ผมบางลงเรื่อยๆ ทำเมโสเทอราพีหนังศีรษะ ฉีดสารอาหารเข้าใกล้รากผมช่วยรั้งผมไว้ได้จริงหรือ?
By Dr. Kim2 min read

ทุกครั้งที่สระผมแล้วเห็นเส้นผมกองอยู่ที่ท่อระบายน้ำ หรือเริ่มเห็นหนังศีรษะโปร่งแสงตรงกลางกระหม่อม ใจก็ร้อนขึ้นมาทันที หลายคนจึงลองใช้แชมพูลดผมร่วง แอมพูล หรือผลิตภัณฑ์ทาต่างๆ สารพัดชนิด แต่ผลลัพธ์กลับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอย่างที่หวังไว้
ผมร่วงจนบางลงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน เส้นผมแต่ละเส้นจะค่อยๆ เล็กลงทีละนิด จนวันหนึ่งก็สังเกตเห็นว่าหนังศีรษะโล่งขึ้นอย่างชัดเจน หลายคนจึงรู้ตัวก็ตอนที่ปัญหาลุกลามไปพอสมควรแล้ว พอถึงจุดที่อยากทำอะไรสักอย่างให้เห็นผลชัดเจน ใจก็มักจะร้อนรนไปเรียบร้อยแล้ว
ในสถานการณ์แบบนี้ วิธีหนึ่งที่คลินิกมักแนะนำคือเมโสเทอราพีหนังศีรษะ แทนที่จะทาสารอาหารบางๆ บนผิวหนังศีรษะ หัตถการนี้จะใช้เข็มขนาดเล็กมากฉีดเข้าไปใกล้รากผมโดยตรง ทำไมถึงต้องฉีดแทนการทา และช่วยให้เส้นผมดีขึ้นได้อย่างไร บทความนี้จะไล่อธิบายทีละประเด็นให้เข้าใจ
เมโสเทอราพีหนังศีรษะคืออะไรกันแน่?
เมโสเทอราพีเป็นเทคนิคที่เริ่มต้นในฝรั่งเศส หมายถึงการฉีดยาปริมาณน้อยๆ กระจายหลายจุดเข้าไปที่ชั้นกลางของผิวหนัง (คำว่าเมโส หรือ meso มาจากภาษากรีก แปลว่าตรงกลาง) เมื่อนำมาใช้กับหนังศีรษะก็จะเรียกว่าเมโสเทอราพีหนังศีรษะ
ไม่ใช่การฉีดปริมาณมากลงลึกในจุดเดียว แต่ใช้เข็มเล็กจิ้มตื้นๆ กระจายไปหลายจุดทั่วหนังศีรษะ เหตุผลที่ต้องกระจายแบบนี้เพราะรากผมกระจายอยู่เป็นบริเวณกว้างใต้ผิวหนังศีรษะไม่ลึกมาก การฉีดถี่ๆ หลายจุดจึงทำให้สารอาหารเข้าถึงรากผมได้มากกว่าการอัดลงจุดเดียว
ความลึกของเข็มก็ถูกกำหนดไว้แน่นอน ไม่ได้แทงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ แต่ควบคุมให้ถึงแค่ชั้นหนังแท้ตื้นๆ ที่มีรากผมอยู่หนาแน่น เปรียบเหมือนการรดน้ำต้นไม้ที่ไม่ได้แค่ลูบผิวดินให้ชื้น แต่แหย่ปลายฝักบัวลงไปใกล้รากให้น้ำซึมถึงรากจริงๆ
ทำไมต้องฉีด ต่างจากการทาอย่างไร?
สาเหตุที่ผลิตภัณฑ์ทาซึมเข้าผิวได้ยากคือชั้นขี้ไคลหรือสตราตัมคอร์เนียม ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดของผิวหนัง ชั้นนี้เปรียบเหมือนกำแพงที่ก่ออิฐเรียงแน่นแล้วฉาบปูนทับ ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายๆ
สารอาหารที่ทาส่วนใหญ่จึงข้ามกำแพงนี้ไม่ได้ ค้างอยู่บนผิวแล้วก็ถูกล้างออกไปในที่สุด แต่เมโสเทอราพีใช้เข็มข้ามกำแพงนี้ไปเลย พาสารอาหารลงไปถึงชั้นหนังแท้ซึ่งเป็นตำแหน่งของรากผมโดยตรง เหมือนเลี่ยงเส้นทางอ้อมแล้วส่งของถึงหน้าประตูปลายทางทันที ด้วยเหตุนี้ สารชนิดเดียวกันเมื่อฉีดจึงมีรายงานว่าไปถึงบริเวณรากผมได้มากกว่าการทามาก
ยิ่งไปกว่านั้น สารโปรตีนโมเลกุลใหญ่อย่างโกรทแฟกเตอร์ (growth factor) มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะผ่านชั้นขี้ไคลได้ตั้งแต่แรก คล้ายกับพยายามยัดของที่ใหญ่กว่าช่องใต้ประตูลอดเข้าไป ต่อให้เพิ่มความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ทามากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ สารประเภทนี้แทบไม่มีทางเลือกอื่นที่จะเข้าถึงชั้นหนังแท้ได้ นอกจากการฉีดเข้าไปโดยตรงด้วยเข็ม
ทำไมการไหลเวียนเลือดรอบรากผมถึงดีขึ้น?
เส้นผมเจริญเติบโตได้จากสารอาหารและออกซิเจนที่ได้รับจากเนื้อเยื่อเล็กๆ ที่เรียกว่าปุ่มรากผม (hair papilla) ซึ่งอยู่บริเวณโคนรากผม ปุ่มรากผมเปรียบเหมือนโรงงานผลิตเส้นผม และโรงงานนี้จะเดินเครื่องได้ต้องอาศัยเครือข่ายขนส่งวัตถุดิบ นั่นคือเส้นเลือดฝอยที่ต้องไหลเวียนดี
เมื่ออายุมากขึ้นหรือหนังศีรษะเผชิญความเครียด เครือข่ายเส้นเลือดฝอยนี้จะแคบลงและการไหลเวียนช้าลง วัตถุดิบมาไม่ทันเวลา โรงงานก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ เส้นผมจึงไม่สามารถเติบโตหนาได้ตามปกติ กลายเป็นเส้นเล็กลงหรือระยะการเจริญเติบโตสั้นลง
การกระตุ้นด้วยเข็มเล็กๆ ของเมโสเทอราพีจะสร้างบาดแผลเล็กจิ๋วในบริเวณนี้ เมื่อมีบาดแผล ร่างกายจะส่งเลือดมาซ่อมแซมมากขึ้นและหลั่งสารที่กระตุ้นให้สร้างเส้นเลือดใหม่ พูดง่ายๆ คือเหมือนเริ่มก่อสร้างขยายถนนเดิมและตัดถนนสายใหม่เพิ่ม เมื่อรวมกับสารอาหารที่ฉีดเข้าไปพร้อมกัน สภาพแวดล้อมรอบรากผมก็จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตมากขึ้น
หนึ่งในสารที่หลั่งออกมาช่วงนี้คือ VEGF หรือ Vascular Endothelial Growth Factor ซึ่งเป็นโปรตีนที่สั่งให้เซลล์ผนังด้านในของเส้นเลือดเจริญเติบโตใหม่ตามชื่อของมัน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเพื่อดึงเลือดไปยังบริเวณบาดแผลเมื่อมีการบาดเจ็บ การกระตุ้นเล็กๆ จากเมโสเทอราพีมีรายงานว่าช่วยให้สาร VEGF หลั่งออกมาบริเวณรอบรากผมได้มากขึ้น
ฉีดอะไรเข้าไปบ้าง สารแต่ละชนิดทำหน้าที่อะไร?
สูตรที่ใช้ในเมโสเทอราพีหนังศีรษะจะแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิกเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปแล้วแต่ละสารจะทำหน้าที่ดังนี้
- วิตามินและแร่ธาตุ เช่น ไบโอติน สังกะสี แพนทีนอล เป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำหรับการสร้างเคราติน (keratin) ซึ่งเป็นโปรตีนหลักของเส้นผม หากขาดสารเหล่านี้ ต่อให้เลือดไหลเวียนดีแค่ไหนก็ยังขาดวัตถุดิบสำหรับสร้างเส้นผมอยู่ดี
- โกรทแฟกเตอร์ (growth factor) เป็นโปรตีนส่งสัญญาณที่สั่งให้เซลล์เจริญเติบโต มีรายงานว่าช่วยส่งสัญญาณให้เซลล์ปุ่มรากผมและเซลล์ต้นกำเนิดของรากผมแบ่งตัว เพื่อรักษาระยะการเจริญเติบโตของเส้นผมให้ยาวนานขึ้น
- คอปเปอร์เปปไทด์ (copper peptide, GHK-Cu) เป็นสารที่รู้จักกันว่าช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายและช่วยสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำหน้าที่สนับสนุนผลด้านการไหลเวียนเลือดที่กล่าวไปข้างต้น
- สารละลายไมนอกซิดิล (minoxidil) ขนาดต่ำ นำสารออกฤทธิ์หลักของไมนอกซิดิลชนิดทาฉีดเข้าไปโดยตรง เพื่อเลี่ยงปัญหาเรื่องอัตราการดูดซึม
เหตุผลที่ต้องผสมสารหลายชนิดที่มีบทบาทต่างกันเข้าด้วยกัน เพราะการกระตุ้นทั้งการส่งวัตถุดิบ การส่งสัญญาณ และการขยายเส้นเลือดไปพร้อมกัน จะช่วยเพิ่มโอกาสที่รากผมจะตอบสนองได้จริง
ระยะหลังนี้มีการใช้ PRP (Platelet-Rich Plasma) หรือพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นซึ่งสกัดจากเลือดของตัวเองร่วมด้วยมากขึ้น ในเกล็ดเลือดมีโกรทแฟกเตอร์หลายชนิดเข้มข้นอยู่แล้วตามธรรมชาติ จึงส่งสัญญาณไปยังรากผมด้วยวิธีที่ต่างจากการฉีดสารสังเคราะห์จากภายนอก และเนื่องจากใช้เลือดของตัวเองเป็นวัตถุดิบ จึงมักถูกกล่าวถึงว่ามีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมต่ำ
ทำไมมักใช้ร่วมกับยารักษาผมร่วงชนิดรับประทาน?
หนึ่งในสาเหตุใหญ่ของผมร่วงแบบพันธุกรรมในเพศชายคือฮอร์โมน DHT (dihydrotestosterone) เมื่อฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนพบกับเอนไซม์ในร่างกายแล้วเปลี่ยนเป็น DHT สารนี้จะไปเกาะกับรากผมและทำให้ระยะการเจริญเติบโตสั้นลง เส้นผมก็เล็กลงตามไปด้วย ลองนึกภาพว่ามันคือกรรไกรที่ค่อยๆ ตัดรากผมทีละนิด
ยารับประทานอย่างฟินาสเทอไรด์ (finasteride) จะยับยั้งกระบวนการสร้าง DHT ทั่วร่างกายตั้งแต่ต้นทาง เปรียบเสมือนหยุดโรงงานที่ผลิตกรรไกรเลย ในขณะที่เมโสเทอราพีหนังศีรษะเน้นปรับสภาพแวดล้อมรอบรากผมที่มีอยู่แล้ว คือการปรับปรุงเรื่องสารอาหารและการไหลเวียนเลือด
ทั้งสองวิธีมีเป้าหมายต่างกัน จึงมีรายงานว่าการใช้ร่วมกันให้ผลเสริมฤทธิ์กันได้ดีกว่าใช้แทนกัน โดยยารับประทานทำหน้าที่กดฮอร์โมนต้นเหตุ ส่วนเมโสเทอราพีช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้รากผมที่เหลืออยู่ทำงานได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยารับประทานอย่างฟินาสเทอไรด์ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย บางคนจึงมีรายงานผลข้างเคียงทั่วร่างกาย เช่น ความต้องการทางเพศลดลง ในขณะที่เมโสเทอราพีที่ฉีดเฉพาะจุดบนหนังศีรษะมีขอบเขตการออกฤทธิ์จำกัดอยู่แค่บริเวณหนังศีรษะ จึงถือเป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบต่อร่างกายโดยรวมได้ในระดับหนึ่งเมื่อใช้ร่วมกัน
ต้องทำกี่ครั้ง นานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?
เส้นผมมีวงจรที่หมุนเวียนระหว่างระยะเจริญเติบโต ระยะหยุดเจริญ และระยะพัก ซึ่งวงจรนี้หมุนเวียนช้าๆ กินเวลาราว 3 ถึง 6 เดือน ดังนั้นการกระตุ้นเพียงครั้งเดียวจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนสภาพหนังศีรษะได้ทันที
โดยทั่วไปจะทำห่างกัน 2 ถึง 4 สัปดาห์ รวม 4 ถึง 6 ครั้งเป็นหนึ่งคอร์ส หลังจากนั้นจะทำต่อเนื่องเพื่อดูแลรักษาผลทุก 1 ถึง 2 เดือน เหตุผลที่ต้องทำซ้ำ 4 ถึง 6 ครั้งเพราะการกระตุ้นและให้สารอาหารต้องสะสมต่อเนื่องตลอดช่วงนี้ เพื่อให้รากผมค่อยๆ คุ้นชินกับการอยู่ในระยะเจริญเติบโต
แต่หากหยุดทำหัตถการ มีรายงานว่าผลลัพธ์มักค่อยๆ ลดลงตามเวลาที่ผ่านไป เมโสเทอราพีจึงไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวจบ แต่เป็นเหมือนกิจวัตรที่ต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอมากกว่า
การทำแต่ละครั้งใช้เวลาไม่นาน โดยรวมเวลาทาครีมยาชาที่หนังศีรษะแล้วมักอยู่ที่ประมาณ 30 ถึง 40 นาที เนื่องจากเข็มมีขนาดเล็กมาก ความเจ็บจึงมักอยู่ในระดับแค่แสบๆ ไม่รุนแรง แต่ความรู้สึกก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน จึงมักทาครีมยาชาก่อนเริ่มทำ
หลังทำเสร็จจะมีอาการอะไรบ้าง?
หลังจากกระตุ้นหนังศีรษะด้วยเข็ม มักเกิดรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ทำ เป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่เกิดจากร่างกายส่งเลือดมาซ่อมแซมบาดแผลเล็กๆ และมักหายไปภายใน 1 ถึง 2 วัน
บางคนที่หนังศีรษะบอบบางอาจมีสะเก็ดเล็กๆ ขึ้นบริเวณที่ฉีด หรือรู้สึกตึงๆ เมื่อกดเป็นเวลา 2 ถึง 3 วัน แต่ไม่ถึงขั้นเจ็บจนกระทบชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่สามารถสระผมหรือออกไปข้างนอกได้ตั้งแต่วันที่ทำเลย
แม้จะพบได้น้อย แต่บริเวณที่ฉีดอาจเกิดการติดเชื้อหรือแพ้ได้ ก่อนทำจึงควรให้แพทย์ตรวจสอบว่าหนังศีรษะมีบาดแผลหรือการอักเสบอยู่หรือไม่ และหากกำลังตั้งครรภ์หรือมีโรคที่เลือดแข็งตัวยาก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจทำเสมอ
ผลลัพธ์และข้อจำกัด คาดหวังอะไรได้บ้าง?
มีรายงานว่าเมโสเทอราพีหนังศีรษะช่วยเพิ่มความหนาแน่นและความหนาของเส้นผมได้ แต่การตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับสภาพหนังศีรษะ ระดับความรุนแรงของผมร่วง และสูตรสารที่ใช้
นอกจากนี้ บริเวณที่รากผมหายไปหมดแล้วจนกลายเป็นเนื้อเยื่อแข็งคล้ายแผลเป็น จะไม่มีเป้าหมายให้กระตุ้น จึงยากที่จะคาดหวังผลชัดเจน เมโสเทอราพีจึงมีความหมายมากกว่าในระยะเริ่มต้นถึงระยะกลาง ที่รากผมยังคงอยู่แต่กำลังเล็กลง
โดยเฉพาะในกรณีผมร่วงแบบพันธุกรรมทั้งเพศชายและเพศหญิงระยะเริ่มต้นถึงระยะกลาง หรือกรณีที่ผมบางลงชั่วคราวจากสภาพหนังศีรษะที่แย่ลง เช่น ความเครียด การลดน้ำหนัก หรือหลังคลอดบุตร มักมีรายงานว่าตอบสนองได้ค่อนข้างดี ในทางกลับกัน หากสาเหตุมาจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของตัวเอง เช่น ผมร่วงเป็นหย่อม แนวทางรักษาจะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง จึงควรวินิจฉัยแยกสาเหตุให้ชัดเจนก่อนเป็นอันดับแรก
ก่อนตัดสินใจทำ ควรให้แพทย์วินิจฉัยสภาพหนังศีรษะให้ชัดเจน และหากจำเป็นควรวางแผนร่วมกับยารับประทานหรือการรักษาอื่นๆ โดยสรุปแล้ว เมโสเทอราพีไม่ใช่หัตถการที่จะพลิกผลลัพธ์ได้อย่างน่าตื่นตาโดยลำพัง แต่เป็นการดูแลเสริมที่ช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้รากผมทำงานได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA). </content> </invoke>
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รักษาเซ็บเดิร์มหนังศีรษะอย่างไรดี ตั้งแต่เชื้อ Malassezia แชมพูยา จนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
แม้สระผมแล้วไม่กี่วันรังแค รอยแดง และอาการคันก็กลับมาอีก นี่อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ บทความนี้เริ่มจากเชื้อ Malassezia ที่เป็นต้นเหตุ แล้วเรียงลำดับวิธีรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ ยารับประทาน ไปจนถึงการขัดผิวหนังศีรษะ พร้อมวิธีดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ และหลักฐานจริงของหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะรุ่นใหม่ อธิบายให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

หลักการสครับหนังศีรษะ ขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่อุดตันรูขุมขน ฟื้นฟูสมดุลหนังศีรษะ พร้อมรอบเวลาที่เหมาะสม
การสครับหนังศีรษะคือการดูแลที่ช่วยขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่สะสมจนอุดตันรูขุมขน เพื่อคืนสมดุลให้หนังศีรษะ บทความนี้อธิบายตั้งแต่สาเหตุที่รูขุมขนอุดตันทำให้เกิดกลิ่นและอาการคัน ไปจนถึงสิ่งที่การสครับขจัดออกจริง ๆ และควรทำบ่อยแค่ไหนจึงจะปลอดภัย โดยเน้นอธิบายตามหลักการ
By Dr. Kim

อัลตราซาวด์ Ulfit Body สลายไขมันหน้าท้องและต้นขาได้จริงไหม ต้องทำกี่ครั้งกันแน่?
Ulfit Body HIFU คือหัตถการปรับรูปร่างแบบไม่ผ่าตัด ที่รวมพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนังเฉพาะจุด เพื่อค่อย ๆ ลดจำนวนเซลล์ไขมัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมคลื่นอัลตราซาวด์ถึงให้ความร้อนเฉพาะชั้นไขมัน ไขมันที่ถูกทำลายแล้วขับออกจากร่างกายอย่างไร ทำไม HIFU สำหรับใบหน้ากับลำตัวถึงตั้งค่าต่างกัน และต้องทำกี่ครั้ง ผลอยู่ได้นานแค่ไหน
By Dr. Kim