่นหนาแค่ไหน ฟิลเลอร์ก็ไม่ได้อยู่ถาวร เพราะเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสที่กล่าวไปก่อนหน้านี้จะค่อย ๆ ตัดตาข่ายไปเรื่อย ๆ ตามเวลา ช่วงแรกตาข่ายยังแน่นมากจึงทนอยู่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จุดที่ถูกตัดจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนตาข่ายทั้งหมดค่อย ๆ หลวมลง
ในกระบวนการนี้ ฟิลเลอร์จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการอุ้มน้ำไปด้วย เพราะเมื่อตาข่ายหลวมลง พื้นที่ที่จะกักเก็บน้ำไว้ก็ลดลงตามไปด้วย จึงมีรายงานว่าปริมาตรมักไม่ได้หายไปทันที แต่ค่อย ๆ ลดลงตั้งแต่ประมาณ 2 เดือนหลังฉีดไปจนถึง 18 เดือน ผลิตภัณฑ์ที่มีระดับครอสลิงก์สูงและน้ำหนักโมเลกุลมากจะมีความเร็วในการหลวมตัวช้ากว่า จึงอยู่ได้นานกว่าในที่สุด
จะเลือกฟิลเลอร์ที่เหมาะกับตัวเองได้อย่างไร?
ท้ายที่สุดแล้ว ระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับความแน่นของครอสลิงก์ ส่วนความเป็นธรรมชาติขึ้นอยู่กับว่าวิสโคอิลาสติกเข้ากับการเคลื่อนไหวของตำแหน่งนั้นได้ดีแค่ไหน ทั้งสองอย่างนี้มองด้วยตาเปล่าไม่ออก ต้องอ้างอิงข้อมูลคุณสมบัติที่เปิดเผยและข้อมูลทางคลินิกของแต่ละผลิตภัณฑ์ในการตัดสินใจ
ดังนั้นเวลาปรึกษาแพทย์ การบอกว่าต้องการฉีดตำแหน่งไหน ตำแหน่งนั้นมีการเคลื่อนไหวแบบใด และต้องการให้อยู่นานแค่ไหน จะเป็นประโยชน์มากกว่าการยึดติดแค่ชื่อแบรนด์ จากข้อมูลเหล่านี้ แพทย์จะเลือกสูตรที่มีระดับครอสลิงก์และวิสโคอิลาสติกเหมาะกับตำแหน่งนั้น ๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่แนะนำโดยทั่วไป
เมื่อเข้าใจสองแกนหลักคือครอสลิงก์และวิสโคอิลาสติกแล้ว คำอธิบายที่ได้ยินตอนปรึกษาฟิลเลอร์จะเข้าใจง่ายขึ้นมาก แม้ชื่อผลิตภัณฑ์จะไม่คุ้นเคย ก็ยังพอเดาได้ว่าเบื้องหลังชื่อนั้นซ่อนโครงสร้างตาข่ายและความแข็งแบบไหนอยู่
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect
เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim

กระกับฝ้าหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ทำไมวิธีรักษาถึงตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
มองผ่าน ๆ กระและฝ้าดูเหมือนจุดสีน้ำตาลที่แยกกันยาก แต่ตำแหน่งที่เม็ดสีฝังตัวอยู่ใต้ผิวและสาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ความต่างนี้เองเป็นตัวกำหนดว่าควรเลือกเลเซอร์แรงหรือโทนนิ่งแบบอ่อน และทำไมมีแค่ฝ้าเท่านั้นที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยเป็นพิเศษ บทความนี้อธิบายให้เข้าใจง่าย
By Dr. Lee

สกินโบท็อกซ์ต่างจากโบท็อกซ์ลบริ้วรอยอย่างไร ทำไมถึงช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมัน ลดรอยแดง และอยู่ได้นานแค่ไหน
สกินโบท็อกซ์ใช้สารตัวเดียวกับโบท็อกซ์ลบริ้วรอย แต่วิธีฉีดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายหลักการฉีดแบบตื้นและกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ออกฤทธิ์ต่อต่อมไขมัน กล้ามเนื้อมัดเล็กรอบรูขุมขน และปลายประสาท ไปจนถึงเหตุผลที่รอยแดงลดลง และระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่
By Dr. Lee