หลักการที่เอ็มเฟซใช้คลื่นความถี่วิทยุร่วมกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อเพื่อความกระชับใบหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้
By Dr. Kim1 min read

หลายคนส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าแก้มเริ่มหย่อนคล้อยและเส้นหน้าเบลอลงกว่าเดิม แต่ใบหน้าไม่เหมือนแขนขาที่จะออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อได้ง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้หัตถการอย่างเอ็มเฟซที่เพิ่มการกระตุ้นกล้ามเนื้อเข้าไปในหัตถการกระชับผิวแบบเดิมจึงได้รับความสนใจมากขึ้น
เอ็มเฟซเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับใบหน้าตามชื่อเลย โดยปล่อยพลังงานสองแบบที่ต่างกันออกไปพร้อมกัน คือคลื่นความถี่วิทยุกับสัญญาณไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อ ถ้าเข้าใจว่าทำไมต้องใช้พลังงานทั้งสองอย่างร่วมกัน และแต่ละอย่างทำงานในใบหน้าผ่านเส้นทางไหน หัตถการนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป
เอ็มเฟซกระตุ้นอะไรพร้อมกันสองอย่าง?
เอ็มเฟซเป็นเครื่องยกกระชับแบบไม่ต้องใช้เข็ม เมื่อวางแผ่นนำพลังงานลงบนใบหน้า พลังงานสองชนิดจะถูกส่งเข้าไปพร้อมกัน อย่างแรกคือความร้อนจากคลื่นความถี่วิทยุ หรือเรียกย่อ ๆ ว่า RF ส่วนอย่างที่สองคือสัญญาณไฟฟ้าที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อขยับ
หัตถการยกกระชับส่วนใหญ่ที่ผ่านมาดูแลแค่ชั้นผิวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความร้อนหรือคลื่นเสียงที่กระตุ้นชั้นหนังแท้ให้ผิวกระชับขึ้น แต่จุดที่เอ็มเฟซต่างออกไปคือไม่หยุดแค่นั้น ยังลงไปกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าที่อยู่ลึกลงไปด้วย ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่แสดงสีหน้าของเรานั่นเอง พูดง่าย ๆ คือชั้นผิวกับชั้นกล้ามเนื้อสองชั้นที่ต่างกันถูกดูแลไปพร้อมกันในหัตถการเดียว
คลื่นความถี่วิทยุทำให้คอลลาเจนในชั้นหนังแท้ร้อนขึ้นได้อย่างไร?
RF เป็นพลังงานไฟฟ้าตระกูลเดียวกับคลื่นวิทยุ เมื่อพลังงานนี้ผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อผิว เนื้อเยื่อจะไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านไปได้ง่าย ๆ แต่จะต้านทานอยู่บ้างจนเกิดความร้อนจากแรงเสียดทาน คล้ายกับตอนที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านสายไฟแล้วสายไฟอุ่นขึ้นเล็กน้อยนั่นเอง
จุดที่ความร้อนนี้ไปถึงคือชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นที่อยู่ของคอลลาเจน โปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำยันผิวจากด้านใน เมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยความร้อน มีรายงานว่าเซลล์ไฟโบรบลาสต์ซึ่งเป็นเซลล์สร้างคอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้นและสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ หลังทำเสร็จใหม่ ๆ เนื้อเยื่อคอลลาเจนเดิมจะหดตัวเล็กน้อยทำให้รู้สึกกระชับขึ้นทันที ส่วนช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ต่อมา คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จะค่อย ๆ สะสมจนผิวและความกระชับดีขึ้นทีละนิด หัวใจสำคัญของการออกแบบเครื่องมือคือควบคุมอุณหภูมิและความลึกให้ความร้อนไปถึงแค่ชั้นหนังแท้ ไม่กระจายลึกลงไปมากเกินจำเป็น
การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าขยับได้อย่างไร?
โดยธรรมชาติ กล้ามเนื้อในร่างกายของเราขยับได้เพราะเส้นประสาทรับสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งมาจากสมอง เอ็มเฟซนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ โดยส่งสัญญาณไฟฟ้าจากแผ่นนำพลังงานเข้าไปกระตุ้นเส้นประสาทแทน จนกล้ามเนื้อหดตัวตามไปด้วย เทคนิคนี้เรียกว่าไฮเฟส หรือ HIFES ซึ่งหมายถึงการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าที่ประสานสอดคล้องกับกล้ามเนื้อใบหน้า
เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ใช้กับลำตัว หน้าท้อง หรือต้นแขน มักใช้สนามแม่เหล็กสร้างกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ แต่ใบหน้ามีเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่รวมตัวกันแน่นและเล็กกว่ามาก หากใช้สนามแม่เหล็กแรงสูงตรง ๆ อาจกระตุ้นแรงเกินไปหรือเล็งเฉพาะกล้ามเนื้อที่ต้องการได้ยาก เอ็มเฟซจึงเลือกส่งสัญญาณไฟฟ้าตรงจากขั้วไฟฟ้าแทน ทำให้ควบคุมความแรงและตำแหน่งได้ละเอียดขึ้น
เมื่อสัญญาณไฟฟ้าเข้ามา กล้ามเนื้อใบหน้าจะหดตัวและคลายตัวซ้ำ ๆ เหมือนกำลังออกกำลังกายจริง เพราะการหดตัวแบบนี้เกิดขึ้นนับพันครั้งในเวลาสั้น ๆ จึงเทียบได้กับการฝึกกล้ามเนื้อที่ยิมต่อเนื่อง 4 ถึง 6 สัปดาห์ แต่สะสมในเส้นใยกล้ามเนื้อได้ภายในระยะเวลาทำหัตถการที่สั้นกว่ามาก
ทำไมกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นถึงช่วยเรื่องความกระชับของใบหน้า?
ใบหน้ามีกล้ามเนื้อหลายชั้นที่ทำหน้าที่แสดงสีหน้า และกล้ามเนื้อเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นโครงค้ำยันปริมาตรใบหน้าที่อยู่ใต้ชั้นผิวและไขมัน แต่เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อใบหน้าก็บางลงและแรงน้อยลงเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อแขนขาที่ลดลงตามวัย
เมื่อกล้ามเนื้อที่ค้ำยันบางลง ผิวและไขมันที่อยู่ด้านบนก็มีแนวโน้มหย่อนคล้อยตามไปด้วย ในทางกลับกัน มีรายงานว่าเมื่อเส้นใยกล้ามเนื้อหดตัวซ้ำ ๆ จากการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ หนาขึ้นและกระชับขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อหนาขึ้น แรงค้ำยันเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านบนก็มากขึ้นตามธรรมชาติ
ดังนั้นการที่กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องหน้าดูใหญ่หรือเล็ก แต่ใกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ช่วยพยุงการหย่อนคล้อยของแก้มและเส้นกรามจากด้านในออกมา คล้ายกับการเสริมเสาที่แข็งแรงเข้าไปใต้เต็นท์ที่กำลังจะทรุดตัวลง
ทำไมต้องดูแลทั้งผิวและกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน?
การกระตุ้นแค่ผิวหรือแค่กล้ามเนื้ออย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ยังไม่พอที่จะแก้ปัญหาหย่อนคล้อยได้ครบถ้วน สามเหตุผลด้านล่างนี้คือคำตอบว่าทำไมต้องดูแลทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน
- ถ้าดึงกระชับแค่ผิว กล้ามเนื้อที่ค้ำยันอยู่ด้านล่างยังคงอ่อนแรงเหมือนเดิม เมื่อเวลาผ่านไปกล้ามเนื้อก็ไม่มีแรงพอต้านแรงหย่อนคล้อยที่กลับมาอีก
- ถ้าเน้นแค่กล้ามเนื้อ ความกระชับและความหนาแน่นของคอลลาเจนในผิวที่คลุมกล้ามเนื้ออยู่ก็ยังเหมือนเดิม ผิวและพื้นผิวใบหน้าจึงไม่ได้ดูดีขึ้นชัดเจน
- เมื่อกระตุ้นเนื้อเยื่อทั้งสองชั้นพร้อมกันในระยะเวลาทำหัตถการเดียวกัน มีรายงานว่ากล้ามเนื้อจะหดตัวบนเนื้อเยื่อที่นุ่มขึ้นจากความร้อน ทำให้พลังงานส่งผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำแยกกัน
ท้ายที่สุดแล้ว ความกระชับของใบหน้าเป็นผลจากผิวชั้นนอกกับโครงสร้างค้ำยันด้านในที่ทำงานประสานกัน เอ็มเฟซจึงถูกออกแบบมาให้ดูแลสองชั้นนี้ไปพร้อมกันในหัตถการเดียว ไม่แยกทำทีละอย่าง
ทำไมต้องแบ่งทำหลายครั้ง?
ทั้งกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่และกระบวนการที่กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นจากการหดตัวซ้ำ ๆ ล้วนไม่จบภายในวันเดียว เพราะร่างกายของเราต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนเนื้อเยื่อทีละนิดตามการกระตุ้นที่ได้รับ
ด้วยเหตุนี้เอ็มเฟซจึงมักทำห่างกันสัปดาห์ละครั้ง รวม 4 ครั้ง หลักการเดียวกับการไปยิม ที่ออกกำลังกายวันเดียวไม่มีทางเห็นกล้ามเนื้อแน่นขึ้นทันที ต้องไปสม่ำเสมอต่อเนื่อง 4 ถึง 6 สัปดาห์ถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง การกระตุ้นแบบเว้นระยะสม่ำเสมอแทนที่จะอัดแรงในครั้งเดียว จึงปลอดภัยกว่าและให้ผลลัพธ์ที่มั่นคงกว่าตามข้อมูลที่มีรายงาน
ผลลัพธ์มักดีขึ้นต่อเนื่องอีก 4 ถึง 12 สัปดาห์แม้หลังจบครบทุกครั้งแล้ว เพราะทั้งการสะสมคอลลาเจนและการจัดเรียงเส้นใยกล้ามเนื้อใหม่ต้องใช้เวลาเพิ่มเติมอีกสักระยะ
ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
การเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนและกล้ามเนื้อที่เกิดจากหัตถการนี้มักอยู่ได้นาน 6 ถึง 12 เดือน แต่ไม่ได้อยู่ถาวรตลอดไป เพราะคอลลาเจนเองก็ผ่านกระบวนการสลายและสร้างใหม่ตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป และกล้ามเนื้อก็มีแนวโน้มค่อย ๆ กลับสู่สภาพเดิมหากไม่มีการกระตุ้นต่อเนื่อง
เหมือนกับที่กล้ามเนื้อค่อย ๆ ลีบลงเมื่อหยุดออกกำลังกาย กล้ามเนื้อใบหน้าก็อาจบางลงอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปหากไม่ได้รับการกระตุ้นสม่ำเสมอ ดังนั้นหลังจบครบ 4 ครั้งแรก มีรายงานว่าการทำหัตถการเสริมอีกหนึ่งครั้งทุก 6 เดือน จะช่วยดึงสภาพกล้ามเนื้อและคอลลาเจนให้กลับมากระชับอีกครั้ง
พูดให้เข้าใจง่าย เอ็มเฟซไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่ใกล้เคียงกับการออกกำลังกายที่ต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอถึงจะเห็นผลได้นาน การฝึกทำสีหน้าหลากหลายและขยับกล้ามเนื้อใบหน้าบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันก็มีส่วนช่วยรักษาสภาพกล้ามเนื้อไว้ได้เช่นกันตามข้อมูลที่มีการรายงาน
อย่างไรก็ตาม แต่ละคนมีปริมาณกล้ามเนื้อเดิม ความหนาของผิว และระดับความเสื่อมตามวัยแตกต่างกัน ความเร็วในการตอบสนองและระยะเวลาที่ผลอยู่จึงต่างกันไปด้วย ดังนั้นการปรับระยะห่างของการทำหัตถการเสริมจึงควรทำร่วมกับแพทย์ผู้ดูแลหลังจบครั้งแรก โดยประเมินสภาพใบหน้าไปด้วยกันจึงจะเหมาะสมที่สุด
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว
เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก
By Dr. Kim

หลักการที่ Density RF ใช้คลื่นวิทยุ 2 โหมด กระชับผิวทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ และต้องทำกี่ครั้ง
Density RF เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง 2 โหมดที่ทำงานต่างกันร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับที่รู้สึกได้ทันทีหลังทำ และคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ 2 โหมดร่วมกัน ความร้อนทำงานในชั้นผิวตามลำดับอย่างไร และทำไมถึงต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานจริง
By Dr. Kim

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
By Dr. Lee