prettytime
Acne

ทีซีเอ ครอส หยดกรดเข้มข้นสูงลงแผลเป็นสิวหลุมแบบเข็มเจาะ หลักการเติมเต็มแผลเป็นและจำนวนครั้งที่ต้องทำ

By Dr. Kim1 min read

ลองส่องกระจกใกล้ ๆ แล้วมองแก้มตัวเองดูสิครับ บางคนจะสังเกตเห็นรอยบุ๋มเล็ก ๆ แคบและลึกที่ดูต่างจากแผลเป็นทั่วไปอย่างชัดเจน รอยแบบนี้แคบจนเหมือนถูกเข็มจิ้มลงไป จึงเรียกกันว่าแผลเป็นสิวหลุมแบบเข็มเจาะ หรือ ice pick scar แม้ดูผิวเผินจะเล็ก แต่ความลึกกลับมากเกินคาด จนเลเซอร์หรือการผลัดผิวแบบทั่วไปมักเข้าไม่ถึงก้นแผลเลย

วิธีหนึ่งที่นำมาใช้กับแผลเป็นแบบนี้คือทีซีเอ ครอส (TCA CROSS) ซึ่งเป็นการหยดกรดเข้มข้นสูงลงเฉพาะด้านในของแผลเป็นเท่านั้น เพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนใหม่ค่อย ๆ สร้างขึ้นตรงจุดแคบ ๆ นั้น แล้วทำไมการหยดกรดถึงช่วยเติมเต็มแผลเป็นได้ และทำไมวิธีนี้ถึงเหมาะกับแผลเป็นที่แคบและลึกเป็นพิเศษ บทความนี้จะไล่อธิบายให้เข้าใจทีละขั้น

ทีซีเอ ครอส คืออะไรกันแน่?

TCA ย่อมาจาก trichloroacetic acid ซึ่งเป็นกรดสำหรับผลัดผิวที่วงการผิวหนังใช้กันมานานแล้ว ส่วน CROSS ย่อมาจาก Chemical Reconstruction Of Skin Scars แปลตรงตัวได้ว่าการใช้สารเคมีสร้างโครงสร้างผิวบริเวณแผลเป็นขึ้นใหม่

การผลัดผิวทั่วไปมักทากรดความเข้มข้นค่อนข้างต่ำกระจายทั่วใบหน้า แต่ทีซีเอ ครอสจะใช้ความเข้มข้นสูงมาก อยู่ที่ประมาณ 65 ถึง 100% แล้วจุ่มปลายไม้แหลมหรืออุปกรณ์ปลายเล็กเบา ๆ แตะลงตรงก้นแผลเป็นแต่ละจุดเท่านั้น พูดง่าย ๆ คือแทนที่จะทาให้ทั่วหน้า ก็เปลี่ยนมาโฟกัสที่จุดแคบ ๆ จุดเดียวแทน

แม้จะเป็นกรดชนิดเดียวกัน แต่การทาบาง ๆ ทั่วหน้ากับการหยดเข้มข้นสูงลงจุดเดียวมีเป้าหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง การผลัดผิวแบบกว้างเน้นปรับผิวชั้นบนให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ ในขณะที่ครอสเน้นสร้างเนื้อเยื่อขึ้นใหม่เฉพาะจุดแบบเจาะจง ด้วยเหตุนี้ทั้งสองวิธีจึงให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก แม้จะใช้กรดตัวเดียวกันก็ตาม

ทำไมกรดเข้มข้นสูงถึงกระตุ้นก้นแผลเป็นได้?

เมื่อกรดเข้มข้นสูงสัมผัสผิวหนัง โปรตีนบริเวณนั้นจะแข็งตัวขึ้นทันที คล้ายกับไข่ขาวที่โดนความร้อนแล้วเปลี่ยนจากใสเป็นสีขาวขุ่น วงการผิวหนังเรียกปฏิกิริยาที่ผิวเปลี่ยนเป็นสีขาวแบบนี้ว่าฟรอสติง (frosting)

จุดที่เกิดฟรอสติง ร่างกายจะมองว่าเป็นบาดแผลเล็ก ๆ ทันที และเมื่อมีบาดแผล ร่างกายก็จะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมโดยอัตโนมัติ โดยเซลล์ตัวหลักในกระบวนการนี้คือไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ลองนึกภาพคอลลาเจนเป็นเสาเข็มที่ค้ำยันผิวจากด้านล่างดูครับ เมื่อเสาเข็มพังจนผิวยุบเป็นหลุม การหยดกรดลงไปกระตุ้นก็เหมือนส่งสัญญาณเรียกให้ไฟโบรบลาสต์รีบเข้ามารวมตัวและเริ่มสร้างเสาเข็มขึ้นใหม่ตรงจุดนั้นเลย

ทำไมวิธีนี้ถึงเหมาะกับแผลเป็นแคบและลึกแบบเข็มเจาะเป็นพิเศษ?

จุดสำคัญอยู่ที่วิธีการกระจายตัวของกรด เมื่อหยดกรดลงในแผลเป็นที่แคบและลึก กรดจะไม่กระจายออกด้านข้างมากนัก แต่จะไหลลงไปขังอยู่ตามช่องแคบของแผลเป็นแทน คล้ายกับหยดหมึกลงในหลอดดูดเส้นเล็ก ๆ ที่หมึกจะไหลลงไปสะสมอยู่ก้นหลอดมากกว่าจะซึมออกด้านข้าง ผลก็คือแรงกระตุ้นจะรวมอยู่เฉพาะในแผลเป็น ส่วนผิวปกติรอบข้างจะได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก

ในทางกลับกัน หากเป็นแผลเป็นที่กว้างแต่ตื้น วิธีนี้จะไม่ค่อยได้ผล เพราะไม่มีช่องแคบให้กรดขังอยู่ได้ลึกพอ แต่แผลเป็นแบบเข็มเจาะที่ปากแผลกว้างเพียงราว 2 มิลลิเมตรแต่ลึกมากนั้นต่างออกไป กรดจะไหลลงไปขังถึงก้นแผลได้เองตามธรรมชาติ จึงมีรายงานว่าวิธีนี้ส่งแรงกระตุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการทาความเข้มข้นต่ำบนพื้นที่กว้างมาก

อีกจุดที่สำคัญคือภาระที่ผิวรอบข้างต้องรับ เมื่อกรดถูกกักอยู่ในช่องแคบและไม่ไหลออกด้านข้าง โอกาสที่ผิวปกติรอบแผลเป็นจะโดนกระตุ้นไปด้วยก็ลดลงตามไปด้วย ต่างจากการทากรดความเข้มข้นเท่ากันบนพื้นที่กว้าง ที่ผิวปกติรอบ ๆ จะโดนกระตุ้นไปทั่ว จึงพูดได้ว่าวิธีครอสเป็นแนวทางที่รวมทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยไว้ด้วยกัน เพราะโฟกัสพลังทั้งหมดไปที่เป้าหมายแคบ ๆ อย่างแผลเป็นเท่านั้น

คอลลาเจนค่อย ๆ เติมเต็มแผลเป็นได้อย่างไร?

ทันทีหลังเกิดฟรอสติง ผิวบริเวณนั้นจะแดงและตกสะเก็ดอยู่ประมาณ 5 ถึง 7 วัน แต่นั่นเป็นแค่สิ่งที่เห็นจากภายนอกเท่านั้น เพราะภายในผิวหนังกระบวนการซ่อมแซมได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว หลังผ่านช่วงอักเสบเริ่มต้นที่ร่างกายเก็บกวาดเนื้อเยื่อที่เสียหายไป ไฟโบรบลาสต์จะเข้ามาตั้งฐานและค่อย ๆ สร้างเส้นใยคอลลาเจนขึ้นทีละเส้น

คอลลาเจนที่สร้างขึ้นนี้จะค่อย ๆ เพิ่มปริมาณตลอด 4 ถึง 8 สัปดาห์หลังทำ จากนั้นในช่วง 3 ถึง 6 เดือนถัดมา จะมีกระบวนการปรับโครงสร้างเส้นใยให้เรียงตัวเป็นระเบียบและแน่นขึ้นตามมา เปรียบเหมือนถนนที่เป็นหลุมแล้วค่อย ๆ ถมยางมะตอยใหม่จากด้านล่างขึ้นมา เนื้อเยื่อจะค่อย ๆ เติมขึ้นจากก้นแผลเป็น ทำให้ความต่างระดับกับผิวรอบข้างค่อย ๆ ลดลงตามเวลาที่ผ่านไป

ทำไมต้องแบ่งทำหลายครั้ง?

ปริมาณคอลลาเจนที่เกิดจากการทำครั้งเดียวมีจำกัด ดังนั้นยิ่งแผลเป็นลึกมากเท่าไร ก็ยิ่งมักแนะนำให้กระตุ้นซ้ำประมาณ 3 ถึง 6 ครั้ง และแต่ละเหตุผลของการแบ่งครั้งก็มีที่มาของมัน

  • คอลลาเจนที่เกิดจากการกระตุ้นครั้งเดียวมักไม่พอเติมเต็มแผลเป็นลึก จึงต้องสะสมจากการกระตุ้น 3 ถึง 6 ครั้งจึงจะได้ปริมาณที่เพียงพอ
  • หากกระตุ้นซ้ำก่อนที่บริเวณเดิมจะฟื้นตัวเต็มที่ เนื้อเยื่ออาจเสียหายมากเกินไป จึงมักเว้นระยะห่างประมาณ 4 ถึง 8 สัปดาห์ก่อนทำครั้งต่อไป
  • แผลเป็นแต่ละจุดมีความลึกและอัตราการตอบสนองต่างกัน การเช็กความคืบหน้าเป็นระยะแล้วทำเพิ่มเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ช่วยหลีกเลี่ยงการกระตุ้นมากเกินไปได้

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ มีรายงานว่าโดยทั่วไปมักทำประมาณ 3 ถึง 4 ครั้ง มากที่สุดอาจถึง 6 ถึง 7 ครั้ง โดยเว้นช่วงและปรับตามอาการของแผลเป็นแต่ละคนไป

หลังทำแล้วควรดูแลตัวเองอย่างไร?

จุดที่เกิดฟรอสติงจะแดงและบวมอยู่ประมาณ 5 ถึง 7 วัน พร้อมกับตกสะเก็ดบาง ๆ ซึ่งเป็นอาการปกติที่พบได้ สะเก็ดนี้ทำหน้าที่ปกคลุมแผลระหว่างที่กระบวนการฟื้นตัวดำเนินอยู่ข้างใต้ จึงแนะนำให้ปล่อยให้หลุดออกเองตามธรรมชาติ ไม่ควรแกะหรือลอกออกก่อนเวลา

ผิวที่กำลังสร้างใหม่ในช่วงนี้จะไวต่อแสงแดดเป็นพิเศษ หากโดนแดดมากในช่วงนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดรอยดำคล้ำตกค้างในบริเวณนั้น จึงมีการเน้นย้ำเรื่องการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้การเติมความชุ่มชื้นให้เพียงพอก็ช่วยลดการระคายเคืองในช่วงที่เกราะปกป้องผิวกำลังฟื้นตัวได้ด้วยเช่นกัน

วิธีนี้เหมาะกับแผลเป็นทุกแบบหรือไม่?

ทีซีเอ ครอสเป็นวิธีที่เน้นสำหรับแผลเป็นสิวหลุมแบบเข็มเจาะที่แคบและลึกโดยเฉพาะ ในทางตรงข้าม แผลเป็นที่กว้างและก้นเป็นเหลี่ยมคล้ายกล่อง หรือแผลเป็นที่เป็นคลื่นลอนตื้น ๆ มีรายงานว่าใช้วิธีนี้เพียงอย่างเดียวมักคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีพอไม่ได้ แผลเป็นรูปแบบเหล่านี้มักพิจารณาใช้ร่วมกับการปลดพังผืดใต้แผลเป็น การฉีดฟิลเลอร์ หรือการใช้เลเซอร์แบบอื่นเสริมด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่มีผิวคล้ำอาจมีแนวโน้มเกิดรอยดำคล้ำชั่วคราวหลังกระตุ้นได้ง่ายกว่า จึงมีการให้ความสำคัญกับการประเมินสภาพผิวก่อนทำ แล้วปรับความเข้มข้นและจำนวนครั้งให้เหมาะสมกับแต่ละคน การทำทีซีเอ ครอสต้องอาศัยความแม่นยำทั้งตำแหน่งและความเข้มข้นที่หยดลงไป จึงแนะนำให้ทำในสถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้มีประสบการณ์เพียงพอ

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Acne

ทำไม Subcision ที่ใช้เข็มตัดพังผืดใต้ผิวถึงช่วยดันแผลเป็นหลุมให้ตื้นขึ้น และต้องทำกี่ครั้ง

Subcision คือหัตถการที่ใช้เข็มตัดเส้นพังผืดใต้ผิวหนังที่คอยดึงแผลเป็นให้จมลง บทความนี้อธิบายว่าทำไมแผลเป็นถึงหลุมลง เข็มไปตัดอะไรกันแน่ และทำไมโดยทั่วไปจึงต้องทำ 3 ถึง 6 ครั้งกว่าจะเห็นผล

By Dr. Lee

Skincare

เลเซอร์ CO2 Fractional เจาะรูจิ๋วบนผิว หลักการเติมเต็มรอยแผลเป็นและรูขุมขน พร้อมระยะเวลาพักฟื้น

เลเซอร์ CO2 แบบ Fractional ไม่ได้ยิงทั่วทั้งหน้า แต่เจาะรูเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ เท่านั้น บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมรูจิ๋วเหล่านั้นถึงกระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างใหม่จนเติมเต็มรอยแผลเป็นและรูขุมขน ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน และควรทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล

By Dr. Kim

Pigment

เลเซอร์วีบีมกำจัดรอยแดงและเส้นเลือดฝอยได้อย่างไร หลักการทำงาน จำนวนครั้งที่ต้องทำ และดาวน์ไทม์

วีบีมเป็นเลเซอร์เส้นเลือดที่ปล่อยแสงความยาวคลื่นพิเศษ ซึ่งตอบสนองเฉพาะกับฮีโมโกลบินในเลือดเท่านั้น ทำให้จัดการเฉพาะเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัวให้แข็งตัวและหายไป บทความนี้จะอธิบายอย่างเข้าใจง่ายตั้งแต่เหตุผลที่แสงเลือกเจาะจงเส้นเลือด ไปจนถึงรอยจ้ำเลือด ดาวน์ไทม์ และจำนวนครั้งที่ต้องทำ โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงาน

By Dr. Lee

Back to articles