ผลข้างเคียงเลเซอร์โทนนิ่ง: จุดขาว สีผิวสะท้อนกลับ และฝ้าที่กลับมาซ้ำ
By Dr. Lee2 min read

มีคนจำนวนมากที่มาทำเลเซอร์โทนนิ่งเพื่อรักษาฝ้า คลินิกทั่วไปแนะนำกันเป็นประจำ ราคาก็ถูกกว่าเลเซอร์ชนิดอื่น หลายคนเลยทำอย่างสม่ำเสมอเดือนละครั้งหรือบ่อยกว่านั้น แต่ก็มีบางคนที่ทำไปสักพักแล้วเจอจุดขาวขึ้นมาในบริเวณที่เคยเป็นฝ้า หรือรู้สึกว่าฝ้ากลับเข้มขึ้นแทน ไม่แน่ใจว่าฝ้ากำลังจางลงจริงหรือเกิดปัญหาอื่นขึ้นมา ความกังวลแบบนี้พบได้บ่อยในห้องตรวจ
บทความนี้จะอธิบายว่าเลเซอร์โทนนิ่งทำงานอย่างไร จุดขาว (hypopigmentation) และสีผิวสะท้อนกลับเกิดขึ้นได้เพราะอะไร อัตราการกลับมาของฝ้าอยู่ที่ระดับใด และประสิทธิภาพจริงๆ เป็นอย่างไร ทุกอย่างอ้างอิงจากงานวิจัย ไม่ปั้นแต่งตัวเลข และพูดถึงข้อจำกัดตรงๆ

เลเซอร์โทนนิ่งคืออะไรกันแน่?
เลเซอร์โทนนิ่งใช้ Q-switched Nd:YAG laser ในโหมดพลังงานต่ำ ยิงด้วยความยาวคลื่น 1064nm ซ้ำหลายรอบ ไม่ใช่การยิงพลังงานสูงครั้งเดียว แต่เป็นการยิงพลังงานต่ำสะสมหลายครั้ง วิธีนี้เรียกว่า low-fluence method มุ่งเป้าที่เมลานินในชั้นผิวหนังส่วนล่าง โดยไม่ทำให้ผิวด้านบนถูกทำลาย
เซลล์สร้างสีผิวที่เรียกว่าเมลาโนไซต์จะเก็บเมลานินไว้ในถุงเล็กๆ ชื่อเมลาโนโซมก่อนส่งออกไปทั่วผิวหนัง เลเซอร์โทนนิ่งทำลายเมลาโนโซมเหล่านี้อย่างเฉพาะเจาะจง แตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กๆ ที่เซลล์ภูมิคุ้มกันค่อยๆ กำจัดออก สีผิวจึงค่อยๆ จางลงทีละนิด ไม่ใช่หายในทีเดียว ต้องทำหลายครั้งกว่าจะเห็นผล
ฝ้าเป็นข้อบ่งชี้ที่พบบ่อยที่สุด ใช้ได้กับกระและจุดสีดำบางประเภทด้วย แต่ในแนวทางคลินิกระดับนานาชาติ เลเซอร์โทนนิ่งไม่ได้เป็นการรักษาสายแรกสำหรับฝ้า การรักษาสายแรกคือครีมผสมที่มี hydroquinone (triple cream) หรือ tranexamic acid แบบรับประทาน เลเซอร์โทนนิ่งมีบทบาทเป็นตัวเสริมจากการใช้ยาทา ไม่ใช่การทดแทนกัน การตั้งความคาดหวังให้สมจริงก่อนเริ่มทำจึงสำคัญมาก
ในบางพื้นที่ การทำเลเซอร์บ่อยมากกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ นี่เป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมตัวเลขผลข้างเคียงในงานวิจัยต่างประเทศถึงต่ำกว่าที่พบจริงในคลินิก

ทำไมถึงเกิดจุดขาว (hypopigmentation)?
ผลข้างเคียงที่น่ากังวลที่สุดของเลเซอร์โทนนิ่งคือภาวะสีผิวจาง (hypopigmentation) จุดขาวผุดขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นฝ้า บางรายจุดขาวสังเกตเห็นได้ชัดกว่าฝ้าเดิมเสียอีก ผลลัพธ์สวนทางกับจุดประสงค์การรักษาโดยสิ้นเชิง
อัตราการเกิดขึ้นอยู่กับความถี่ในการทำอย่างชัดเจน เดือนละครั้งอยู่ที่ราว 2% แต่ถ้าเพิ่มเป็นสัปดาห์ละครั้งก็พุ่งขึ้นไปที่ 13–14% และถ้าทำสัปดาห์ละ 3 ครั้งอัตราเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นอีก ยิ่งถี่ ความเสี่ยงยิ่งพุ่งชันขึ้นเรื่อยๆ
สาเหตุคือเมลาโนไซต์ได้รับความเสียหายสะสมมากเกินไป แม้พลังงานจะต่ำ แต่การยิงซ้ำๆ สะสมผลไปเรื่อยๆ ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่เมลาโนโซม แต่ลามถึงตัวเมลาโนไซต์เองด้วย จากการตรวจทางพยาธิวิทยา เซลล์ไม่ได้หายไปสนิทแบบโรคด่างขาว แต่การทำงานถูกกดไว้ ทางทฤษฎีมีโอกาสฟื้นตัวได้ แต่ในทางปฏิบัติบางรายฟื้นช้าหรือเป็นถาวร
ถ้าจุดขาวเกิดขึ้นแล้ว ต้องหยุดการรักษาทันที ป้องกันแดดอย่างเข้มงวดและรอให้เมลาโนไซต์ฟื้นทำงานกลับมาเป็นแนวทางพื้นฐาน จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวิธีรักษาที่พิสูจน์แล้วว่าเร่งการฟื้นตัวได้ดี การป้องกันง่ายกว่าการรักษาผลข้างเคียงนี้มาก

ทำไมสีผิวถึงเข้มขึ้นแทนที่จะจาง?
Rebound pigmentation คือภาวะที่ฝ้าเข้มขึ้นหลังทำเลเซอร์โทนนิ่ง บางครั้งเกิดหลังจากที่ฝ้าเริ่มจางแล้วก็กลับมาเข้มใหม่ หรือบางรายเข้มขึ้นเกือบจะทันทีหลังทำ น่าหงุดหงิดมาก เพราะตั้งใจทำเพื่อให้ฝ้าจางลง แต่กลับยิ่งเข้มขึ้น
อัตราการเกิดแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับวิธีรักษา งานวิจัยของ Choi และคณะ ปี 2015 (n=177) พบว่าในกลุ่มที่ทำเลเซอร์อย่างเดียว rebound pigmentation เกิดในราว 14% แต่ในกลุ่มที่ใช้ร่วมกับยาทาลดลงเหลือราว 1% ต่างกันเกือบ 14 เท่า
กลไกคือเลเซอร์ไปกระตุ้นเส้นทางการสังเคราะห์เมลานินมากเกินไป การยิงพลังงานต่ำซ้ำๆ กระตุ้นเมลาโนไซต์อย่างต่อเนื่องในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ทำลาย ทำให้สารส่งสัญญาณอย่าง SCF (stem cell factor) และ endothelin-1 ถูกปล่อยออกมา ซึ่งกลับไปกระตุ้นการสร้างเมลานินมากขึ้น เมื่อผลกระตุ้นมากกว่าผลทำลาย rebound pigmentation ก็เกิดขึ้น
แสงแดดก็เป็นตัวแปรสำคัญ ถ้าไม่ป้องกันแดดหลังทำเลเซอร์ ความเสี่ยง rebound จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มีรายงานว่าถ้าไม่ใช้ครีมกันแดดเลยนาน 3 เดือน อัตราการกลับมาใกล้ถึง 100% การใช้ยาทาร่วมกับครีมกันแดด SPF50+ ทุกวันเป็นวิธีป้องกันที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

ฝ้ากลับมาบ่อยแค่ไหน?
หลังทำเลเซอร์โทนนิ่งแล้วฝ้าจางลง แต่ผ่านไปสักพักก็กลับมาเข้มอีก เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ฝ้าไม่ใช่สภาวะที่รักษาหายขาดได้ด้วยเลเซอร์ไม่กี่ครั้ง อัตราการกลับมาแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับวิธีดูแลโดยรวม
จากข้อมูลที่มี การทำเลเซอร์อย่างเดียวมีอัตราการกลับมาในปีแรกราว 59% หมายความว่ากว่าครึ่งของผู้ป่วยเห็นฝ้าเข้มขึ้นใหม่ภายใน 12 เดือน เมื่อใช้ร่วมกับการรักษาแบบอื่น อัตราการกลับมาใน 12 เดือนลดลงเหลือราว 19% ต่างกันเกือบ 3 เท่า
การกลับมาระยะสั้นเกิดเร็วกว่านั้น หลายงานวิจัยที่ติดตามผลที่ 3 เดือน พบอัตราการกลับมาสูงในกลุ่มที่ทำเลเซอร์อย่างเดียว บางรายงานระบุว่าในกลุ่มที่ไม่ใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ฝ้ากลับมาเกือบทุกรายภายใน 3 เดือน
เหตุที่ฝ้าวนกลับมาเพราะเลเซอร์ไม่ได้ขจัดแนวโน้มที่ผิวจะสร้างเมลานินมากเกิน ตราบใดที่ตัวกระตุ้นอย่างแสงแดด ฮอร์โมน และการอักเสบยังมีอยู่ สีผิวก็จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ การใช้ยาทา ป้องกันแดด และดูแลไลฟ์สไตล์ควบคู่กันคือสิ่งที่ช่วยลดการกลับมาได้จริง ฝ้าเป็นสภาวะที่ต้องดูแลระยะยาว ไม่ใช่รักษาครั้งเดียวจบ

ผลลัพธ์จริงๆ เป็นอย่างไร?
มีการศึกษาเชิงสังเกตขนาดใหญ่ที่วิเคราะห์การกระจายตัวของผลลัพธ์ในผู้ที่ทำเลเซอร์โทนนิ่ง งานวิจัยของ Tian และคณะ (n=38,970) ให้ตัวเลขที่ค่อนข้างชัดเจน
ผลดีมาก (excellent) ราว 5% ผลดี (good) ราว 22% พอใช้ (fair) ราว 56% และแทบไม่มีผล ราว 8% กว่าครึ่งของผู้ที่เข้ารับการรักษาได้ผลในระดับ "พอใช้" มีเพียง 1 ใน 20 คนที่ได้ผลดีมาก
ไม่ได้หมายความว่าเลเซอร์โทนนิ่งไม่มีประโยชน์ แต่หมายความว่าสำหรับคนส่วนใหญ่ ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นมักอยู่ในขอบเขตจำกัด คนที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดมักผิดหวัง ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าความคาดหวังที่สมจริงคือฝ้าจะจางลงนิดหน่อยและดูชัดน้อยลง
เป็นการศึกษาเชิงสังเกต ตัวแปรอย่างนิสัยการใช้ครีมกันแดด การรักษาร่วม และประเภทผิวไม่ได้ถูกควบคุม หากดูแลปัจจัยเหล่านี้ได้ดีกว่านี้ ผลลัพธ์ก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เลเซอร์โทนนิ่งไม่ใช่การรักษาที่กำจัดฝ้าได้หมดจด การพูดคุยเรื่องความคาดหวังที่สมจริงก่อนเริ่มมีผลมากต่อความพึงพอใจในภายหลัง

จะลดความเสี่ยงได้อย่างไร?
จากข้อมูลผลข้างเคียง แนวทางลดความเสี่ยงมีอยู่ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือช่วงห่างระหว่างครั้ง การรักษาแบบผสมผสาน และการป้องกันแสงยูวี ซึ่งเป็นสามสิ่งที่สำคัญที่สุด
แนะนำให้เว้นช่วงอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าถ้าเพิ่มความถี่เป็นสัปดาห์ละครั้งขึ้นไป ความเสี่ยงภาวะสีผิวจางพุ่งขึ้นอย่างชัดเจน จำนวนครั้งต่อคอร์สควรจำกัดไว้ราว 8–10 ครั้ง และตั้งค่าพลังงานกับจำนวน pass ให้พอดี ทำมากไม่ได้ผลดีกว่า มีแต่เพิ่มความเสี่ยงจุดขาว
การรักษาแบบผสมผสานช่วยลดทั้ง rebound pigmentation และการกลับมาของฝ้า การใช้ครีมผสมที่มี hydroquinone (triple cream) หรือ tranexamic acid ทาหรือรับประทาน ร่วมกับเลเซอร์ ทำให้อัตราการกลับมาและ rebound ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเลเซอร์อย่างเดียว จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า
การป้องกันแสงยูวีไม่ใช่ทางเลือก แต่จำเป็น การทาครีมกันแดด SPF50+ ทุกวันโดยไม่ขาดเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่แค่เดือนแรกหลังทำ แต่ตลอดเวลาที่ฝ้ายังเป็นปัญหา ตัวเลขอัตราการกลับมาใกล้ 100% ในกลุ่มที่ไม่ใช้ครีมกันแดดนาน 3 เดือน บอกได้ชัดว่าสิ่งนี้สำคัญแค่ไหน
การตรวจด้วย Wood's lamp ช่วยประเมินความเสี่ยง hypopigmentation ก่อนเริ่มคอร์ส ระบุบริเวณที่เปราะบางได้ล่วงหน้า ทำให้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบก่อนทำมากเกินไป เลเซอร์โทนนิ่งที่ใช้อย่างเหมาะสมเป็นเครื่องมือช่วยในการดูแลฝ้าได้ดี เมื่อรู้ว่าการทำบ่อยเกินไปอาจสร้างปัญหาใหม่ ก็จะใช้ประโยชน์จากเลเซอร์โทนนิ่งได้อย่างแท้จริง
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

โบท็อกซ์ต่อมพาโรทิด ทำให้ขากรรไกรเรียวเล็กลงได้อย่างไร ต่างจากโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวทั้งปริมาณและผลข้างเคียง
โบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดคือหัตถการที่ฉีดโบทูลินัมท็อกซินเข้าไปในต่อมพาโรทิด ซึ่งเป็นต่อมน้ำลาย เพื่อลดขนาดต่อมและทำให้แนวขากรรไกรเรียวลง ต่างจากโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวทั้งตำแหน่งที่ฉีดและกล้ามเนื้อเป้าหมาย บทความนี้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปริมาณที่ใช้ ระยะเวลาที่เห็นผล ไปจนถึงผลข้างเคียงอย่างปากแห้ง โดยอ้างอิงจากข้อมูลงานวิจัย
By Dr. Kim

แยก Flat Wart, Milia และ Skin Tag บนใบหน้าให้ออก พร้อมวิธีรักษาที่เหมาะกับแต่ละชนิด และข้อควรระวังหากเอาออกเอง
ตุ่มเล็ก ๆ ที่ขึ้นบนใบหน้าดูคล้ายกันไปหมด แต่ flat wart, milia และ skin tag มีสาเหตุและวิธีรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้รวบรวมวิธีสังเกตแยกทั้งสามชนิดในคราวเดียว การรักษาด้วย CO2 และ Er:YAG เลเซอร์รวมถึงการจี้ไฟฟ้าที่เหมาะกับแต่ละแบบ ความชุกและการกลับมาเป็นซ้ำ ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมการเอาออกเองที่บ้านถึงเสี่ยง โดยอ้างอิงจากหลักฐานจริง
By Dr. Lee

หลักการเลเซอร์โทนนิ่ง Q-switched ยิงพลังงานอ่อนหลายครั้งเพื่อสลายเม็ดสี และข้อควรระวังจุดขาว
อธิบายเหตุผลที่เลเซอร์โทนนิ่งเลือกยิงพลังงานอ่อนหลายครั้งแทนการยิงแรงเพียงครั้งเดียว พร้อมหลักการสลายเม็ดสีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวิธีนี้ และครอบคลุมถึงกระบวนการที่การทำเกินขนาดอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงอย่างจุดขาว ไปจนถึงวิธีจัดระยะการทำแต่ละครั้งอย่างปลอดภัย
By Dr. Lee