prettytime
Skincare

ทำไมหูดที่มือและเท้าที่เป็นซ้ำถึงหนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่หายไปเอง ต่างจากตาปลาและหนังด้าน

By Dr. Kim1 min read

หากพบตุ่มขรุขระที่มือหรือเท้าที่ไม่หายไป แถมยังโตขึ้นเรื่อยๆ ควรสงสัยว่าเป็นหูด หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นหนังด้านหรือตาปลาแล้วปล่อยทิ้งไว้ แต่จริงๆ แล้วหูดมีจุดเริ่มต้นต่างจากการที่ขี้ไคลหนาตัวขึ้นโดยสิ้นเชิง เพราะเกิดจากไวรัสที่เข้าไปฝังตัวในเซลล์ผิวหนังชั้นขี้ไคล แล้วอาศัยเซลล์นั้นแบ่งตัวเพิ่มจำนวนตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ หูดจึงไม่หายไปง่ายๆ ด้วยการถูหรือขูดออก สิ่งที่มองเห็นเป็นขี้ไคลหนาๆ นั้นเป็นเพียงผลลัพธ์ที่ไวรัสสร้างขึ้นมา หากเซลล์ที่ติดเชื้อด้านในยังหลงเหลืออยู่ ก็จะกลับมาโตขึ้นใหม่อีก บทความนี้จะพาไปดูว่าหูดที่มือและเท้าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตาปลา และควรดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดหูดที่มือและเท้า เส้นทางการติดเชื้อของ HPV

เชื้อที่ทำให้เกิดหูดคือไวรัสฮิวแมนแพพิลโลมา หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ HPV ไวรัสชนิดนี้เจริญเติบโตได้เฉพาะในเซลล์ผิวหนังของมนุษย์เท่านั้น และสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดที่มือและเท้าก็เป็นคนละชนิดกับที่ก่อโรคในบริเวณอื่นของร่างกาย พูดง่ายๆ คือสายพันธุ์ต่างกัน ตำแหน่งที่ขึ้นและลักษณะที่ปรากฏก็ต่างกันไปด้วย

ไวรัสตัวนี้ไม่สามารถเจาะทะลุผิวหนังที่ปกติสมบูรณ์ได้ มันจะอาศัยรอยแผลเล็กๆ ที่มองแทบไม่เห็น เช่น รอยแตกเล็กๆ ของขี้ไคลจากการเดินเท้าเปล่า หรือหนังลอกข้างเล็บ เป็นช่องทางเข้าสู่ร่างกาย คล้ายกับการลอดผ่านช่องประตูที่ล็อกไม่สนิท เมื่อเข้ามาได้แล้ว ไวรัสจะไชลึกลงไปยังเซลล์ในชั้นล่างสุดของผิวหนังที่เรียกว่าชั้นเบซัล

ปกติเซลล์ชั้นเบซัลมีหน้าที่สร้างเซลล์ผิวใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่ไวรัสจะเข้าไปยึดกลไกการแบ่งตัวของเซลล์นี้ไว้ใช้ประโยชน์ บังคับให้เซลล์คัดลอกสารพันธุกรรมของไวรัสไปพร้อมกันด้วย เท่ากับว่าเซลล์ไม่ได้แบ่งตัวเพื่อตัวเอง แต่แบ่งตัวเพื่อไวรัสแทน ผลที่ตามมาคือเซลล์บริเวณที่ติดเชื้อเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างผิดปกติและรวดเร็ว จนนูนขึ้นมาเป็นก้อนที่เราเรียกว่าหูด

ทำไมหูดถึงหนาแข็งคล้ายหนังด้าน

สาเหตุที่หูดที่มือและเท้ามักดูแข็งและหนาเป็นพิเศษ เพราะตำแหน่งที่ติดเชื้อเป็นบริเวณที่ผิวหนังสร้างขี้ไคลได้ง่ายอยู่แล้ว ฝ่ามือและฝ่าเท้าต้องรับน้ำหนักตัวและแรงเสียดสีตลอดเวลา ชั้นขี้ไคลจึงหนากว่าส่วนอื่นเป็นทุนเดิม เมื่อไวรัสมากระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัวเพิ่มอีก ขี้ไคลก็ยิ่งพอกหนาขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ฝ่าเท้าเป็นจุดที่รับน้ำหนักตัวโดยตรง หูดจึงไม่สามารถนูนขึ้นด้านบนได้อย่างอิสระ แต่ถูกกดลงเข้าไปด้านใน เมื่อขี้ไคลปกคลุมทับซ้ำๆ พื้นผิวจึงดูแข็งเหมือนหนังด้านทั่วไป ทั้งที่ข้างในยังมีรอยโรคจากไวรัสที่กำลังเพิ่มจำนวนอยู่ หากมองแค่ภายนอกแล้วเข้าใจว่าเป็นหนังด้านธรรมดาแล้วปล่อยไว้ รอยโรคอาจลุกลามออกไปด้านข้างได้กว้างขึ้น

ความเร็วในการหนาตัวของขี้ไคลก็แตกต่างกันในแต่ละคน ผู้ที่มีผิวหนาง่ายอยู่แล้ว หรือบริเวณที่เสียดสีกับรองเท้าบ่อยๆ ขี้ไคลจะพอกหนาเร็วและมากกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้ หูดชนิดเดียวกันแต่ขึ้นที่ส้นเท้าซึ่งรับแรงกดมาก จึงมักคลำได้แข็งเป็นพิเศษ

วิธีแยกหูดที่มือและเท้าออกจากตาปลาให้ถูกต้อง

หนังด้าน ตาปลา และหูดที่ขึ้นบริเวณฝ่าเท้า แม้หน้าตาจะดูคล้ายกัน แต่สาเหตุและกลไกการเกิดต่างกันโดยสิ้นเชิง ตาปลาเกิดจากแรงเสียดสีและแรงกดซ้ำๆ จนขี้ไคลจับตัวเป็นก้อน ไม่เกี่ยวข้องกับไวรัสแต่อย่างใด ในขณะที่หูดมีต้นเหตุจากการติดเชื้อไวรัส จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือหูดสามารถลามไปยังผิวหนังข้างเคียงได้

ลักษณะที่ใช้สังเกตแยกทั้งสองอย่างมีดังนี้

  • จุดดำเล็กๆ บนผิว: เมื่อขูดผิวหูดออกเบาๆ มักพบจุดดำเล็กๆ หลายจุด ซึ่งเป็นร่องรอยของเส้นเลือดฝอยที่แตกแขนงเข้าไปในหูดแล้วอุดตัน จุดแบบนี้จะไม่พบในตาปลาเพราะไม่มีเส้นเลือดมาเกี่ยวข้อง
  • ทิศทางของลายผิวหนัง: หูดจะเติบโตในลักษณะตัดขวางลายผิวเดิม เพราะเซลล์ที่ติดเชื้อแบ่งตัวไปคนละทิศทางและคนละความเร็วกับเซลล์ปกติ ส่วนตาปลาจะขึ้นตามแนวลายผิวเดิมเสมอ
  • อาการเจ็บเมื่อบีบจากด้านข้าง: หูดมักรู้สึกเจ็บเมื่อบีบเบาๆ จากสองด้าน เนื่องจากเนื้อเยื่อด้านในถูกกดจนเกิดการระคายเคือง ในขณะที่ตาปลาจะเจ็บตรงกลางเมื่อกดลงในแนวดิ่งจากด้านบนมากกว่า
  • จำนวนและรูปแบบการลุกลาม: หูดมักมีตุ่มเล็กๆ ขึ้นใหม่รอบๆ เมื่อเวลาผ่านไป จนกลายเป็นหลายจุด เพราะไวรัสแพร่ไปตามรอยแผลเล็กๆ ของผิวข้างเคียง ส่วนตาปลามักขึ้นเพียงจุดเดียวตรงบริเวณที่รับแรงกด

ทำไมบางคนหายเองได้ แต่บางคนเป็นอยู่นาน

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ตัดสินว่าหูดจะหายไปเร็วหรือเป็นอยู่นาน คือการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เพราะสุดท้ายแล้วการตรวจจับและกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเป็นหน้าที่ของเซลล์ภูมิคุ้มกัน หากเซลล์ภูมิคุ้มกันจดจำตำแหน่งที่ติดเชื้อได้ดีพอ หูดก็จะค่อยๆ เล็กลงจนหายไปในที่สุด

เด็กๆ มักเป็นหูดง่ายและมักหายค่อนข้างเร็ว ก็เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันนี้เช่นกัน ในช่วงวัยเจริญเติบโต ระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดใหม่ทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ร่างกายมักจดจำและกำจัดไวรัสได้ในเวลาไม่นาน ในทางกลับกัน หากมีภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ เช่น เบาหวาน โรคเรื้อรัง หรือการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน การกำจัดไวรัสจะช้าลง หูดจึงมีแนวโน้มอยู่นานหรือลุกลามเป็นหลายจุดได้ง่ายขึ้น

ด้วยเหตุผลเดียวกัน หูดที่มือและเท้าจึงมักไม่หายขาดในครั้งเดียว แต่กลับมาเป็นซ้ำได้อีก แม้กำจัดก้อนที่มองเห็นออกไปแล้ว แต่หากไวรัสยังหลบซ่อนอยู่ในผิวหนังบริเวณรอบๆ ก็สามารถกลายเป็นรอยโรคใหม่ขึ้นมาได้อีกในเวลาไม่นาน ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งทั้งการกำจัดก้อนที่เห็นได้ชัด และช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจัดการกับเซลล์ที่ติดเชื้อได้ด้วยตัวเอง

วิธีรักษาหูดที่มือและเท้า และหลักการทำงานของแต่ละวิธี

วิธีรักษาหูดที่มือและเท้าที่ใช้กันในโรงพยาบาลมีอยู่หลายแบบ และกลไกการทำงานก็แตกต่างกันไปเล็กน้อย วิธีที่ใช้บ่อยพร้อมหลักการทำงานมีดังนี้

  • ทากรดซาลิไซลิก: กรดซาลิไซลิกเป็นสารที่ละลายขี้ไคล เมื่อทาต่อเนื่องทุกวัน ชั้นขี้ไคลที่หนาจะค่อยๆ ลอกบางลงทีละน้อย พร้อมกับกระตุ้นเซลล์ที่ติดเชื้อด้านล่างให้ค่อยๆ ดึงการตอบสนองของภูมิคุ้มกันออกมา เป็นวิธีที่ต้องทาสม่ำเสมอผลจึงจะสะสมเห็นผล
  • การจี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว: ใช้ไนโตรเจนเหลวแช่แข็งบริเวณรอยโรคอย่างฉับพลัน ระหว่างกระบวนการแช่แข็งแล้วละลาย เซลล์ที่ติดเชื้อจะถูกทำลาย จากนั้นเกิดตุ่มพองที่บริเวณนั้นแล้วรอยโรคจะหลุดลอกออกไปพร้อมกัน ระหว่างกระบวนการกำจัดเนื้อเยื่อที่เสียหายนี้ ภูมิคุ้มกันก็จะถูกกระตุ้นไปพร้อมกันด้วย
  • การจี้ไฟฟ้าหรือจี้ด้วยเลเซอร์: เป็นการกำจัดเนื้อเยื่อรอยโรคออกโดยตรงด้วยการเผาไหม้หรือระเหยด้วยความร้อน ให้ผลชัดเจนเพราะทำลายเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อโดยตรง แต่ต้องพิจารณาระยะเวลาพักฟื้นและความเสี่ยงของแผลเป็น จึงมักเลือกใช้เมื่อวิธีอื่นได้ผลไม่ดีพอ
  • การรักษาด้วยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่: เป็นการทาหรือฉีดสารบางชนิดลงบริเวณรอยโรค เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในตำแหน่งนั้นให้ทำงานมากขึ้นเป็นพิเศษ หลักการคือทำให้ร่างกายรับรู้ว่าจุดนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างชัดเจน จนกระตุ้นให้ร่างกายค้นหาและกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อได้ด้วยตัวเอง

ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ส่วนใหญ่มักต้องทำซ้ำหลายครั้งมากกว่าจะจบในครั้งเดียว เพราะเซลล์ที่ติดเชื้ออยู่ลึกลงไปในผิวหนัง จึงต้องค่อยๆ กำจัดออกทีละชั้นตั้งแต่ผิวด้านนอก

เหตุผลที่ติดต่อง่าย และพฤติกรรมป้องกัน

หูดที่มือและเท้าติดต่อได้ง่ายกว่าโรคผิวหนังอื่นๆ หลายชนิด เพราะไวรัสสามารถอยู่รอดได้นานพอสมควรบนผิวหนัง โดยเฉพาะในชั้นขี้ไคลที่มีความชื้น สถานที่อย่างสระว่ายน้ำหรือห้องอาบน้ำรวมที่มีคนเดินเท้าเปล่าไปมาจำนวนมาก จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่ไวรัสแพร่กระจายได้ง่าย

พฤติกรรมต่อไปนี้ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้

  • ลดการเดินเท้าเปล่าในสถานที่สาธารณะ: ควรสวมรองเท้าแตะเมื่ออยู่ในสระว่ายน้ำ ห้องซาวน่า หรือห้องอาบน้ำรวม เพราะยิ่งเท้าเปล่าสัมผัสพื้นเปียกนานเท่าไหร่ โอกาสสัมผัสไวรัสก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
  • แยกใช้ของใช้ส่วนตัว: ควรไม่ใช้กรรไกรตัดเล็บ ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า หรือรองเท้าร่วมกับผู้อื่น เพราะไวรัสสามารถเกาะติดบนพื้นผิวของสิ่งของและแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนได้
  • ไม่แกะหรือเกาบริเวณรอยโรค: การใช้มือแกะหูดหรือใช้อุปกรณ์มีคมตัดออกเองอย่างไม่ระมัดระวัง อาจทำให้ไวรัสแพร่จากแผลนั้นไปยังผิวข้างเคียงหรือนิ้วอื่นได้ แผลเล็กๆ ที่เกิดขึ้นใหม่กลายเป็นช่องทางใหม่ให้ไวรัสเข้าไปได้อีก
  • รักษาเท้าให้แห้งอยู่เสมอ: ผิวหนังที่ชื้นและอ่อนนุ่มเป็นสภาพที่ไวรัสไชเข้าได้ง่ายกว่า เพียงเปลี่ยนถุงเท้าบ่อยๆ และเช็ดเท้าให้แห้งดี ก็ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้

หากมีคนในครอบครัวเป็นหูดที่มือหรือเท้าอยู่ การไม่ใช้เสื่อรองอาบน้ำหรือรองเท้าแตะร่วมกันก็ช่วยได้เช่นกัน เด็กๆ มักติดต่อกันง่ายจากการสัมผัสและเล่นด้วยกัน จึงควรใส่ใจพฤติกรรมเหล่านี้เป็นพิเศษในช่วงที่ยังมีรอยโรคอยู่

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Acne

ทำไมซีริงโกมาใต้ตาที่ขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ ถึงต่างจากมิเลียม และกำจัดยากกว่าที่คิด

ตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเมล็ดข้าวที่ขึ้นใต้ตามักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมิเลียม ทั้งที่จริงแล้วซีริงโกมาเกิดจากกลไกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายตั้งแต่กระบวนการเกิดจากต่อมเหงื่อ เหตุผลที่กำจัดยาก ไปจนถึงสาเหตุที่มักกลับมาเป็นซ้ำ เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Skincare

หลักการแพร่เชื้อไวรัสหูดข้าวสุก ผ่านการสัมผัสผิวหนัง บาดแผล และการใช้ของร่วมกัน พร้อมวิธีป้องกัน

หูดข้าวสุกเกิดจากเชื้อไวรัส Molluscum contagiosum ในตระกูล Poxvirus ที่อาศัยอยู่เฉพาะชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น เป็นโรคผิวหนังติดเชื้อที่พบได้บ่อย ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง ผ้าเช็ดตัว หรืออุปกรณ์อาบน้ำที่ใช้ร่วมกัน และหากเกาก็ลามไปทั่วร่างกายตัวเองได้ง่าย บทความนี้สรุปหลักการที่เชื้อไวรัสเข้าสู่ผิวหนังและแพร่กระจาย

By Dr. Kim

Pigment

กระกับฝ้าหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ทำไมวิธีรักษาถึงตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

มองผ่าน ๆ กระและฝ้าดูเหมือนจุดสีน้ำตาลที่แยกกันยาก แต่ตำแหน่งที่เม็ดสีฝังตัวอยู่ใต้ผิวและสาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ความต่างนี้เองเป็นตัวกำหนดว่าควรเลือกเลเซอร์แรงหรือโทนนิ่งแบบอ่อน และทำไมมีแค่ฝ้าเท่านั้นที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยเป็นพิเศษ บทความนี้อธิบายให้เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Back to articles