โพเทนซ่า นีดเดิล อาร์เอฟ ส่งความร้อนผ่านปลายเข็มลงชั้นหนังแท้ อธิบายหลักการรักษาหลุมสิวและรูขุมขน พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำ
By Dr. Lee1 min read

หลายคนมีปัญหาผิวที่เป็นหลุมบุ๋มจากรอยแผลสิวเก่า หรือมีรูขุมขนกว้างเป็นพิเศษในบางจุด ปัญหานี้เป็นสิ่งที่คลินิกมักแนะนำหัตถการที่เรียกว่าโพเทนซ่า (Potenza) นีดเดิล อาร์เอฟ
ชื่อนี้อาจฟังดูแปลกหูสำหรับหลายคน นีดเดิล (needle) แปลว่าเข็ม ส่วนอาร์เอฟ (RF) คือพลังงานคลื่นวิทยุ พูดง่ายๆ คือหัตถการที่ใช้เข็มเล็กแทงลึกลงไปในผิว แล้วปล่อยความร้อนออกมาจากปลายเข็มนั่นเอง เหตุผลที่ต้องส่งความร้อนผ่านเข็ม และความร้อนนั้นไปช่วยแผลเป็นกับรูขุมขนได้อย่างไร คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เข้าใจหัตถการนี้
โพเทนซ่า นีดเดิล อาร์เอฟ คือหัตถการแบบไหนกันแน่?
โพเทนซ่าเป็นเครื่องมือที่มีหัวเข็มขนาดจิ๋วหลายเล่มติดอยู่ที่ปลายทิป แทงลงผิวเบาๆ แล้วดึงออกในจังหวะสั้นๆ ทันทีที่เข็มแทงลงไป พลังงานคลื่นวิทยุจะปล่อยออกมาจากปลายเข็มและสร้างความร้อนขึ้นในเนื้อเยื่อโดยรอบ
คลื่นวิทยุในที่นี้ไม่ใช่พลังงานที่ตัดหรือเผาผิว แต่ทำงานคล้ายหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่น้ำร้อนขึ้นเพราะความต้านทาน เมื่อคลื่นวิทยุวิ่งผ่านเนื้อเยื่อ ความต้านทานของเนื้อเยื่อเองจะทำให้เกิดความร้อนขึ้นมา จึงต่างจากเลเซอร์ที่ยิงแสงลงไปโดยสิ้นเชิงในแง่ของที่มาของความร้อน
หัวใจของหัตถการนี้คือการส่งความร้อนไปยังชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นชั้นที่รองรับผิวอยู่ด้านใน ไม่ใช่แค่ผิวชั้นนอก ในชั้นหนังแท้มีคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่ถักทอกันเป็นร่างแหอยู่ ลองนึกภาพคอลลาเจนเป็นเหมือนเสาที่ค้ำผิวให้ตึงกระชับก็จะเข้าใจง่ายขึ้น เมื่อเสานี้บางลงหรือขาดจากแผลสิวหรือความเสื่อมตามวัย ผิวจึงยุบตัวหรือหย่อนคล้อย โพเทนซ่าจึงเข้าไปกระตุ้นชั้นที่มีเสาต้นนี้อยู่โดยตรง
เหมือนบ้านเก่าที่โครงสร้างทรุดตัว วอลเปเปอร์บนผนังก็หย่อนย้อยตามไปด้วย เมื่อเสาคอลลาเจนอ่อนแอลง ผิวที่อยู่ด้านบนก็ยุบหรือหย่อนคล้อยตามไปเช่นกัน การดูแลแค่ผิวชั้นนอกจึงมีข้อจำกัด ต้องซ่อมโครงสร้างด้านในให้กลับมาแข็งแรงก่อนถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
ปลายเข็มส่งความร้อนลงถึงชั้นหนังแท้ได้แม่นยำอย่างไร?
ถ้าปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุลงบนผิวหนังชั้นนอกหรือหนังกำพร้าตรงๆ ความร้อนส่วนใหญ่จะกระจายหายไปในชั้นหนังกำพร้า และไม่ค่อยส่งต่อลงไปถึงชั้นหนังแท้ เพราะหนังกำพร้าทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันอยู่แล้ว
โพเทนซ่าแก้ปัญหานี้ด้วยเข็ม เข็มเล็กจิ๋วจะแทงทะลุหนังกำพร้าลงไปถึงหนังแท้โดยตรง แล้วปล่อยความร้อนออกมาจากปลายเข็มตรงนั้นเลย เปรียบเหมือนบุรุษไปรษณีย์ที่เดินเข้าไปส่งจดหมายถึงหน้าประตูบ้าน แทนที่จะโยนทิ้งไว้ที่ปากตู้ไปรษณีย์ จึงสามารถส่งความร้อนในปริมาณที่ต้องการลงไปยังระดับความลึกที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
ความยาวของเข็มและความแรงของความร้อนสามารถปรับได้จากตัวเครื่อง จึงตั้งค่าระดับความลึกของความร้อนให้ต่างกันได้ตามลักษณะปัญหา ไม่ว่าจะเป็นรอยสิวตื้นๆ หรือแผลเป็นลึก ด้วยช่วงการปรับที่กว้างขนาดนี้ โพเทนซ่าจึงถูกนำไปใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่แผลเป็น รูขุมขน ไปจนถึงความกระชับของผิว
ยกตัวอย่างเช่น รอยสิวตื้นจะตั้งความยาวเข็มให้สั้น ส่วนบริเวณที่หย่อนคล้อยอย่างแก้มจะแทงเข็มให้ลึกขึ้น แม้จะเป็นเครื่องเดียวกัน แต่ค่าที่ตั้งจะเปลี่ยนไปตามตำแหน่งและปัญหาของแต่ละคน
ทำไมรอยความร้อนเล็กๆ แบบจุดถึงกระตุ้นให้ผิวสร้างใหม่?
ทุกจุดที่เข็มแทงลงไปจะเกิดรอยไหม้ขนาดจิ๋วเป็นจุดๆ วิธีการนี้ไม่ได้ยิงความร้อนทั่วทั้งผืนผิวในคราวเดียว แต่กระตุ้นทีละจุดกระจายไปทั่ว ซึ่งเรียกว่าฟราชั่นแนล (fractional) หมายถึงการแบ่งกระตุ้นเป็นจุดย่อยๆ
ร่างกายจะรับรู้ว่าจุดเล็กๆ เหล่านี้คือบาดแผล และเริ่มกระบวนการซ่อมแซมที่เรียกว่ากลไกการสมานแผล ขั้นแรกคือปฏิกิริยาอักเสบเพื่อกำจัดส่วนที่เสียหาย ตามด้วยการสร้างเซลล์ใหม่และคอลลาเจนขึ้นมาเติมเต็ม แล้วจึงจัดเรียงเนื้อเยื่อให้แน่นแข็งแรงอีกครั้ง กระบวนการทั้งหมดนี้ต่อเนื่องไปตั้งแต่ 4 สัปดาห์จนถึง 6 เดือนหลังทำ
สิ่งสำคัญคือในระหว่างการซ่อมแซมนี้ ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา เสาคอลลาเจนที่เคยขาดหายไปจะถูกเติมกลับมา ทำให้ผิวแน่นและกระชับขึ้นกว่าเดิม เพราะสร้างรอยเสียหายแค่เล็กๆ เป็นจุด การฟื้นตัวจึงค่อนข้างเร็ว แต่ต้องทำซ้ำทุก 4 สัปดาห์ รวม 3 ถึง 5 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
คล้ายกับการเจาะหลุมปลูกเมล็ดพันธุ์เป็นจุดๆ แทนที่จะไถพลิกทั้งแปลง ซึ่งจะทำให้รากเกาะยึดได้แน่นกว่า จุดเล็กๆ แต่ละจุดจะส่งสัญญาณกระตุ้นการสร้างใหม่ทีละนิด และเมื่อสัญญาณเหล่านั้นรวมกันก็จะเปลี่ยนผิวทั้งหน้าไปในที่สุด
รอยหลุมแผลเป็นตื้นขึ้นได้อย่างไร?
แผลเป็นจากสิว โดยเฉพาะแผลเป็นหลุมชนิดฝ่อ เกิดจากการอักเสบที่กัดกร่อนเสาคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ผิวจึงยุบตัวลงเป็นหลุมตามจุดที่เสาคอลลาเจนพังไป
ความร้อนจากโพเทนซ่าจะส่งสัญญาณไปที่ชั้นหนังแท้ใต้หลุมนั้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ เนื้อเยื่อที่ได้รับความร้อนจะกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจนที่เรียกว่าไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ให้ทำงาน แล้วเซลล์เหล่านี้จะค่อยๆ สังเคราะห์คอลลาเจนขึ้นมาใหม่ตามเวลา เท่ากับเป็นการตั้งเสาต้นใหม่ขึ้นทดแทนเสาที่พังไปทีละน้อย
การทำเพียงครั้งเดียวไม่สามารถซ่อมเสาให้กลับมาสมบูรณ์ได้ทันที จึงต้องกระตุ้นซ้ำทุก 4 สัปดาห์ รวม 3 ถึง 5 ครั้ง เพื่อให้คอลลาเจนสะสมขึ้นทีละนิด และมีรายงานว่าความลึกของแผลเป็นจะค่อยๆ ตื้นขึ้นตามลำดับ
ระยะเวลาที่ใช้ยังขึ้นอยู่กับรูปทรงของแผลเป็นด้วย แผลเป็นแบบหลุมลึกแคบคล้ายรูเข็มมีเสาที่พังเยอะจึงใช้เวลานานกว่า ส่วนแผลเป็นแบบกว้างและตื้นมักจะเติมเต็มได้เร็วกว่า
รูขุมขนที่ขยายกว้างแคบลงได้อย่างไร?
หนึ่งในสาเหตุที่รูขุมขนดูกว้างคือคอลลาเจนและเส้นใยอิลาสตินที่เคยค้ำผนังรูขุมขนอ่อนแอลง ทำให้ปากรูขุมขนค้างอยู่ในสภาพขยายกว้าง
เมื่อส่งความร้อนของโพเทนซ่าลงไปในชั้นหนังแท้รอบรูขุมขน คอลลาเจนจะถูกสร้างขึ้นใหม่ในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นกับแผลเป็น ทำให้เนื้อเยื่อรอบผนังรูขุมขนแน่นขึ้น เมื่อบริเวณโดยรอบแน่นขึ้น ปากรูขุมขนที่เคยขยายก็จะแคบลงตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลที่มีรายงานไว้
พูดง่ายๆ คือไม่ได้ไปเจาะหรือกำจัดรูขุมขนออกโดยตรง แต่เป็นการสร้างโครงค้ำรอบรูขุมขนขึ้นมาใหม่ให้ปากรูขุมขนดูแคบลง ดังนั้นการปรับรูขุมขนก็เช่นกัน ผลลัพธ์จะสะสมมากขึ้นเมื่อทำ 3 ถึง 4 ครั้ง มากกว่าทำเพียงครั้งเดียว
เหมือนหนังยางที่ยืดแล้ว ถ้าใช้มือดึงรั้งไว้ชั่วคราวก็จะดูตึงขึ้นในตอนนั้น แต่พอปล่อยมือก็ยืดกลับคืนอย่างรวดเร็ว รูขุมขนก็เช่นกัน ต้องมีคอลลาเจนซึ่งเป็นโครงค้ำที่แท้จริงเกิดขึ้นใหม่ ผลลัพธ์จึงจะอยู่ได้นาน
ช่วยเรื่องผิวแดงหรือรอยแดงได้ด้วยหรือไม่?
รอยแดงที่หลงเหลืออยู่หลังเป็นสิวเกิดจากเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นขยายตัวจนมองเห็นสีแดงลอดผ่านผิว เนื่องจากเป็นปัญหาของเส้นเลือด ไม่ใช่เม็ดสี จึงมักไม่จางลงง่ายๆ ด้วยสารไวท์เทนนิ่ง
มีรายงานว่าการกระตุ้นด้วยความร้อนมีส่วนช่วยในปฏิกิริยาของหลอดเลือดและการปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อบริเวณนั้น จนทำให้รอยแดงดีขึ้น แต่ผลนี้ยังไม่คงที่เท่ากับการปรับปรุงแผลเป็นหรือรูขุมขน และบางกรณีที่สาเหตุหรือระดับความแดงต่างกันก็อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย ดังนั้นหากปัญหาหลักคือรอยแดง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงไปพร้อมกัน
ถ้าลองใช้นิ้วกดแล้วผิวซีดขาวก่อนจะกลับมาแดงอย่างรวดเร็ว นั่นเป็นสัญญาณว่าเส้นเลือดขยายตัวอยู่ ในกรณีแบบนี้แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น เลเซอร์รักษาเม็ดสีหรือหลอดเลือด
ต้องทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน?
เนื่องจากการสร้างคอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลา โพเทนซ่าจึงไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวจบ โดยทั่วไปมักดำเนินการตามแนวทางดังนี้
- โดยทั่วไปทำ 3 ถึง 4 ครั้งต่อคอร์ส เพราะต้องกระตุ้นซ้ำให้สอดคล้องกับวงจรการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผลลัพธ์ถึงจะสะสมได้เต็มที่
- ระยะห่างระหว่างครั้งมักอยู่ที่ประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อให้เวลากระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนจากการกระตุ้นครั้งก่อนดำเนินไปจนถึงระดับหนึ่งก่อนจะกระตุ้นครั้งถัดไป
- ถ้าแผลเป็นลึกหรือเป็นมานาน อาจเพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้น เพราะยิ่งเนื้อเยื่อเสียหายมาก ปริมาณคอลลาเจนที่ต้องเติมก็ยิ่งมากตามไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นในช่วง 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือน ไม่ใช่ทันทีหลังทำ เพราะคอลลาเจนต้องใช้เวลาสังเคราะห์และตั้งตัว ระหว่างรอครั้งถัดไปจึงไม่ควรใจร้อนเกินไป
หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?
เนื่องจากเป็นรอยที่เข็มแทงเข้าออก หลังทำเสร็จใหม่ๆ ใบหน้าทั้งหมดจะมีรอยแดงร่วมกับจุดเล็กๆ กระจายอยู่ ซึ่งเป็นร่องรอยจากการแทงเข็ม และจะจางหายไปเองตามเวลา
รอยแดงมักจางลงภายใน 1 ถึง 2 วัน ส่วนสะเก็ดเล็กๆ หรือผิวลอกอาจอยู่ต่อไปอีก 3 ถึง 7 วัน ในช่วงนี้การกันแดดอย่างเคร่งครัดและหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่ระคายเคือง ถือว่าช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น
เนื่องจากระยะพักฟื้นไม่นานมาก จึงจัดเป็นหัตถการที่ทำแล้วสามารถใช้ชีวิตประจำวันต่อได้เลย แต่ระยะเวลาฟื้นตัวอาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและความเข้มข้นของการรักษาของแต่ละคน
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ทำไม Subcision ที่ใช้เข็มตัดพังผืดใต้ผิวถึงช่วยดันแผลเป็นหลุมให้ตื้นขึ้น และต้องทำกี่ครั้ง
Subcision คือหัตถการที่ใช้เข็มตัดเส้นพังผืดใต้ผิวหนังที่คอยดึงแผลเป็นให้จมลง บทความนี้อธิบายว่าทำไมแผลเป็นถึงหลุมลง เข็มไปตัดอะไรกันแน่ และทำไมโดยทั่วไปจึงต้องทำ 3 ถึง 6 ครั้งกว่าจะเห็นผล
By Dr. Lee

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว
เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก
By Dr. Kim

หลักการที่ RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ให้ความร้อนลึกโดยลดความเจ็บ พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำและระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
อธิบายง่าย ๆ ว่า RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ลึก ๆ ได้อย่างไร โดยที่ยังควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเจ็บ พร้อมอธิบายว่าทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวทันที และค่อย ๆ สร้างใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงเหตุผลที่ต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ผลถึงจะสะสมเต็มที่
By Dr. Kim