prettytime
Skincare

รักษาเซ็บเดิร์มหนังศีรษะอย่างไรดี ตั้งแต่เชื้อ Malassezia แชมพูยา จนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

By Dr. Lee2 min read

ถ้าสระผมแล้วไม่กี่วันรังแคก็ขึ้นอีก หนังศีรษะแดงและคัน อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ (seborrheic dermatitis) ใช้แชมพูขจัดรังแคแล้วดีขึ้นชั่วคราวแต่กลับมาเป็นซ้ำเรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มท้อ เพราะเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะไม่ใช่โรคที่หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นโรคที่ต้องดูแลต่อเนื่องเพื่อกดไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

บทความนี้เริ่มจากเชื้อต้นเหตุที่พบแล้ว จากนั้นเรียงลำดับว่าควรใช้อะไรก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นควรเพิ่มอะไร และหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะที่กำลังเป็นกระแสตอนนี้ได้ผลจริงหรือไม่ โดยเรียงลำดับตามความหนักแน่นของหลักฐานจากงานวิจัยจริง การจัดลำดับนี้ยึดตามหลักฐานงานวิจัย ไม่ใช่กระแสความนิยมหรือราคา และถ้าวิธีไหนหลักฐานยังไม่แน่นก็จะบอกตรงๆ ว่ายังไม่แน่น พร้อมแนบตัวเลขและกราฟจากงานวิจัยจริงประกอบผลลัพธ์ของแต่ละวิธี

เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะเกิดจากยีสต์ Malassezia เปลี่ยนไขมันบนหนังศีรษะให้เป็นกรดไขมันที่ระคายเคือง แล้วก่อการอักเสบในหนังศีรษะที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น
เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะเกิดจากยีสต์ Malassezia เปลี่ยนไขมันบนหนังศีรษะให้เป็นกรดไขมันที่ระคายเคือง แล้วก่อการอักเสบในหนังศีรษะที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น

ทำไมเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะถึงกลับมาเป็นซ้ำได้เรื่อยๆ?

เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะเริ่มต้นจากยีสต์ที่ชื่อ Malassezia ซึ่งอาศัยอยู่บนหนังศีรษะตามปกติมีจำนวนเพิ่มขึ้น เมื่อยีสต์ตัวนี้ย่อยสลายไขมันบนผิวหนัง จะเกิดกรดไขมันที่ระคายเคือง และในคนที่หนังศีรษะไวต่อสิ่งกระตุ้นนี้ก็จะเกิดการอักเสบตามมา จึงมีอาการรังแค รอยแดง ขุยลอก คัน และมันวาว

ที่สำคัญคือนี่ไม่ใช่การติดเชื้อราธรรมดา แต่เกิดจากปัจจัยสามอย่างซ้อนกัน คือเชื้อ Malassezia ไขมันบนหนังศีรษะ และความไวต่อสิ่งกระตุ้นของแต่ละคน จึงไม่มีทางกำจัดต้นเหตุให้หมดไปได้จริงๆ เพราะหนังศีรษะมียีสต์อาศัยอยู่ตลอดเวลาและไขมันก็ผลิตออกมาต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะจึงมักเป็นเรื้อรังและกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย

เซลล์ยีสต์บนหนังศีรษะที่มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ เชื้อ Malassezia รูปกลมเล็กนี้คือต้นเหตุที่พบแล้ว

Malassezia เป็นยีสต์ปกติที่อาศัยอยู่บนหนังศีรษะของทุกคนอยู่แล้ว ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเชื้อนี้เพิ่มจำนวนมากเกินไปและเปลี่ยนไขมันให้เป็นกรดไขมันที่ระคายเคือง เมื่อส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเซลล์ยีสต์รูปกลมเล็กรวมกันเป็นกลุ่ม นี่คือเชื้อต้นเหตุของเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะที่พบแล้ว การรักษาหลักจึงเน้นไปที่ยาต้านเชื้อราเพื่อลดปริมาณเชื้อตัวนี้

จุดนี้เองที่กำหนดทิศทางการรักษา การกำจัดเชื้อให้ได้ผลตั้งแต่ต้นก็สำคัญ แต่การดูแลต่อเนื่องเพื่อกดไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำหลังอาการดีขึ้นก็สำคัญไม่แพ้กัน วิธีรักษาที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ส่วนใหญ่ก็ใช้แบบเข้มข้นในช่วงแรก แล้วค่อยลดความถี่ลงเพื่อคุมอาการในระยะยาว ความเครียด อากาศแห้งและหนาว การนอนไม่พอ และการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นปัจจัยที่รู้กันว่าทำให้อาการแย่ลง จึงควรดูแลไลฟ์สไตล์ควบคู่ไปด้วย เมื่อเข้าใจลักษณะนี้แล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมการดูแลต่อเนื่องถึงสำคัญมาก

แชมพูคีโตโคนาโซล 2 เปอร์เซ็นต์ ให้อัตราดีขึ้นร้อยละ 89 นำหน้ายาหลอกที่ร้อยละ 44 อย่างชัดเจน ถือเป็นการรักษาหลักอันดับแรก
แชมพูคีโตโคนาโซล 2 เปอร์เซ็นต์ ให้อัตราดีขึ้นร้อยละ 89 นำหน้ายาหลอกที่ร้อยละ 44 อย่างชัดเจน ถือเป็นการรักษาหลักอันดับแรก

อันดับ 1 ทำไมแชมพูต้านเชื้อราถึงเป็นตัวเลือกพื้นฐาน?

การรักษาอันดับแรกที่มีหลักฐานหนักแน่นที่สุดคือแชมพูยาที่มีส่วนผสมต้านเชื้อรา เพราะช่วยลดเชื้อ Malassezia ต้นเหตุได้โดยตรง สารออกฤทธิ์หลักที่ใช้กันคือคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2 เปอร์เซ็นต์ และไซโคลพิรอกซ์ (ciclopirox)

ประสิทธิภาพนี้มีงานวิจัยหลายชิ้นรองรับ งานวิจัยที่ใช้แชมพูคีโตโคนาโซล 2 เปอร์เซ็นต์ พบว่าผื่นที่หนังศีรษะดีขึ้นหรือหายไปถึงร้อยละ 89 สูงกว่ายาหลอกที่ร้อยละ 44 มาก การวิเคราะห์ที่รวบรวมงานวิจัยจำนวนมากก็พบว่าคีโตโคนาโซลลดความเสี่ยงที่การรักษาจะไม่ได้ผลลงราวร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับยาหลอก และให้ผลใกล้เคียงกับสเตียรอยด์เฉพาะที่แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า แชมพูไซโคลพิรอกซ์ก็เช่นกัน หลังใช้ 4 สัปดาห์อัตราที่ดีขึ้นหรือหายไปอยู่ที่ร้อยละ 93 นำหน้ายาหลอกที่ร้อยละ 41 อย่างชัดเจน

แชมพูยาต้านเชื้อราที่มีส่วนผสมคีโตโคนาโซล คือการรักษาหลักอันดับแรกของเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ

แชมพูที่มีซิงค์ไพริไธออน (zinc pyrithione) หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) ก็เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปเช่นกัน ได้ผลจริงแต่ความหนักแน่นของหลักฐานยังถือว่าต่ำกว่าคีโตโคนาโซลและไซโคลพิรอกซ์อยู่หนึ่งขั้น วิธีใช้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรทิ้งแชมพูไว้บนหนังศีรษะราว 3 ถึง 5 นาทีก่อนล้างออก เพื่อให้สารออกฤทธิ์มีเวลาทำงาน ช่วงแรกใช้สัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นแล้วค่อยลดเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้งเพื่อคุมอาการต่อเนื่อง ถือเป็นวิธีมาตรฐาน

สเตียรอยด์ให้ผลเร็วในช่วงอาการกำเริบเฉียบพลัน ส่วนยากลุ่มแคลซินิวรินอินฮิบิเตอร์ใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อคุมอาการ พบว่าร้อยละ 65 ไม่กำเริบซ้ำตลอด 20 สัปดาห์
สเตียรอยด์ให้ผลเร็วในช่วงอาการกำเริบเฉียบพลัน ส่วนยากลุ่มแคลซินิวรินอินฮิบิเตอร์ใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อคุมอาการ พบว่าร้อยละ 65 ไม่กำเริบซ้ำตลอด 20 สัปดาห์

อันดับ 2 อาการคันและรอยแดงควรจัดการด้วยอะไรให้เร็วที่สุด?

สิ่งที่จัดการกับการอักเสบ อาการคัน และรอยแดงได้เร็วที่สุดคือยาต้านการอักเสบชนิดทาเฉพาะที่ ถ้าแชมพูต้านเชื้อราทำหน้าที่ลดต้นเหตุ ยาต้านการอักเสบก็ทำหน้าที่บรรเทาอาการที่กำลังเป็นอยู่ ณ ตอนนี้ การใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันจึงเป็นวิธีมาตรฐาน

อันดับแรกคือสเตียรอยด์ทาเฉพาะที่ ได้ผลเร็วเมื่อมีอาการแดงและคันแบบเฉียบพลัน แต่ถ้าใช้บนหนังศีรษะหรือใบหน้าเป็นเวลานาน อาจทำให้ผิวบางลงหรือเกิดอาการกำเริบเมื่อหยุดใช้ จึงควรใช้เฉพาะช่วงสั้นๆ ตอนอาการกำเริบเท่านั้น อันดับสองคือยากลุ่มแคลซินิวรินอินฮิบิเตอร์ (calcineurin inhibitor) อย่างทาโครลิมัส (tacrolimus) หรือพิเมโครลิมัส (pimecrolimus) ให้ผลใกล้เคียงกับสเตียรอยด์ แต่จุดเด่นสำคัญคือไม่ทำให้ผิวบางลง

ยากลุ่มแคลซินิวรินอินฮิบิเตอร์มีหลักฐานสนับสนุนการใช้ต่อเนื่องที่ดีด้วย งานวิจัยที่ทาทาโครลิมัสสัปดาห์ละ 2 ครั้ง พบว่าร้อยละ 65 ไม่มีอาการกำเริบตลอด 20 สัปดาห์ ส่วนใหญ่จะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ และแม้หยุดใช้แล้วอาการกลับมาก็มักไม่รุนแรงเท่าเดิม สเตียรอยด์เหมือนหน่วยดับเพลิงที่ใช้สั้นๆ ตอนฉุกเฉิน ส่วนแคลซินิวรินอินฮิบิเตอร์เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับใช้ต่อเนื่องในบริเวณที่กำเริบบ่อย บนหนังศีรษะนิยมใช้เป็นโลชั่นหรือโฟมที่ทาง่าย และควรใช้ยาต้านการอักเสบควบคู่ไปกับแชมพูต้านเชื้อรา ไม่ใช่ใช้ตัวใดตัวหนึ่งเดี่ยวๆ เพื่อจัดการทั้งต้นเหตุและอาการไปพร้อมกัน

อิทราโคนาโซลให้อัตราดีขึ้นร้อยละ 93 ในเดือนที่ 4 นำหน้ายาหลอกที่ร้อยละ 54 แต่ต้องใช้ภายใต้การสั่งจ่ายและติดตามผลจากแพทย์
อิทราโคนาโซลให้อัตราดีขึ้นร้อยละ 93 ในเดือนที่ 4 นำหน้ายาหลอกที่ร้อยละ 54 แต่ต้องใช้ภายใต้การสั่งจ่ายและติดตามผลจากแพทย์

อันดับ 3 ถ้าไม่ดีขึ้นควรใช้ยารับประทานไหม?

หากใช้ยาทาแล้วยังคุมอาการไม่ได้ หรือผื่นลามกว้างและกลับมาเป็นซ้ำบ่อยในระดับปานกลางขึ้นไป จะใช้ยาต้านเชื้อราแบบรับประทาน ตัวที่ใช้กันทั่วไปคืออิทราโคนาโซล (itraconazole) ซึ่งลดเชื้อ Malassezia จากภายในร่างกาย จึงได้ผลดีในกรณีที่ผื่นกระจายเป็นวงกว้างหรือรุนแรง ซึ่งยาทาเข้าไม่ถึง

หลักฐานสนับสนุนก็หนักแน่น งานวิจัยที่เปรียบเทียบอิทราโคนาโซลกับยาหลอก พบว่าอัตราดีขึ้นในเดือนที่ 4 อยู่ที่ร้อยละ 93 สูงกว่ายาหลอกที่ร้อยละ 54 มาก ทั้งรอยแดง ขุยลอก และอาการคันดีขึ้นอย่างชัดเจน อัตราการกลับมาเป็นซ้ำก็ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั่วไปสัปดาห์แรกจะรับประทานทุกวัน จากนั้นลดเหลือสัปดาห์เว้นสัปดาห์ หรือรับประทานเพียงไม่กี่วันต่อเดือนเพื่อคุมอาการต่อเนื่อง

แต่เพราะเป็นยารับประทานจึงต้องระมัดระวัง เป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ต้องตรวจค่าตับและดูปฏิกิริยากับยาอื่นที่ใช้อยู่ จึงไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่ใช้แบบสบายๆ แต่เป็นขั้นตอนที่แพทย์จะพิจารณาใช้เมื่อการรักษาแบบทาไม่ได้ผล ไม่ใช่ยาที่ควรซื้อมารับประทานเอง แม้หลักฐานจะหนักแน่น แต่เพราะไม่ใช่วิธีที่ใครก็ใช้ได้ตั้งแต่แรก จึงจัดไว้เป็นอันดับ 3 บทบาทของยานี้คือเป็นตัวเลือกที่มั่นใจได้สำหรับเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะที่ลามกว้างและรุนแรง

ขุยหนาที่สะสมอยู่จะขวางไม่ให้แชมพูซึมเข้าถึงผิว การขัดผิวหนังศีรษะออกจะช่วยให้แชมพูต้านเชื้อราสัมผัสหนังศีรษะได้ดีขึ้น
ขุยหนาที่สะสมอยู่จะขวางไม่ให้แชมพูซึมเข้าถึงผิว การขัดผิวหนังศีรษะออกจะช่วยให้แชมพูต้านเชื้อราสัมผัสหนังศีรษะได้ดีขึ้น

การขัดผิวหนังศีรษะช่วยได้เมื่อไหร่?

การขัดผิวหนังศีรษะทางการแพทย์และการทำความสะอาดเฉพาะทางที่ช่วยละลายขุย เป็นตัวช่วยเสริมการรักษาหลัก โดยใช้สารอย่างกรดซาลิไซลิก (salicylic acid) ค่อยๆ ขจัดขุยหนาและคราบมันที่สะสมอยู่ออกไป การทำแบบนี้ไม่ได้รักษาโรคโดยตรง แต่เป็นขั้นตอนเตรียมผิวเพื่อขจัดคราบสะสมออก ให้แชมพูต้านเชื้อราซึมเข้าถึงหนังศีรษะได้ดีขึ้น

ผลิตภัณฑ์ที่ผสมกรดซาลิไซลิกเข้ากับคีโตโคนาโซล มุ่งเป้าทั้งต้านเชื้อราและขจัดขุยไปพร้อมกัน

ถ้าขุยหนาสะสมอยู่มาก ต่อให้ใช้แชมพูยาดีแค่ไหนสารออกฤทธิ์ก็ซึมเข้าไปถึงเชื้อ Malassezia ในหนังศีรษะได้ยาก การขัดผิวออกก่อนจะช่วยให้การรักษาแบบทาหลังจากนั้นดูดซึมได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผสมกรดซาลิไซลิกซึ่งช่วยขจัดขุยเข้ากับสารต้านเชื้อรา ใช้ขจัดขุยไปพร้อมกับกำจัดเชื้อในตัวเดียวกัน งานวิจัยที่ใช้กรดซาลิไซลิกร่วมกับสารช่วยปลอบประโลมผิว พบว่าภายใน 4 สัปดาห์รังแคลดลงกว่าครึ่งหนึ่งและอาการคันก็ลดลงกว่าครึ่งเช่นกัน เมื่อคราบที่มองเห็นได้ลดลง ก็ทำให้รู้สึกว่าดูแลได้ผล ซึ่งช่วยให้ทำตามการรักษาต่อเนื่องได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีผู้เข้าร่วมไม่มากนัก จึงยากที่จะมองว่าการขัดผิวหนังศีรษะเป็นการรักษาเดี่ยวๆ ได้ ควรเข้าใจว่านี่เป็นตัวช่วยเปิดทางให้แชมพูต้านเชื้อราหรือยาทาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นเท่านั้น หากคราบหนาหรือขุยสะสมมาก การขจัดออกก่อนจะช่วยให้การรักษาหลักได้ผลดีขึ้นมาก การใช้เล็บหรือหวีเกาแกะออกเองที่บ้านอาจทำให้หนังศีรษะเป็นแผลและอักเสบมากขึ้น หากขุยหนามากควรให้แพทย์ค่อยๆ ละลายและขจัดออกอย่างนุ่มนวลจะปลอดภัยกว่า

แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ และยาต้านเชื้อราแบบรับประทาน มีหลักฐานหนักแน่น ส่วนหัตถการฟื้นฟูยังมีหลักฐานเรื่องเซ็บเดิร์มไม่มากพอ
แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ และยาต้านเชื้อราแบบรับประทาน มีหลักฐานหนักแน่น ส่วนหัตถการฟื้นฟูยังมีหลักฐานเรื่องเซ็บเดิร์มไม่มากพอ

หัตถการฟื้นฟูอย่างเอ็กโซโซมได้ผลจริงไหม?

ช่วงนี้มีการโฆษณาหัตถการอย่างเอ็กโซโซม (exosome) สกินบูสเตอร์ (skin booster) หรือ PN ที่ชูจุดขายเรื่องฟื้นฟูหนังศีรษะและเสริมเกราะป้องกันผิวกันมาก ชื่อฟังดูดีต่อหนังศีรษะ แต่ยังหาหลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันผลลัพธ์กับเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะโดยตรงได้ยาก

บทความทบทวนล่าสุดเกี่ยวกับเซ็บเดิร์ม ระบุว่าการรักษาใหม่ที่กำลังมีหลักฐานเพิ่มขึ้นไม่ใช่หัตถการฟื้นฟูเหล่านี้ แต่เป็นยาทารุ่นใหม่ที่ควบคุมการอักเสบ ข้อมูลเรื่องเกราะป้องกันผิวหรือฤทธิ์ต้านการอักเสบของหัตถการฟื้นฟูส่วนใหญ่มาจากวงการโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้หรือความงาม ซึ่งเป็นข้อมูลทางอ้อม จึงยังเชื่อมโยงตรงไปถึงผลการรักษาเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะได้ยาก ดังนั้นหัตถการฟื้นฟูอาจลองทำเป็นตัวช่วยเสริมสภาพหนังศีรษะได้ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะมองว่าใช้แทนการรักษาหลักข้างต้นได้

ลำดับที่มีหลักฐานหนักแน่นคือแชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ และยาต้านเชื้อราแบบรับประทาน โดยมีการขัดผิวหนังศีรษะเป็นตัวช่วยเสริม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้แชมพูยาต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ครั้งแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพราะช่วยกดไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ หากรักษาแล้วไม่ดีขึ้น มีผมร่วงร่วมด้วย หรือเห็นขุยหนาที่ขอบเขตชัดเจน อาจเป็นโรคอื่นอย่างสะเก็ดเงินก็ได้ ในกรณีนี้ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยแยกโรคให้แน่ชัด

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

ตุ่มขาวเม็ดเล็กรอบดวงตา (milia) กำจัดยังไง สะกิดเอาออก เลเซอร์ CO2 กับเออร์เบียมแย็ก และการดูแลไม่ให้กลับมา

ตุ่มขาวเม็ดเล็กคล้ายเมล็ดข้าวรอบดวงตาหรือที่เรียกว่า milia เกิดจากอะไร ต่างจากซีริงโกมา (syringoma) ยังไง เมื่อไหร่ควรสะกิดเอาออกและเมื่อไหร่ถึงใช้เลเซอร์ CO2 หรือเออร์เบียมแย็ก บีบเองที่บ้านด้วยเข็มได้ไหม และโอกาสกลับมาเป็นซ้ำเป็นแบบไหน สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Skincare

วิตามินซีเซรั่ม ใช้แล้วผิวดีขึ้นจริงไหม ตั้งแต่สารต้านอนุมูลอิสระ ฝ้า จุดด่างดำ ไปจนถึงวิธีทาและการเก็บรักษาที่ถูกต้อง

วิตามินซีเซรั่มทำอะไรให้ผิวได้บ้าง ทั้งต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นคอลลาเจน และลดเม็ดสี เลือกรูปแบบไหนดี ดูความเข้มข้นและค่า pH อย่างไร ใช้คู่กับกันแดดแล้วได้ผลแค่ไหน พร้อมลำดับการทาที่ถูกต้อง รวมตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Botox

โบทอกซ์กล้ามเนื้อทราพีเซียส ปรับไหล่ให้ดูเรียบตรง วอลลุ่มไหล่ลดจริงไหม อยู่ได้นานแค่ไหน

การฉีดโบทอกซ์เข้ากล้ามเนื้อทราพีเซียสส่วนบนที่นูนขึ้นมา เพื่อให้คอดูยาวขึ้นและเส้นไหล่เรียบเนียนขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Barbie Botox มีหลักการทำงานอย่างไร ให้ผลลัพธ์และอยู่ได้นานแค่ไหน มีผลข้างเคียงอย่างไหล่หมดแรงหรือไม่ เหมาะกับใครบ้าง สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Back to articles