ทำไม Subcision ที่ใช้เข็มตัดพังผืดใต้ผิวถึงช่วยดันแผลเป็นหลุมให้ตื้นขึ้น และต้องทำกี่ครั้ง
By Dr. Lee2 min read

หลายคนพอส่องกระจกใกล้ ๆ จะสังเกตเห็นรอยบุ๋มลึกที่แก้มหรือขมับ ทั้งที่สิวหายและรอยแดงจางไปหมดแล้ว แต่จุดนั้นกลับยังเป็นแอ่งอยู่ราวกับโดนกดประทับทิ้งไว้ บางทีตอนทาโลชั่นก็รู้สึกได้ว่านิ้วสะดุดตรงจุดนั้นเป็นพิเศษ
รอยหลุมแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากปัญหาที่ผิวชั้นบนเพียงอย่างเดียว แต่มีบางอย่างใต้ผิวคอยดึงรั้งเอาไว้อยู่ Subcision เป็นหัตถการที่เข้าไปจัดการกับแรงดึงตรงนั้นโดยตรง ไม่ใช่การขัดหรือยิงพลังงานที่ผิวด้านบน แต่เป็นการใช้เข็มตัดเส้นที่ยึดแผลเป็นเอาไว้จากด้านใน มาดูกันทีละขั้นว่าทำไมวิธีนี้ถึงได้ผลจริง
ทำไมแผลเป็นถึงยังจมอยู่แบบนั้น?
เมื่อการอักเสบของสิวลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ (ชั้นใต้ผิวที่มีคอลลาเจนถักทอกันเป็นร่างแหหนาแน่น) ผิวก็จะเสียหายลึกลงไปกว่าผิวชั้นบน ร่างกายจึงพยายามซ่อมแซมด้วยการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาปิดแผล และในขั้นตอนนี้เองที่บางครั้งเกิดสิ่งที่เรียกว่าพังผืด (fibrous band) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อคล้ายเส้นเหนียว ๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อดึงขอบแผลให้ติดกัน
ปัญหาคือเส้นพังผืดนี้ดันไปยึดผิวชั้นบนกับชั้นที่ลึกกว่าให้ติดกันไว้ ลองนึกภาพเชือกที่ผูกผ้าใบเต็นท์ไว้กับหลักอย่างแน่นหนา พอเชือกตึง ผ้าตรงจุดนั้นก็ถูกดึงยุบลงไป ผิวหนังก็ทำงานแบบเดียวกัน เมื่อพังผืดดึงหนังกำพร้า (ผิวชั้นนอกสุด) เข้ากับเนื้อเยื่อชั้นลึกเอาไว้ จุดนั้นจึงมองดูยุบตัวลงไปกว่ารอบข้าง
แผลเป็นลักษณะนี้มักถูกจัดเป็นชนิด boxcar และ rolling ซึ่งทั้งสองแบบมีการยึดติดใต้ผิว (adhesion) เป็นสาเหตุสำคัญร่วมกัน ด้วยเหตุนี้การรักษาที่เน้นแค่ผิวชั้นบนอย่างเดียวจึงมีข้อจำกัดอยู่เสมอ ต้องเข้าไปตัดเส้นที่ดึงรั้งอยู่ข้างในนั้นด้วยถึงจะแก้ที่ต้นตอได้จริง
ส่วนจะรู้ได้อย่างไรว่ามีพังผืดยึดอยู่หรือไม่ ใช้ปลายนิ้วคลำตรวจได้ในระดับหนึ่ง ลองดึงผิวรอบแผลเป็นให้ตึงไปทั้งสองข้างดู หากมีพังผืดยึด แผลจะไม่ค่อยคลี่ตัวและจุดนั้นยังคงบุ๋มอยู่เหมือนเดิม ในทางกลับกัน แผลที่ไม่มีพังผืดยึดมักจะคลี่คลายไปตามผิวรอบข้างได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อถูกดึง การคลำตรวจง่าย ๆ แบบนี้เองที่เป็นเบาะแสแรกในการประเมินว่า subcision จะช่วยได้หรือไม่
เข็มไปตัดอะไรกันแน่?
Subcision ใช้เข็มที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ (ปลายมนเล็กน้อยหรือโค้งงอคล้ายตะขอ) แทงเข้าไปที่ผิวข้างแผลเป็นเบา ๆ แล้วเคลื่อนปลายเข็มไปมาเป็นรูปพัดอยู่ใต้แผลเป็นนั้นเอง การเคลื่อนไหวเป็นรูปพัดนี้เองที่ตัดเส้นพังผืดที่กล่าวถึงข้างต้นออกไปทางกายภาพ
เมื่อพังผืดถูกตัดขาด แรงที่ดึงแผลเป็นให้จมลงก็หายไปทันที ย้อนกลับไปที่ตัวอย่างเต็นท์ ก็เหมือนเอากรรไกรตัดเชือกที่ตึงอยู่นั่นเอง พอเชือกหายไป ผ้าที่เคยถูกดึงก็ค่อย ๆ กลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมได้บ้าง ผิวหนังก็เช่นกัน หลายคนสัมผัสได้เองว่าจุดที่เป็นแผลเป็นยกตัวขึ้นเล็กน้อยทันทีในขณะที่พังผืดกำลังถูกตัด
ยังมีอีกกลไกหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือขณะที่เข็มเคลื่อนผ่าน มันจะทิ้งบาดแผลเล็ก ๆ (microtrauma) ไว้ในบริเวณนั้น ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาซ่อมแซม คอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาที่ค้ำยันผิวหนังไว้จากด้านล่าง เมื่อมีเสาต้นใหม่ตั้งขึ้นเรื่อย ๆ พื้นแผลเป็นก็จะค่อย ๆ ถูกเติมให้เต็มขึ้นตามไปด้วยเมื่อเวลาผ่านไป
ทำไมถึงไม่ดีขึ้นทันทีแบบชัดเจน?
ทันทีหลังทำหัตถการ แผลเป็นมักจะยกตัวขึ้นให้เห็นได้ชัด นั่นคือผลจากพังผืดที่เพิ่งถูกตัดขาดไปหมาด ๆ แต่พอผ่านไป 1 ถึง 2 สัปดาห์ อาจรู้สึกว่ามันจมลงอีกครั้งในระดับหนึ่ง เหตุผลคือระหว่างที่ร่างกายกำลังซ่อมแซมบาดแผลเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น มันอาจสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาใหม่อีกรอบ
ด้วยเหตุนี้ subcision จึงไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่จะเว้นระยะห่างประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์ต่อครั้ง แล้วทำซ้ำ 3 ถึง 6 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้คอลลาเจนสะสมตัวได้เพียงพอ แต่ละครั้งเปรียบเสมือนการปรับพื้นข้างใต้ใหม่ทีละนิด ยิ่งทำหลายรอบ คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ก็ยิ่งสะสมทับซ้อนกันมากขึ้น พื้นแผลเป็นก็จะค่อย ๆ ยกตัวขึ้นอย่างมั่นคงกว่าเดิมทีละขั้น
ลองเปรียบเทียบกับการเดินขึ้นบันได แต่ละขั้นอาจดูต่ำนิดเดียว แต่พอก้าวขึ้นไปหลายขั้นต่อเนื่องกัน สุดท้ายก็ไปถึงจุดที่สูงกว่าจุดเริ่มต้นมากทีเดียว Subcision ก็เป็นแบบนั้น แต่ละครั้งคือก้าวเล็ก ๆ หนึ่งขั้น เมื่อก้าวเหล่านั้นสะสมกันไปเรื่อย ๆ พื้นแผลเป็นก็จะค่อย ๆ ยกสูงขึ้นตามไปด้วย
ทำไมต้องทำเลเซอร์ควบคู่กันด้วย?
Subcision ช่วยตัดแรงดึงและเติมพื้นใต้แผลเป็นได้ดี แต่มีข้อจำกัดในการปรับขอบแผลเป็นที่เป็นเหลี่ยมคมให้เรียบเนียนขึ้น จุดนี้เองที่เลเซอร์แบบ Fractional (เทคนิคยิงจุดเล็ก ๆ ถี่ ๆ ลงบนผิวเพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนรอบจุดนั้นสร้างตัวใหม่) เข้ามาช่วยเสริมได้พอดี
ทั้งสองวิธีจัดการคนละชั้นผิวและคนละปัญหากันโดยสิ้นเชิง
- Subcision ตัดพังผืดที่ยึดอยู่ในชั้นลึกของผิว ทำให้พื้นแผลเป็นยกตัวขึ้น แต่มีผลต่อผิวชั้นบนค่อนข้างจำกัด
- เลเซอร์ช่วยปรับขอบแผลเป็นและพื้นผิวให้เรียบเนียนขึ้น แต่แตะพังผืดที่ยึดลึกอยู่ข้างในไม่ได้เลย
- มีรายงานว่าเมื่อทำทั้งสองวิธีควบคู่กัน การคลายแรงดึงจากภายในกับการปรับผิวด้านนอกจะเกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ดูเป็นธรรมชาติกว่าการทำแยกเดี่ยว ๆ
ด้วยเหตุนี้ ในทางปฏิบัติจริง แพทย์จึงมักไม่ทำ subcision เพียงอย่างเดียว แต่มักวางแผนควบคู่ไปกับเลเซอร์หรือฟิลเลอร์เสมอ
แผลเป็นทุกแบบไม่ได้ตอบสนองเหมือนกัน
Subcision จะได้ผลดีกับแผลเป็นที่มีพังผืดยึดจุดนั้นอยู่อย่างชัดเจน แต่แผลเป็นบางแบบไม่มีพังผืดเลยแม้แต่น้อย เพราะเกิดจากคอลลาเจนและไขมันใต้ผิวที่บางลงเป็นวงกว้างเฉย ๆ เมื่อไม่มีเส้นที่ดึงรั้งอยู่ตั้งแต่แรก ต่อให้ใช้เข็มเคลื่อนเป็นรูปพัดกี่ครั้งก็แทบไม่มีอะไรให้ตัดออก
แผลเป็นชนิด rolling ที่กว้างและลาดตื้น ๆ บางส่วน รวมถึงกรณีที่แก้มยุบลงทั้งบริเวณตามอายุที่มากขึ้น ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน สำหรับจุดแบบนี้ การเติมปริมาตรที่หายไปโดยตรง อย่างฟิลเลอร์หรือการปลูกถ่ายไขมัน จะเป็นทางเลือกที่ตรงจุดกว่า subcision
ก่อนเริ่มการรักษา สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ได้ก่อนว่าแผลเป็นนั้นจมลงเพราะถูกดึงรั้ง หรือจมลงเพราะขาดปริมาตรไปเฉย ๆ ถ้าตรวจด้วยการคลำแล้วพบพังผืดยึด subcision จะเป็นตัวเลือกอันดับแรก แต่ถ้าไม่มีพังผืดและเป็นการจมแบบบางกว้าง หัตถการเติมเต็มจะถูกพิจารณาก่อน บางกรณีก็มีทั้งสองปัจจัยผสมกันอยู่ ซึ่งแพทย์อาจวางแผนทำ subcision ร่วมกับฟิลเลอร์ไปพร้อมกันได้เช่นกัน
หลังทำเกิดรอยช้ำได้อย่างไร และอยู่นานแค่ไหน?
ระหว่างที่เข็มเคลื่อนไปมาอยู่ใต้ผิว หลอดเลือดเล็ก ๆ ที่อยู่ในเส้นทางนั้นอาจถูกกดหรือเสียดสีไปด้วย จึงเป็นเหตุให้เกิดรอยช้ำในบริเวณที่ทำ ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาที่พบได้บ่อยหลัง subcision แม้มองจากภายนอกอาจดูน่ากังวล แต่บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าพังผืดถูกตัดขาดจริง
โดยทั่วไปรอยช้ำจะจางลงและหายไปภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ อาจมีอาการบวมร่วมด้วยได้ ซึ่งมักยุบลงภายใน 3 ถึง 7 วันเช่นกัน ความเร็วในการฟื้นตัวแตกต่างกันไปในแต่ละคน จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลล่วงหน้าเกี่ยวกับสภาพผิวและระยะเวลาพักฟื้นของตัวเอง
บางครั้งอาจใช้แคนนูลา (cannula, อุปกรณ์ปลายทู่รูปหลอด) แทนเข็มปลายแหลม แคนนูลามีคุณสมบัติดันหลอดเลือดให้เลี่ยงออกจากทางเดินแทนที่จะแทงผ่าน จึงทำให้เกิดรอยช้ำน้อยกว่า แต่แรงในการตัดพังผืดอาจน้อยกว่าเข็มปลายแหลม ด้วยเหตุนี้แพทย์บางครั้งจึงเลือกใช้เข็มในจุดที่พังผืดแข็งแรง และใช้แคนนูลาในจุดที่มีหลอดเลือดมากและบอบบาง หากกังวลเรื่องความเจ็บ การฉีดยาชาเฉพาะที่ให้เพียงพอล่วงหน้าจะช่วยให้เคลื่อนเข็มเป็นรูปพัดในวงกว้างซ้ำ ๆ ได้โดยเจ็บน้อยลงมาก
ต้องทำกี่ครั้ง เว้นระยะห่างแค่ไหน?
อย่างที่อธิบายไปแล้วว่าการสะสมของคอลลาเจนต้องใช้เวลา subcision จึงมักเว้นระยะห่าง 4 ถึง 6 สัปดาห์ต่อครั้ง และทำต่อเนื่อง 3 ถึง 6 ครั้ง จำนวนครั้งที่ต้องทำจริงขึ้นอยู่กับความลึกของแผลเป็น ระดับการยึดติดของพังผืด และความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละคน
- แผลเป็นชนิด rolling ที่พังผืดตื้นและกระจายเป็นวงกว้าง บางครั้งตอบสนองได้ด้วยจำนวนครั้งที่ค่อนข้างน้อย เพียง 2 ถึง 3 ครั้ง เพราะพังผืดเองไม่ได้หนามาก
- แผลเป็นชนิด boxcar ที่พังผืดลึกและแข็งแรง หรือแผลเป็นที่เป็นมานาน มักต้องทำถึง 5 ถึง 8 ครั้ง เพราะพังผืดยึดแน่นเหนียวกว่ามาก
- หากทำเลเซอร์หรือฟิลเลอร์ร่วมด้วย ลำดับและระยะห่างของการรักษาทั้งหมดจะถูกปรับให้เข้ากัน ทำให้แผนจำนวนครั้งอาจต่างไปจากการทำ subcision เดี่ยว ๆ
โดยทั่วไปแพทย์จะไม่ยึดจำนวนครั้งที่ตายตัว แต่จะประเมินระดับการยกตัวของแผลเป็นในแต่ละครั้งก่อนค่อยปรับตารางนัดครั้งถัดไป
ตรงนี้เองที่การคลำตรวจแบบที่กล่าวไปข้างต้นจะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง หากกดหรือดึงบริเวณแผลเป็นแล้วเคลื่อนไหวนุ่มนวลใกล้เคียงกับผิวรอบข้าง ถือว่าพังผืดถูกคลายออกเพียงพอแล้วและอาจพิจารณาหยุดการรักษาได้ แต่ถ้าจุดนั้นยังคงแข็งและถูกดึงอยู่เหมือนเดิม แสดงว่ายังมีพังผืดที่ยังไม่ถูกตัดหลงเหลืออยู่ จึงต้องทำครั้งถัดไปต่อ
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

โพเทนซ่า นีดเดิล อาร์เอฟ ส่งความร้อนผ่านปลายเข็มลงชั้นหนังแท้ อธิบายหลักการรักษาหลุมสิวและรูขุมขน พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำ
โพเทนซ่า นีดเดิล อาร์เอฟ คือหัตถการที่ใช้เข็มเล็กจิ๋วแทงผ่านผิวหนังชั้นนอกไปปล่อยความร้อนที่ชั้นหนังแท้โดยตรง บทความนี้อธิบายตั้งแต่กลไกว่าทำไมความร้อนนี้ถึงช่วยแผลเป็นและรูขุมขนได้ ไปจนถึงต้องทำกี่ครั้งและใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหน
By Dr. Lee

อัลตราซาวด์ Ulfit Body สลายไขมันหน้าท้องและต้นขาได้จริงไหม ต้องทำกี่ครั้งกันแน่?
Ulfit Body HIFU คือหัตถการปรับรูปร่างแบบไม่ผ่าตัด ที่รวมพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนังเฉพาะจุด เพื่อค่อย ๆ ลดจำนวนเซลล์ไขมัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมคลื่นอัลตราซาวด์ถึงให้ความร้อนเฉพาะชั้นไขมัน ไขมันที่ถูกทำลายแล้วขับออกจากร่างกายอย่างไร ทำไม HIFU สำหรับใบหน้ากับลำตัวถึงตั้งค่าต่างกัน และต้องทำกี่ครั้ง ผลอยู่ได้นานแค่ไหน
By Dr. Kim

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว
เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก
By Dr. Kim