prettytime
Filler

ใต้ตาโบ๋คล้ำจนดูโทรม ฟิลเลอร์ใต้ตาช่วยให้หน้าใสขึ้นได้จริงหรือ?

By Dr. Lee1 min read

ทุกครั้งที่ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าใต้ตาคล้ำและโบ๋ผิดปกติ หลายคนมักคิดว่าเป็นเพราะนอนไม่พอแล้วปล่อยผ่านไป แต่ในความเป็นจริงสาเหตุมักอยู่ที่โครงสร้างผิวเอง เพราะบริเวณนั้นคือจุดที่เกิดเงาขึ้นจริง ๆ

ฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหัตถการที่เติมเนื้อเจลนุ่มพิเศษลงในจุดที่โบ๋เพื่อลดเงาที่เกิดขึ้น บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ต้นตอว่าทำไมใต้ตาถึงโบ๋ง่ายเป็นพิเศษ ทำไมต้องดูแลต่างจากฟิลเลอร์บริเวณอื่น และคล้ำแบบไหนที่ตอบสนองดี แบบไหนที่อาจไม่ได้ผลอย่างที่หวัง

ทำไมใต้ตาถึงโบ๋และดูเป็นเงาคล้ำง่ายเป็นพิเศษ?

ผิวใต้ตาเป็นหนึ่งในผิวที่บางที่สุดบนใบหน้า บางกว่าผิวแก้มไม่ถึงครึ่ง และแทบไม่มีชั้นไขมันรองรับด้านล่าง ทำให้ความโค้งของกระดูกใต้เบ้าตาปรากฏออกมาให้เห็นได้ง่าย

เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างที่คอยพยุงใต้ตาก็อ่อนแอลงตามไปด้วย ตามแนวขอบกระดูกใต้ลูกตามีเอ็นเส้นเล็ก ๆ ที่เรียกว่าเอ็นร่องน้ำตา (tear trough ligament) ทำหน้าที่ยึดผิวติดกับกระดูก บริเวณเหนือเอ็นเส้นนี้มีไขมันน้อยอยู่แล้วจึงโบ๋เล็กน้อยเป็นทุนเดิม แต่ชั้นไขมันด้านล่างที่ห่อหุ้มลูกตาอยู่นั้น เมื่ออายุมากขึ้นมักเคลื่อนยื่นออกมาด้านหน้า ผลคือบริเวณที่มีเอ็นยังคงโบ๋อยู่เหมือนเดิม ในขณะที่ใต้ลงไปกลับนูนออกมา จนเกิดเป็นร่องที่มีขอบเขตชัดเจนราวกับหุบเขา

ร่องนี้เมื่อโดนแสงจะเกิดเงาทอดเข้าไปด้านใน หลักการเดียวกับแอ่งลึกที่แม้แดดจะส่องลงมาแต่ก็ไม่ถึงก้นแอ่ง จึงดูมืดคล้ำ นอกจากนี้ผิวที่บางลงยังทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและเส้นเลือดใต้ผิวโปร่งขึ้นมาให้เห็น เกิดเป็นสีออกฟ้าอมเทาซ้อนทับเข้าไปอีก พูดง่าย ๆ คือ ใต้ตาคล้ำไม่ได้เกิดจากเม็ดสีเพียงอย่างเดียว แต่มักเป็นผลรวมของเงาจากโครงสร้างและสีที่โปร่งขึ้นมาพร้อมกัน

ทำไมฟิลเลอร์ใต้ตาต้องใช้เนื้อเจลนุ่มพิเศษและฉีดตื้น?

ฟิลเลอร์บริเวณอื่นอย่างแก้มหรือคางมักใช้ในจุดที่มีเนื้อหนารองรับ จึงนิยมใช้เนื้อเจลที่ค่อนข้างแข็ง เพราะเนื้อเจลที่แข็งจะคงรูปได้ดีกว่าเมื่อถูกแรงกด แต่หากนำเนื้อเจลแข็งแบบเดียวกันมาฉีดที่ใต้ตากลับกลายเป็นปัญหา เพราะผิวบริเวณนี้บางราวกระดาษ เพียงก้อนเจลนูนขึ้นมาเล็กน้อยก็จะโปร่งออกมาให้เห็นและคลำเจอเป็นตะปุ่มตะป่ำได้ทันที

ด้วยเหตุนี้ฟิลเลอร์ใต้ตาจึงใช้เจลกรดไฮยาลูโรนิก หรือ HA ที่ลดการเชื่อมโยงโมเลกุล (cross-linking) ให้น้อยที่สุดจนได้เนื้อนุ่มเป็นพิเศษ การเชื่อมโยงโมเลกุลคือกระบวนการทางเคมีที่ร้อยโมเลกุล HA เข้าด้วยกันเป็นร่างแหเพื่อให้คงรูปอยู่ได้นาน ยิ่งถักร่างแหถี่เท่าไรเนื้อเจลก็ยิ่งแข็ง ยิ่งถักหลวมเท่าไรก็ยิ่งนุ่ม บริเวณที่บางและขยับตัวตลอดเวลาอย่างใต้ตาจึงต้องการร่างแหที่ถักหลวม เพื่อให้เนื้อเจลขยับตามกล้ามเนื้อรอบดวงตาได้อย่างเป็นธรรมชาติเวลายิ้ม

ความลึกของการฉีดก็ต้องพิถีพิถันไม่แพ้กัน ฉีดตื้นเกินไปเจลจะจับตัวเป็นก้อนใต้ผิวและโปร่งออกมาให้เห็นง่าย ส่วนฉีดลึกเกินไปก็เสี่ยงไปโดนเส้นเลือดเล็ก ๆ ที่พาดผ่านบริเวณนั้น โดยทั่วไปแพทย์จึงมักฉีดในชั้นที่ใกล้กระดูกหรือชั้นเหนือไขมันเล็กน้อย แบ่งฉีดทีละน้อยหลายจุด และมักใช้แคนนูล่า (cannula) ซึ่งเป็นท่อปลายมนแทนเข็มปลายแหลม เพราะสามารถดันเลี่ยงเส้นเลือดไปด้านข้างได้แทนที่จะแทงทะลุ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

ทำไมคล้ำใต้ตาแต่ละแบบถึงตอบสนองต่อการรักษาไม่เหมือนกัน?

คล้ำใต้ตาไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แม้ภายนอกจะดูคล้ายกันแต่เมื่อตรวจดูจริงมักพบว่าเป็นการผสมกันของแบบเม็ดสี แบบเส้นเลือด และแบบโครงสร้าง และฟิลเลอร์ใต้ตาก็ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละแบบ

  • แบบเม็ดสี เกิดจากเมลานินสะสมที่ผิวหนังชั้นบนจนออกสีน้ำตาล เนื่องจากเป็นปัญหาที่ผิวชั้นบน การเติมวอลุ่มด้วยฟิลเลอร์ในชั้นลึกจึงไม่ได้ช่วยให้สีจางลง กรณีนี้ควรใช้วิธีที่จัดการเม็ดสีโดยตรง เช่น สารไวท์เทนนิ่งหรือเลเซอร์เม็ดสีจะเหมาะกว่า
  • แบบเส้นเลือด เกิดจากผิวที่บางจนเส้นเลือดดำใต้ผิวโปร่งออกมาเป็นสีฟ้าอมเทา การเติมฟิลเลอร์บาง ๆ เพิ่มความหนาให้ผิวมีรายงานว่าช่วยลดความโปร่งได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้กำจัดเส้นเลือดออกไป ผลลัพธ์จึงอาจจำกัด
  • แบบโครงสร้าง คือร่องเอ็นร่องน้ำตาที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งโบ๋ลงไปจริงจนเกิดเงา แบบนี้คือจุดที่ฟิลเลอร์ใต้ตาให้ผลชัดเจนที่สุด เพราะเมื่อเติมเต็มร่องที่โบ๋ ต้นเหตุของเงาก็หายไปด้วย จึงมีรายงานว่าหลังทำแล้วเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

ดังนั้นก่อนทำหัตถการจึงควรตรวจดูก่อนว่าคล้ำใต้ตาของแต่ละคนเป็นแบบไหนผสมกันในสัดส่วนเท่าใด หากเป็นแบบโครงสร้างเป็นหลัก ฟิลเลอร์ใต้ตาเพียงอย่างเดียวก็อาจทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่หากมีแบบเม็ดสีหรือไขมันใต้ตาที่ยื่นออกมาผสมอยู่ด้วย การใช้ฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียวอาจให้ผลไม่เท่าที่คาดหวังไว้

ทำไมถึงเกิดก้อนและปรากฏการณ์ทินดัลล์ และหลีกเลี่ยงได้อย่างไร?

ผลข้างเคียงที่คนกังวลมากที่สุดหลังทำใต้ตาคือการจับตัวเป็นก้อนและปรากฏการณ์ทินดัลล์ (Tyndall effect) การจับตัวเป็นก้อนคือภาวะที่เนื้อเจลรวมกันอยู่จุดเดียวจนคลำเจอเป็นก้อนเล็ก ๆ หรือมองเห็นนูนขึ้นมา มักเกิดเมื่อฉีดปริมาณมากในจุดเดียวใต้ผิวที่บาง หรือฉีดรวมจุดเดียวแทนที่จะแบ่งฉีดหลายจุด ด้วยเหตุนี้แพทย์ที่มีประสบการณ์จึงมักแบ่งฉีดทีละน้อยในหลายจุด และหากจำเป็นก็นวดเบา ๆ เพื่อกระจายเนื้อเจลให้สม่ำเสมอ

ปรากฏการณ์ทินดัลล์เกิดจากหลักการที่ต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อเจล HA ถูกฉีดในชั้นที่ตื้นเกินไปจนใกล้ผิวมากเกินไป แสงจะกระเจิงผ่านผิวบาง ๆ ที่ปกคลุมอยู่ด้านบน ทำให้มองเห็นเป็นสีฟ้าอมเทาโปร่งขึ้นมา หลักการนี้คล้ายกับที่ท้องฟ้าดูเป็นสีฟ้า ซึ่งเกิดจากแสงกระเจิงกับอนุภาคในอากาศ กล่าวคือแสงที่กระจายตัวบนผิวเจลใสที่อยู่ตื้นเกินไปจะเผยสีฟ้าออกมาให้เห็นชัดเป็นพิเศษ

หัวใจสำคัญของการหลีกเลี่ยงทั้งสองอาการนี้คือการควบคุมปริมาณและความลึกให้เหมาะสม การฉีดปริมาณน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นสำหรับใต้ตา และฉีดในชั้นความลึกที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ถือเป็นวิธีที่ช่วยลดทั้งการจับตัวเป็นก้อนและปรากฏการณ์ทินดัลล์ได้ดีที่สุด และหากหลังทำแล้วยังมีก้อนหรือรอยฟ้าที่รู้สึกไม่สบายใจ ก็สามารถใช้เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) สลายเจล HA ที่ฉีดไปให้กลับคืนสภาพเดิมได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรรู้ไว้เผื่อจำเป็น

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน และระหว่างนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

กรดไฮยาลูโรนิกจะค่อย ๆ สลายตัวไปตามเวลาในร่างกาย เนื่องจากเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสที่มีอยู่ในร่างกายเราตามธรรมชาติจะค่อย ๆ ย่อยสลายโครงสร้างร่างแหนั้นออกไปทีละน้อย บริเวณที่บางและขยับตัวบ่อยอย่างใต้ตาจะสลายตัวเร็วกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย โดยทั่วไปมีรายงานว่าอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี

อีกจุดที่น่าสนใจคือ HA มีคุณสมบัติดึงดูดน้ำ จึงมีรายงานว่านอกจากเติมวอลุ่มแล้วยังช่วยให้ผิวบริเวณนั้นกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ด้วย หลายรายงานระบุว่าผลลัพธ์จะค่อย ๆ เข้าที่และดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังทำ มากกว่าจะเห็นผลทันทีหลังฉีด จึงไม่ควรเข้าใจผิดว่าอาการบวมช่วงแรกคือผลลัพธ์สุดท้าย

ก่อนและหลังทำหัตถการควรเตรียมตัวและดูแลตัวเองอย่างไร?

ก่อนทำหัตถการควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจก่อนว่าใต้ตามีไขมันยื่นออกมาหรือไม่ และมีเม็ดสีปะปนอยู่ด้วยหรือไม่ เนื่องจากผลลัพธ์แตกต่างกันมากตามแต่ละแบบดังที่กล่าวไปแล้ว การประเมินล่วงหน้าว่าจะได้ผลลัพธ์แบบใดจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจหลังทำได้มากขึ้น

หลังทำหัตถการควรหลีกเลี่ยงการถูหรือกดใต้ตาแรง ๆ เป็นเวลา 1 ถึง 2 สัปดาห์ เพราะหากเนื้อเจลที่อยู่ใต้ผิวบางยังไม่ทันตั้งตัวดีแล้วถูกกระตุ้น อาจทำให้ตำแหน่งเคลื่อนหรือจับตัวเป็นก้อนได้ อาการช้ำหรือบวมเล็กน้อยถือเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ทั่วไป มีรายงานว่าอาการบวมมักยุบภายใน 3 ถึง 7 วัน ส่วนรอยช้ำอาจอยู่นานได้ถึง 2 สัปดาห์ก่อนจะหายไปเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ฟิลเลอร์ใต้ตาคือหัตถการที่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความเข้าใจที่ถูกต้องในสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ใต้ตาโบ๋ และความพิถีพิถันในการเลือกเนื้อเจลนุ่มที่เหมาะสมพร้อมฉีดในความลึกที่แม่นยำ การแยกแยะสาเหตุของคล้ำใต้ตาก่อน แล้วตรวจสอบว่าตนเองเข้าข่ายแบบใด ก่อนตัดสินใจทำ จะเป็นเส้นทางที่ใกล้เคียงกับใบหน้าที่สดใสมากกว่า

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Filler

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect

เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Kim

Filler

หลักการเติมฟิลเลอร์โหนกแก้มเพื่อฟื้นมิดเฟซที่ยุบ ลดร่องแก้มและผิวหย่อนคล้อย พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยของหลอดเลือด

หากโหนกแก้มและแก้มยุบ ทำไมใบหน้าถึงหย่อนคล้อยและดูแก่ลง บทความนี้อธิบายหลักการที่การเติมฟิลเลอร์โหนกแก้มฟื้นวอลุ่มมิดเฟซ ช่วยให้ร่องแก้มและผิวหย่อนคล้อยดีขึ้นไปพร้อมกัน ตั้งแต่ความหนืดยืดหยุ่นและความแน่นของฟิลเลอร์ HA สำหรับเติมวอลุ่ม วิธีหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดด้วยแคนนูลาและชั้นที่ฉีด ไปจนถึงการสลายคืนด้วยไฮยาลูโรนิเดสและระยะเวลาที่อยู่ได้ พร้อมตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Lifting

เทอร์มาจให้ความร้อนแก่ผิวหนังแท้จนคอลลาเจนหดตัวแล้วค่อยๆ งอกใหม่ได้อย่างไร ทำไมผลถึงอยู่ได้นาน

เทอร์มาจใช้คลื่นวิทยุแบบโมโนโพลาร์ให้ความร้อนแก่ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนหดตัวทันที ก่อนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาในช่วง 2 ถึง 6 เดือนถัดไป บทความนี้อธิบายหลักการสองขั้นตอนนี้ด้วยการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย พร้อมไขข้อสงสัยว่าทำไมความร้อนถึงเจาะจงลงไปที่ผิวหนังแท้โดยไม่ทำร้ายผิวชั้นนอก

By Dr. Kim

Back to articles