prettytime
Skincare

หลักการแพร่เชื้อไวรัสหูดข้าวสุก ผ่านการสัมผัสผิวหนัง บาดแผล และการใช้ของร่วมกัน พร้อมวิธีป้องกัน

By Dr. Kim1 min read

หูดข้าวสุกคือโรคผิวหนังติดเชื้อที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีเนื้อขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวขึ้นเป็นกลุ่มบนผิวหนัง มักเจอที่หน้าหรือลำตัวของเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็เป็นได้เช่นกัน

หลายคนมองว่าหูดข้าวสุกเป็นแค่ปัญหาผิวหนังธรรมดา แต่ความจริงแล้วตุ่มแต่ละเม็ดคือร่องรอยที่เชื้อไวรัสแบ่งตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในเซลล์ผิวหนัง บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมโรคนี้ถึงติดต่อและลุกลามได้ง่าย พร้อมอธิบายหลักการเคลื่อนที่ของเชื้อไวรัส

ตัวตนและลักษณะเฉพาะของไวรัสหูดข้าวสุก

สาเหตุของหูดข้าวสุกคือเชื้อไวรัส Molluscum contagiosum virus หรือ MCV ซึ่งเป็นไวรัสดีเอ็นเอในตระกูล Poxviridae กลุ่มเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษหรือไวรัสเริม

เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่ได้เดินทางไปทั่วร่างกาย มันฝังตัวอยู่เฉพาะในเซลล์ของหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดของผิวหนัง และแบ่งตัวซ้ำอยู่ในนั้นเท่านั้น เพราะไม่เข้าสู่กระแสเลือดหรืออวัยวะภายใน โดยรวมแล้วหูดข้าวสุกจึงถือเป็นโรคที่ไม่รุนแรงมาก

เมื่อเชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนในเซลล์หนังกำพร้า เซลล์จะพองตัวขึ้นจนกลายเป็นตุ่มกลมที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ส่วนรอยบุ๋มตรงกลางตุ่มที่เห็นชัดก็เกิดจากกลุ่มเซลล์ที่ไวรัสสร้างขึ้นค่อย ๆ สลายตัวจากตรงกลางออกมา

แม้จะอยู่ในตระกูล Poxvirus เหมือนกัน แต่แต่ละชนิดก็ฝังตัวในตำแหน่งต่างกัน ไวรัสบางชนิดในตระกูลนี้ลงลึกเข้าไปในร่างกายจนก่อให้เกิดอาการทั่วร่างกาย ในขณะที่ไวรัส Molluscum contagiosum ยึดมั่นอยู่แค่ชั้นตื้น ๆ ของหนังกำพร้าเท่านั้น เพราะฝังตัวอยู่แค่ชั้นนั้นเอง จึงมักหายได้โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น

เหตุผลที่ไวรัสติดต่อผ่านผิวหนังเท่านั้น

การติดเชื้อไวรัสหูดข้าวสุกต้องอาศัยการสัมผัสระหว่างผิวหนังกับผิวหนัง หรือระหว่างผิวหนังกับสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสติดอยู่ ต่างจากไวรัสหวัดที่แพร่กระจายในอากาศผ่านการไอหรือจาม

เหตุผลนั้นเข้าใจง่าย เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้ปรับตัวให้เติบโตได้เฉพาะในเซลล์หนังกำพร้าเท่านั้น จึงไม่มีช่องทางเข้าสู่ร่างกายลึก ๆ ผ่านทางเดินหายใจหรือกระแสเลือด ด้วยเหตุนี้เชื้อจึงถ่ายทอดไปยังคนอื่นหรือส่วนอื่นของร่างกายได้ก็ต่อเมื่อผิวหนังสัมผัสกันโดยตรงเท่านั้น

บนผิวตุ่มและของเหลวข้างในมีอนุภาคไวรัสอยู่จำนวนมาก เมื่อสัมผัสหรือบีบตุ่ม เชื้อไวรัสจะติดอยู่บนบริเวณนั้น และทันทีที่มือหรือสิ่งของที่มีเชื้อไปสัมผัสผิวหนังส่วนอื่น การติดเชื้อครั้งใหม่ก็จะเริ่มขึ้น

เส้นทางการติดต่อโดยตรงเป็นแบบไหน

เส้นทางการติดต่อที่พบบ่อยที่สุดคือการสัมผัสผิวหนังโดยตรง เด็ก ๆ ที่เล่นคลุกคลีกันในสนามเด็กเล่น หรือเล่นกีฬาที่ต้องสัมผัสตัวกันอย่างมวยปล้ำหรือยูโด มักติดเชื้อจากรูปแบบนี้

ในผู้ใหญ่สถานการณ์ค่อนข้างต่างออกไป หูดข้าวสุกที่ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศมักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ จึงจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งได้ด้วย เพราะฉะนั้นหากพบตุ่มขึ้นบริเวณนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อแยกออกจากโรคผิวหนังอื่น

ระยะเวลาตั้งแต่ติดเชื้อจนถึงตุ่มปรากฏให้เห็นก็ไม่สั้นเลย โดยทั่วไปใช้เวลาหลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือนหลังสัมผัสเชื้อ เพราะในช่วงระยะฟักตัวนี้เชื้อไวรัสต้องใช้เวลาค่อย ๆ เพิ่มจำนวนอยู่ในเซลล์หนังกำพร้า

ด้วยระยะฟักตัวที่ยาวนานนี้เอง ทำให้ยากที่จะระบุจุดที่ติดเชื้อได้แม่นยำ มีโอกาสสูงที่การสัมผัสจะเกิดขึ้นก่อนตุ่มจะปรากฏนานแล้ว และในช่วงนั้นผิวหนังก็ยังดูปกติดี จึงอาจแพร่เชื้อให้คนอื่นโดยที่ตัวเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

เหตุใดผ้าเช็ดตัวและอุปกรณ์อาบน้ำจึงเป็นตัวกลางแพร่เชื้อ

หูดข้าวสุกไม่ได้ติดต่อแค่ระหว่างคนสู่คนเท่านั้น แต่ยังผ่านสิ่งของได้ด้วย ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือผ้าเช็ดตัว ฟองน้ำอาบน้ำ ห่วงยางหรือของเล่นในสระว่ายน้ำ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง

แม้เชื้อไวรัสจะออกจากผิวหนังแล้ว แต่ก็ยังอยู่บนพื้นผิวของสิ่งของได้อีกช่วงหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อคนอื่นหยิบผ้าเช็ดตัวที่ผู้ติดเชื้อใช้แล้วมาใช้ต่อ เชื้อไวรัสที่ติดอยู่บนผ้าก็จะย้ายไปสู่ผิวหนังใหม่ได้

สถานที่อย่างสระว่ายน้ำหรือห้องอาบน้ำรวมที่คนหลายคนต้องสัมผัสตัวกันก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ไม่ใช่เพราะน้ำเป็นตัวแพร่เชื้อโดยตรง แต่เป็นเพราะในพื้นที่แบบนี้ผิวหนังมักเสียดสีกันบ่อยขึ้น และมีการใช้อุปกรณ์เล่นน้ำร่วมกัน ห่วงยางหรือราวจับสไลเดอร์ที่เด็กหลายคนผลัดกันจับก็อาจกลายเป็นตัวกลางแพร่เชื้อได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน

ทำไมการเกาจึงทำให้ลามไปทั่วร่างกาย

หูดข้าวสุกไม่ได้อยู่แค่จุดเดียว แต่มักลามไปด้านข้างหรือไปยังบริเวณอื่นได้ และตัวการหลักที่ทำให้เป็นแบบนั้นก็คือการเกา

เมื่อใช้เล็บเกาหรือแกะตุ่ม เชื้อไวรัสที่อยู่ข้างในจะติดมากับเล็บและนิ้วมือ พอมือนั้นไปสัมผัสผิวหนังส่วนอื่น เชื้อก็จะย้ายไปฝังตัวและเพิ่มจำนวนที่บริเวณใหม่อีกครั้ง การแพร่เชื้อในร่างกายตัวเองแบบนี้เรียกว่าการติดเชื้อซ้ำในตนเอง

ภาพที่พบได้บ่อยอีกอย่างคือตุ่มขึ้นเรียงเป็นแนวตามรอยเกา เพราะบริเวณที่เกิดบาดแผลทำให้เกราะป้องกันผิวหนังอ่อนแอลง เชื้อไวรัสจึงแทรกเข้าไปได้ง่ายขึ้น เหมือนกับน้ำที่ซึมผ่านรอยแตกได้ง่าย เชื้อไวรัสก็เข้าสู่ผิวหนังผ่านรอยแผลได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ทำไมรูปแบบการติดต่อในเด็กและผู้ใหญ่จึงต่างกัน

หูดข้าวสุกพบได้บ่อยในเด็กเล็กเป็นพิเศษ สาเหตุหนึ่งคือเกราะป้องกันผิวหนังของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ และหลายคนมีภาวะผิวแพ้ง่ายอย่างโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังร่วมด้วย เมื่อเกราะผิวอ่อนแอ เชื้อไวรัสก็เข้าสู่หนังกำพร้าได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้เด็ก ๆ ยังใช้เวลาเล่นคลุกคลีสัมผัสตัวกันนาน และมีนิสัยเอามือแตะหน้าหรือตัวเองบ่อย พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเพิ่มโอกาสให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย

ในผู้ใหญ่เกราะป้องกันผิวหนังแข็งแรงกว่า จึงติดเชื้อได้ยากกว่า แต่หากมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แม้เป็นผู้ใหญ่ก็อาจมีตุ่มขึ้นลามและเป็นนานได้เช่นกัน เพราะเซลล์ภูมิคุ้มกันไม่สามารถตามหาและกำจัดเซลล์หนังกำพร้าที่มีเชื้อไวรัสฝังตัวได้ทันเวลา

สรุปแล้ว หูดข้าวสุกจะติดง่ายและเป็นนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพเกราะผิวหนังและระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคนมากกว่าตัวเชื้อไวรัสเอง คนที่มีเกราะผิวแข็งแรงและภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี แม้สัมผัสเชื้อไวรัสในปริมาณเท่ากันก็มักผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหามาก

วิธีดูแลและป้องกันที่ทำได้

หูดข้าวสุกส่วนใหญ่จะหายไปเองเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายค่อย ๆ กำจัดเชื้อไวรัสจนหมด แต่ในระหว่างนั้นการดูแลไม่ให้เชื้อแพร่ต่อหรือลามเพิ่มก็สำคัญมาก

  • ไม่สัมผัสหรือบีบตุ่มด้วยมือ เพราะทันทีที่บีบ เชื้อไวรัสข้างในจะกระจายไปติดมือและผิวหนังรอบข้างได้

  • แยกใช้ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า และอุปกรณ์อาบน้ำจากสมาชิกคนอื่นในบ้าน วิธีนี้จะช่วยตัดเส้นทางที่เชื้อไวรัสบนพื้นผิวสิ่งของแพร่ไปสู่คนถัดไปได้เลย

  • ปิดบริเวณที่มีตุ่มด้วยเสื้อผ้าบาง ๆ หรือแผ่นปิดแผล เพื่อลดโอกาสที่ผิวหนังจะสัมผัสกันโดยตรง

  • ดูแลให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ ไม่ให้แห้งหรือแตก เพราะเกราะผิวที่แข็งแรงจะทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ผิวได้ยากขึ้น

  • เลือกอาบน้ำแบบฝักบัวระยะสั้นแทนการแช่น้ำนาน เพราะผิวที่แช่น้ำนานจนอ่อนตัวจะมีเกราะป้องกันที่อ่อนแอลง เชื้อไวรัสจึงแทรกเข้าไปได้ง่ายขึ้น

หากรักษาวิธีดูแลเหล่านี้แล้วรอเวลา ตุ่มส่วนใหญ่จะหายไปโดยไม่ทิ้งรอยมากนัก แต่ถ้าตุ่มยังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ หรือเป็นอยู่นานเกินไป ก็สามารถพิจารณาไปให้แพทย์กำจัดตุ่มออกโดยตรงร่วมด้วยได้

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

ทำไมหูดที่มือและเท้าที่เป็นซ้ำถึงหนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่หายไปเอง ต่างจากตาปลาและหนังด้าน

หูดที่มือและเท้าเกิดจากเชื้อไวรัส HPV ที่เข้าไปฝังตัวในเซลล์ผิวหนังชั้นขี้ไคล มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นหนังด้านหรือตาปลา ทั้งที่สาเหตุและวิธีการเติบโตต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายกลไกการติดเชื้อและการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน พร้อมวิธีรักษาและพฤติกรรมป้องกัน

By Dr. Kim

Skincare

หลักการที่ Lilied Sinmulgwang ใช้กรดไฮยาลูรอนิกจากหงอนไก่เติมความชุ่มชื้นในผิวชั้นลึก พร้อมวิธีดูแลรักษาผล

Lilied Sinmulgwang คือสกินบูสเตอร์ที่ฉีดกรดไฮยาลูรอนิกบริสุทธิ์เข้าสู่ชั้นหนังแท้โดยตรงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในผิว บทความนี้อธิบายหลักการว่ากรดไฮยาลูรอนิกดูดซับน้ำได้อย่างไร และเกิดอะไรขึ้นในผิวหลังทำหัตถการ

By Dr. Lee

Diet

Bodyonda หัตถการหน้าท้องหลังคลอด หลักการที่จัดการทั้งไขมันส่วนเกินและความหย่อนคล้อยของผิวหน้าท้องไปพร้อมกัน

Bodyonda เป็นหัตถการที่ใช้พลังงานไมโครเวฟให้ความร้อนแก่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างเจาะจง จนเซลล์ไขมันสลายตัว พร้อมกับกระตุ้นให้เส้นใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้หดตัวเพื่อเพิ่มความกระชับ บทความนี้สรุปลำดับที่ปฏิกิริยาทั้งสองอย่างเกิดขึ้นในบริเวณที่มีทั้งไขมันสะสมและความหย่อนคล้อยอย่างหน้าท้องหลังคลอด

By Dr. Lee

Back to articles