prettytime
Lifting

อัลตร้าคอล ไหม PDO สลายตัวแล้วสร้างคอลลาเจนใหม่ได้อย่างไร อยู่ได้นานแค่ไหน และดูแลตัวเองยังไง

By Dr. Lee2 min read

ความรู้สึกที่ไม่ใช่หน้าหย่อนคล้อยชัดเจน แต่เหมือนผิวบางลงและขาดความยืดหยุ่นไปเฉย ๆ หลายคนคงเคยรู้สึกแบบนี้มาบ้าง ในกรณีแบบนี้การทำหัตถการที่เน้นเติมเต็มจากภายในผิวมักจะเหมาะกว่าการดึงกระชับ

อัลตร้าคอล (Ultracol) เป็นไหม PDO (polydioxanone วัสดุไหมทางการแพทย์ที่ค่อย ๆ สลายตัวในร่างกาย) ที่มักถูกพูดถึงเวลามีปัญหาแบบนี้ ชื่ออาจฟังดูคล้ายไหมยกกระชับที่คุ้นหูกัน แต่จุดประสงค์การใช้งานและวิธีฝังไหมจริง ๆ แตกต่างกันค่อนข้างมาก

พูดให้ชัดคือมันไม่ใช่หัตถการที่ลบริ้วรอยเส้นเดียวให้หายไป แต่เป็นการฟื้นฟูความแข็งแรงจากภายในผิวมากกว่า ผลลัพธ์ที่ได้จึงออกมาต่างกัน และคนที่เหมาะกับหัตถการนี้ก็ต่างจากไหมยกกระชับด้วย

อัลตร้าคอลคือไหมแบบไหน?

อัลตร้าคอลทำจากไหมเส้นเล็กหลายเส้นถักทอกันเป็นร่างแหคล้ายตาข่าย เส้นไหมแต่ละเส้นเล็กกว่าเส้นผมเสียอีก และเป็นวัสดุที่สลายตัวได้ในร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไปจะแตกตัวกลายเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์จนหายไปเอง

เดิมทีพีดีโอเป็นวัสดุไหมเย็บแผลที่สลายตัวได้ ใช้เย็บปิดแผลหลังผ่าตัด เนื่องจากเป็นวัสดุที่ใช้ในร่างกายมานานจึงมีข้อมูลด้านความปลอดภัยสะสมไว้มาก นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไหมชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในหัตถการผิวหนัง

การถักไหมหลายเส้นให้เป็นร่างแหก็มีเหตุผลรองรับ เพราะการฝังไหมหลายเส้นให้ไขว้กันหลายทิศทางจะทำให้พื้นที่ที่ได้รับการกระตุ้นกว้างขึ้นกว่าไหมเส้นเดียว และปริมาณคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

การทำหัตถการนี้ใช้แคนนูล่า (cannula เครื่องมือรูปท่อเล็ก ปลายมนที่ทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย) สอดไหมเข้าไปใต้ผิวหนังในหลายทิศทาง ไม่ใช่การแทงเข็มซ้ำ ๆ แต่เป็นการดันไหมผ่านท่อเข้าไปอย่างนุ่มนวล จึงอธิบายกันว่าทำให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า

จุดประสงค์เพื่อฟื้นฟู ต่างจากไหมยกกระชับ

ไหมยกกระชับที่คุ้นเคยกันจะมีปุ่มเล็ก ๆ รูปตะขอเรียกว่าคอก (cog) เรียงถี่อยู่บนผิวไหม มีโครงสร้างที่เกี่ยวได้ทางเดียวเหมือนเงี่ยงเบ็ดตกปลา เมื่อดึงไหมจึงดึงเนื้อเยื่อโดยรอบให้ยกตามขึ้นมาด้วย เพราะแบบนี้เองผลลัพธ์เส้นหน้าที่กระชับขึ้นทันทีหลังทำจึงเห็นได้ชัดเจน

ในทางกลับกัน ไหมเพื่อการฟื้นฟูอย่างอัลตร้าคอลเป็นไหมเรียบไม่มีปุ่ม ไม่ได้เน้นแรงดึง แต่เน้นกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาฟื้นฟูเล็ก ๆ ตลอดแนวที่ไหมผ่าน เพื่อสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ จึงใช้วิธีฝังไหมหลายเส้นถี่ ๆ เป็นร่างแหในจุดเดียวกัน เพื่อขยายพื้นที่ที่ได้รับการกระตุ้นให้กว้างขึ้น

ไหมเรียบไม่มีคอกจึงเกี่ยวเนื้อเยื่อไม่ได้ ฟังดูเหมือนเป็นข้อเสียในตอนแรก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ปัญหา เพราะไหมชนิดนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงดึงตั้งแต่ต้น ในทางกลับกันการไม่มีปุ่มเกี่ยวยังทำให้ฝังไหมได้อิสระในหลายทิศทางและถี่ขึ้นได้ง่ายกว่าด้วยซ้ำ

พูดง่าย ๆ คือไหมยกกระชับเน้นแรงดึงที่เกี่ยวเนื้อเยื่อเป็นหลัก ส่วนอัลตร้าคอลเน้นการกระตุ้นแต่ละจุดให้เกิดคอลลาเจนเป็นหลัก ถึงจะดูเหมือนเป็นการฝังไหมเข้าไปในผิวเหมือนกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

หลักการที่ไหมสลายตัวแล้วสร้างคอลลาเจน

คอลลาเจน (โปรตีนที่เปรียบเหมือนเสาค้ำยันผิวจากด้านล่าง) จะถูกสร้างขึ้นใหม่น้อยลงเรื่อย ๆ ตามอายุที่มากขึ้น ในขณะเดียวกัน MMP (matrix metalloproteinase เอนไซม์ที่เปรียบเหมือนกรรไกรตัดคอลลาเจนให้ขาดเป็นชิ้นเล็ก ๆ) กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น พูดง่าย ๆ คือเสาค้ำยันลดลงในขณะที่กรรไกรเพิ่มขึ้น ผิวจึงบางลงและหย่อนคล้อยลงเรื่อย ๆ

ไหม PDO จะถูกร่างกายมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม เกิดปฏิกิริยาอักเสบเล็กน้อยและกระบวนการฟื้นฟูตลอดแนวที่ไหมผ่านคล้ายตอนเกิดบาดแผล ในระหว่างนี้ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast เซลล์ในผิวที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน) จะเคลื่อนมารวมตัวกันในบริเวณนั้น มีรายงานว่าเมื่อไฟโบรบลาสต์ทำงานมากขึ้น หลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ก็จะงอกขึ้นมาพร้อมกับคอลลาเจนใหม่ด้วย

เปรียบเทียบง่าย ๆ ไหมเองไม่ใช่คอลลาเจน แต่เหมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้ตลอดแนวที่ไหมผ่าน แล้วปล่อยให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาเอง จุดเด่นของหัตถการนี้คือผลลัพธ์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในช่วง 4 สัปดาห์ถึง 12 สัปดาห์ ไม่ใช่เห็นผลทันทีหลังทำ

อธิบายให้ละเอียดขึ้นอีกนิด การที่ไหมค่อย ๆ สลายตัวจะปล่อยการระคายเคืองเล็ก ๆ ออกมา ซึ่งจะดึงมาโครฟาจ (macrophage เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่เก็บกวาดในร่างกาย) เข้ามาในบริเวณนั้น แล้วมาโครฟาจจะส่งสัญญาณไปปลุกไฟโบรบลาสต์ให้ทำงานอีกทอดหนึ่ง หลักการนี้คล้ายกับตอนที่เกิดแผลแล้วมีสะเก็ดขึ้นมา จากนั้นเนื้อเยื่อใหม่ก็ค่อย ๆ งอกขึ้นใต้สะเก็ดนั้น เพียงแต่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็น และเป็นปฏิกิริยาฟื้นฟูที่ละเอียดอ่อนมาก เกิดขึ้นเงียบ ๆ ตลอดแนวที่ไหมผ่านเท่านั้น

ฉีดลึกแค่ไหน และเล็งเป้าที่ตำแหน่งไหน?

อัลตร้าคอลจะฝังอยู่บริเวณชั้นหนังแท้ส่วนล่างจนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนังส่วนบน หรือพูดง่าย ๆ คือแนวรอยต่อระหว่างชั้นผิวแท้กับชั้นไขมัน เพราะความลึกระดับนี้เหมาะสมสำหรับกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ ถ้าตื้นเกินไปอาจคลำเจอไหมหรือเห็นเป็นเงาใต้ผิว แต่ถ้าลึกเกินไปประสิทธิภาพการกระตุ้นก็จะลดลง

ตำแหน่งที่ใช้บ่อยคือแก้ม รอบร่องแก้ม รอบดวงตา และหน้าผาก ซึ่งเป็นจุดที่ผิวบางลงและเสียความยืดหยุ่นก่อนจุดอื่น ตรงกันข้ามกับไหมยกกระชับที่มักเล็งเป้าไปยังกรอบหน้าหรือลำคอ ซึ่งเป็นจุดที่หย่อนคล้อยเห็นได้ชัดเจนกว่า

ผู้ทำหัตถการจะตรวจสอบความลึกด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หรือการคลำด้วยปลายนิ้วขณะฝังไหม และปรับจำนวนไหมกับทิศทางให้ต่างกันไปตามแต่ละตำแหน่ง เพื่อให้การกระตุ้นกระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วบริเวณ

จุดเจาะเข้าฝังไหมจะเป็นรูเล็ก ๆ ในตำแหน่งที่ไม่ค่อยเห็น เช่น หน้าหูหรือแนวไรผมด้านใน เนื่องจากแคนนูล่าเป็นเครื่องมือที่สอดผ่านเนื้อเยื่อได้นุ่มนวล จึงสามารถฝังไหมได้หลายทิศทางจากรูเดียว ทำให้ไม่ค่อยต้องกังวลเรื่องรอยแผลเป็น

ใช้เวลาทำนานแค่ไหน และเจ็บแค่ไหน?

พอจะตัดสินใจทำจริง ๆ หลายคนคงอยากรู้ก่อนว่าเจ็บแค่ไหนและใช้เวลานานเท่าไร

ก่อนทำหัตถการจะทายาชาหรือฉีดยาชาเฉพาะที่ให้บริเวณนั้นชาก่อน ดังนั้นความรู้สึกระหว่างฝังไหมมักจะเป็นแรงกดหรือแรงดึงเบา ๆ มากกว่าความเจ็บแปลบแบบเข็มแทง

ระยะเวลาการทำหัตถการขึ้นอยู่กับจำนวนไหมและขอบเขตบริเวณที่ทำ แต่โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึง 40 นาที ถ้ารวมเวลาทำยาชาด้วยก็จะอยู่ในคลินิกนานกว่านี้เล็กน้อย

หลังทำเสร็จทันทีอาจมีอาการบวมหรือช้ำเล็กน้อยตามแนวที่ไหมผ่าน เนื่องจากใช้แคนนูล่าจึงมักจะช้ำน้อยกว่าหัตถการที่ใช้เข็มแทงตรง ๆ แต่ระดับอาการก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเส้นเลือดและสภาพผิว

ปัจจัยที่กำหนดว่าผลจะอยู่ได้นานแค่ไหน

ระยะเวลาที่ผลของอัลตร้าคอลจะอยู่ได้นานแค่ไหนไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียว มีรายงานว่าปัจจัยต่อไปนี้ทำงานร่วมกัน

  • จำนวนไหมและความหนาแน่นในการฝัง: ยิ่งฝังไหมมากและถี่เท่าไร พื้นที่ที่ได้รับการกระตุ้นก็ยิ่งกว้างขึ้น และปริมาณคอลลาเจนที่สร้างขึ้นก็มีแนวโน้มมากขึ้นตามไปด้วย
  • ความเร็วในการสลายตัวของไหม: โดยทั่วไปไหม PDO จะค่อย ๆ ถูกดูดซึมไปภายในเวลาประมาณ 6 เดือน ยิ่งช่วงเวลาที่ยังกระตุ้นอยู่นานเท่าไร เวลาที่คอลลาเจนจะสะสมตัวก็ยิ่งนานขึ้นตามไปด้วย
  • ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนของแต่ละคน: อายุ สภาพผิว และความว่องไวของไฟโบรบลาสต์ในตัวแต่ละคนแตกต่างกัน แม้ทำหัตถการเดียวกันผลลัพธ์ก็อาจต่างกันได้
  • การโดนแดดและพฤติกรรมการใช้ชีวิต: แสงแดดเป็นปัจจัยที่รู้กันว่ากระตุ้นการทำงานของ MMP ซึ่งย่อยสลายคอลลาเจน จึงส่งผลต่อระยะเวลาที่คอลลาเจนใหม่จะอยู่ได้นานแค่ไหนด้วย
  • การเคลื่อนไหวของบริเวณที่ทำ: บริเวณที่กล้ามเนื้อใบหน้าขยับบ่อย เช่น รอบดวงตาหรือรอบปาก จะได้รับแรงกระตุ้นเพิ่มขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ถึง 4 สัปดาห์แรกที่ไหมยังไม่ตั้งตัวดี ทำให้ความเร็วในการฟื้นตัวและช่วงเวลาที่รู้สึกถึงผลลัพธ์อาจแตกต่างจากบริเวณที่ขยับน้อยกว่า

โดยทั่วไปมีรายงานว่าผลจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี แต่จากปัจจัยข้างต้นทำให้ระยะเวลาที่แต่ละคนรู้สึกได้นั้นแตกต่างกันไป

ดูแลตัวเองหลังทำอย่างไร?

หัวใจของการดูแลตัวเองคือไม่ไปรบกวนกระบวนการสร้างคอลลาเจนที่กำลังเกิดขึ้น

  • ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังทำ ควรหลีกเลี่ยงการถูหรือกดใบหน้าแรง ๆ เพราะถ้าไหมยังตั้งตัวไม่ดีแล้วโดนกดอาจทำให้ตำแหน่งเลื่อนหรือบวมนานขึ้น
  • ควรงดซาวน่าหรือประคบร้อนไปก่อนสัก 1 สัปดาห์ เพราะความร้อนอาจไปรบกวนปฏิกิริยาฟื้นฟูที่เพิ่งเริ่มต้น
  • ในช่วง 1 สัปดาห์ถึง 2 สัปดาห์หลังทำ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหรือนอนทับบริเวณที่ทำด้วย เพราะถ้าโดนกดข้างเดียวซ้ำ ๆ ก่อนที่ไหมจะตั้งตัวดี อาจทำให้ความสมดุลซ้ายขวาของใบหน้าเปลี่ยนไปได้
  • ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพราะแสงแดดรู้กันว่ากระตุ้นการทำงานของ MMP ที่ย่อยสลายคอลลาเจน การกันแดดจึงช่วยชะลอไม่ให้คอลลาเจนที่เพิ่งสร้างขึ้นถูกทำลายเร็วเกินไป

อาการบวมหรือช้ำในช่วงแรกมักจะยุบลงภายในประมาณ 3 วันถึง 7 วัน แต่ความเร็วในการฟื้นตัวจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน

เหมาะกับใครบ้าง?

อัลตร้าคอลเหมาะกับคนที่กังวลเรื่องผิวบางลงและเสียความยืดหยุ่นโดยรวมมากกว่าคนที่อยากยกกระชับกรอบหน้าที่หย่อนคล้อยทันที นอกจากนี้ยังใช้ได้กับจุดที่ขาดทั้งวอลลุ่มและความยืดหยุ่นเฉพาะจุด เช่น ริ้วรอยรอบดวงตา แก้มตอบ หรือรอบร่องแก้ม

บางกรณีก็ทำร่วมกับไหมยกกระชับ โดยใช้ไหมยกกระชับจัดเส้นหน้าให้เห็นผลทันที ส่วนไหมเพื่อการฟื้นฟูอย่างอัลตร้าคอลจะค่อย ๆ เติมความยืดหยุ่นให้ผิวชั้นล่างอีกที เป็นการทำร่วมกัน

ในทางกลับกัน ถ้าจุดที่กังวลคือกรอบหน้าหรือลำคอที่หย่อนคล้อยเห็นได้ชัด และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทันที ควรพิจารณาไหมยกกระชับที่มีคอกก่อนอัลตร้าคอล เนื่องจากทั้งสองหัตถการมีจุดประสงค์ต่างกัน การลองประเมินก่อนว่าปัญหาตอนนี้เป็นเรื่องหย่อนคล้อยหรือเรื่องความยืดหยุ่นจะช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริเวณที่ทำ ชนิดของไหม และจำนวนไหมจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละคน ดังนั้นการปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจความหนาของผิวและระดับความหย่อนคล้อยก่อนจึงเป็นขั้นตอนที่ปลอดภัยที่สุด

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

เทอร์มาจให้ความร้อนแก่ผิวหนังแท้จนคอลลาเจนหดตัวแล้วค่อยๆ งอกใหม่ได้อย่างไร ทำไมผลถึงอยู่ได้นาน

เทอร์มาจใช้คลื่นวิทยุแบบโมโนโพลาร์ให้ความร้อนแก่ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนหดตัวทันที ก่อนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาในช่วง 2 ถึง 6 เดือนถัดไป บทความนี้อธิบายหลักการสองขั้นตอนนี้ด้วยการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย พร้อมไขข้อสงสัยว่าทำไมความร้อนถึงเจาะจงลงไปที่ผิวหนังแท้โดยไม่ทำร้ายผิวชั้นนอก

By Dr. Kim

Lifting

หลักการที่เอ็มเฟซใช้คลื่นความถี่วิทยุร่วมกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อเพื่อความกระชับใบหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้

เอ็มเฟซเป็นหัตถการยกกระชับแบบไม่เจาะผิว ที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวไปพร้อมกับสัญญาณไฟฟ้าที่ขยับกล้ามเนื้อใบหน้าโดยตรง บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต้องดูแลทั้งผิวและกล้ามเนื้อไปพร้อมกันถึงจะเห็นความกระชับ ทำไมต้องแบ่งทำหลายครั้ง และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน

By Dr. Kim

Skincare

ทำไมจูเวลุคถึงให้ผิวชุ่มฉ่ำแบบวอเตอร์กลอสตั้งแต่แรก ก่อนคอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มในอีก 6 สัปดาห์ต่อมา และอยู่ได้นานแค่ไหน

ความชุ่มฉ่ำวอเตอร์กลอสที่รู้สึกได้ทันทีหลังฉีดจูเวลุค กับวอลลุ่มคอลลาเจนที่ค่อยๆ เติมเต็มตลอด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน แท้จริงแล้วเกิดจากกลไกคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นด้วยการเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า PDLLA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในจูเวลุคกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาได้อย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles