รอยแตกลายที่เกิดขึ้นหลังผิวยืดขยาย เส้นสีแดงเปลี่ยนเป็นสีขาวได้อย่างไร และจังหวะที่เหมาะสมในการเริ่มรักษา
By Dr. Kim1 min read

เวลามองเห็นเส้นริ้วยาว ๆ พาดตามผิวที่หน้าท้อง ต้นขา หรือต้นแขน หลายคนมักนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเส้นเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตอนแรกมันมักมีสีแดงหรือม่วง แต่พอเวลาผ่านไปกลับค่อย ๆ จางลงเป็นสีขาวนวลโดยไม่ทันสังเกต สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ การเปลี่ยนสีนี้ไม่ใช่แค่การจางลงเฉย ๆ แต่เป็นสัญญาณว่าโครงสร้างเนื้อเยื่อในผิวหนังกำลังเปลี่ยนแปลงจริง
รอยแตกลายคือร่องรอยที่เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังยืดขยายเร็วเกินไปและมากเกินไปภายในช่วงเวลาสั้น ๆ นี่คือเหตุผลที่มักพบได้บ่อยในช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่วงตั้งครรภ์ ช่วงน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงเฉียบพลัน หรือช่วงที่กล้ามเนื้อขยายตัวเร็ว บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมรอยแตกลายถึงมีรูปร่างเป็นเส้นริ้วแบบนั้น ทำไมสีถึงเปลี่ยนไป และควรเริ่มรักษาตอนไหนถึงจะได้ผลดีที่สุด โดยอธิบายจากหลักการเป็นหลัก
ทำไมผิวหนังถึงขาดในขณะที่ยืดขยาย?
ผิวหนังแบ่งออกเป็นสองชั้นหลัก คือหนังกำพร้าและหนังแท้ และรอยแตกลายเกิดขึ้นในชั้นหนังแท้นี่เอง ภายในหนังแท้มีเส้นใยโปรตีนที่เรียกว่าคอลลาเจนและอีลาสตินสานกันเป็นร่างแหอยู่ทั่วชั้นผิว หากจะให้เข้าใจง่าย ๆ คอลลาเจนก็เหมือนเสาที่ค้ำยันโครงสร้างผิวเอาไว้ ส่วนอีลาสตินก็เหมือนยางยืดที่คอยเชื่อมเสาแต่ละต้นเข้าด้วยกัน
เมื่อผิวหนังยืดขยายอย่างช้า ๆ เสาและยางยืดเหล่านี้จะมีเวลาปรับเรียงตัวใหม่และรับแรงได้ทัน แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อความเร็วในการยืดขยายเร็วเกินไป เช่น ท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในช่วง 8 ถึง 12 สัปดาห์ในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักและกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ ในกรณีเหล่านี้ เสาคอลลาเจนไม่มีเวลาปรับเรียงตัวใหม่ทัน จึงถูกดึงตึงจนขาดออกในที่สุด
บริเวณที่เสาคอลลาเจนขาดออกจะไม่ถูกซ่อมแซมด้วยเนื้อเยื่อปกติที่เรียบเนียนเหมือนเดิม แต่จะถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่สร้างขึ้นอย่างเร่งรีบเพื่อปิดช่องว่างนั้น ทำให้บริเวณนี้บางกว่าผิวรอบข้างและมีลักษณะผิวสัมผัสที่ต่างออกไป กลายเป็นเส้นริ้วที่เราเห็นและเรียกว่ารอยแตกลายนั่นเอง
ทำไมมักเกิดที่หน้าท้องและต้นขาเป็นพิเศษ?
การที่รอยแตกลายไม่ได้เกิดขึ้นทั่วร่างกายอย่างสม่ำเสมอ แต่มักกระจุกตัวอยู่ที่หน้าท้อง ต้นขา สะโพก และหน้าอก มีเหตุผลอยู่สองข้อด้วยกัน
เหตุผลแรกเป็นเรื่องทางกายภาพล้วน ๆ เพราะบริเวณเหล่านี้คือจุดที่ยืดขยายเร็วและมากที่สุดในร่างกาย หน้าท้องมีเส้นรอบวงเพิ่มขึ้นมากในช่วง 8 ถึง 12 สัปดาห์ท้ายของการตั้งครรภ์ ส่วนต้นขาและสะโพกก็เป็นจุดที่ไขมันและกล้ามเนื้อสะสมก่อนบริเวณอื่นในช่วงเติบโตหรือช่วงน้ำหนักเปลี่ยนแปลง
เหตุผลที่สองเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ในช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงเติบโต ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามากขึ้น ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีคุณสมบัติกดการทำงานของไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน คล้ายกับที่ร่างกายคนเราหดตัวเมื่อเผชิญความเครียด การผลิตคอลลาเจนก็ชะงักลงชั่วคราวเมื่อเจอคอร์ติซอลเช่นกัน และในจังหวะที่ผิวต้องยืดขยายเร็วที่สุดนี่เอง การเสริมคอลลาเจนกลับทำงานช้าลง บริเวณเหล่านี้จึงขาดง่ายกว่าบริเวณอื่น
เส้นสีแดงกับเส้นสีขาวต่างกันอย่างไร?
เหตุผลที่รอยแตกลายที่เพิ่งเกิดใหม่มีสีแดงหรือม่วงนั้นเข้าใจง่ายมาก เพราะบริเวณที่คอลลาเจนในหนังแท้ขาดออกจะเกิดปฏิกิริยาอักเสบ ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและมีเลือดไหลเวียนมาคั่งอยู่บริเวณนั้นมากขึ้น เมื่อผิวบางลง หลอดเลือดเหล่านี้จึงสะท้อนสีออกมาให้เห็นชัดขึ้น รอยแตกลายสีแดงในช่วงนี้เรียกว่า striae rubra ซึ่งคำว่า rubra ในภาษาละตินแปลว่าสีแดง
เมื่อเวลาผ่านไป บริเวณนี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเส้นสีขาว เนื่องจากปฏิกิริยาอักเสบในช่วงแรกสงบลง หลอดเลือดลดจำนวนลง และเนื้อเยื่อที่เข้ามาซ่อมแซมบริเวณที่เสียหายก็เข้าสู่สภาวะคงตัวเป็นเส้นใยที่มีความหนาแน่นของคอลลาเจนต่ำและมีเม็ดสีจางลง ช่วงนี้เรียกว่า striae alba หรือรอยแตกลายสีขาว โดยคำว่า alba ในภาษาละตินแปลว่าสีขาว
กล่าวคือ การเปลี่ยนจากเส้นสีแดงเป็นเส้นสีขาวไม่ใช่แค่ภาพลวงตาที่สีจางลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงจริงของเนื้อเยื่อที่การอักเสบลดลงและเกิดพังผืดจนแข็งตัวขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้มักใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 12 เดือน และในบางรายอาจนานถึง 2 ปีกว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์
ทำไมสัมผัสแล้วรู้สึกเหมือนบุ๋มลงไป?
เวลาลูบเบา ๆ บริเวณรอยแตกลาย บางคนจะรู้สึกว่าผิวตรงนั้นบุ๋มลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผิวรอบข้าง ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากโครงสร้างหนังแท้ที่เปลี่ยนไป
ในผิวปกติ เสาคอลลาเจนในหนังแท้จะสานตัวกันแน่นหนา คอยค้ำยันหนังกำพร้าจากด้านล่างอย่างมั่นคง แต่ในบริเวณที่เป็นรอยแตกลาย หลังจากเสาเหล่านี้ขาดออก จะถูกแทนที่ด้วยเส้นใยที่เรียงตัวหลวม ๆ อย่างเร่งรีบ แรงค้ำยันจึงอ่อนลงและทำให้หนังกำพร้าทรุดตัวลงเล็กน้อย นอกจากนี้ความหนาของผิวบริเวณนั้นก็บางกว่าผิวปกติ เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วจึงรู้สึกได้ถึงพื้นผิวที่ต่างออกไปและมีสัมผัสคล้ายถูกกดบุ๋มเล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้ ในการรักษารอยแตกลาย การเติมเต็มความหนาของผิวจึงมีความสำคัญไม่แพ้การทำให้สีจางลง เพราะแม้สีจะจางลงแล้ว แต่ถ้าพื้นผิวยังรู้สึกบุ๋มเหมือนเดิม ความพึงพอใจในผลลัพธ์ก็จะลดลง
ทำไมรักษาตอนยังเป็นสีแดงถึงได้ผลดีกว่า?
เหตุผลที่การรักษารอยแตกลายในช่วงที่ยังเป็นสีแดงมักให้ผลดีกว่านั้น เกี่ยวข้องกับสภาพเนื้อเยื่อในช่วงนี้โดยตรง เพราะรอยแตกลายสีแดงยังอยู่ในช่วงที่มีการอักเสบและหลอดเลือดทำงานอย่างคึกคัก ทำให้ไฟโบรบลาสต์ซึ่งเป็นเซลล์สร้างคอลลาเจนใหม่มีความกระตือรือร้นค่อนข้างสูงตามไปด้วย
เมื่อทำการรักษาที่กระตุ้นผิวในช่วงนี้ ไฟโบรบลาสต์ที่กำลังทำงานอยู่แล้วจะมีแนวโน้มตอบสนองด้วยการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นอย่างแข็งขัน ในทางกลับกัน เมื่อผิวกลายเป็นเส้นสีขาวและแข็งตัวเต็มที่แล้ว หลอดเลือดจะลดจำนวนลงและเนื้อเยื่อกลายเป็นพังผืด แม้ได้รับการกระตุ้นแบบเดียวกัน ก็มีรายงานว่าเซลล์มักตอบสนองช้ากว่า
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่ารอยแตกลายสีขาวจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาเลย เพียงแต่จากประสบการณ์ทางคลินิกหลายแห่งพบว่า การเริ่มรักษาตั้งแต่ช่วงที่ยังเป็นสีแดงมักให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นชัดเจนกว่าการรอจนเส้นแข็งตัวเป็นสีขาวเต็มที่ จึงแนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาแต่เนิ่น ๆ เท่าที่ทำได้
เลเซอร์ช่วยปรับปรุงรอยแตกลายด้วยกลไกใด?
เลเซอร์ที่ใช้รักษารอยแตกลายแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือเลเซอร์ที่ทำงานกับหลอดเลือด และอีกกลุ่มคือเลเซอร์แบบแฟรกเชนแนล (fractional) ที่กระตุ้นเนื้อเยื่อผิวหนังโดยตรง
เลเซอร์กลุ่มหลอดเลือดมักใช้กับรอยแตกลายสีแดง หลักการทำงานเข้าใจง่าย คือแสงเลเซอร์จะถูกดูดซับอย่างจำเพาะเจาะจงโดยฮีโมโกลบินในหลอดเลือด ความร้อนที่เกิดขึ้นจะไปทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวหดตัวลง เมื่อหลอดเลือดที่ทำให้บริเวณนั้นดูแดงยุบตัวลง สีแดงก็จะจางลงตามไปด้วย
ส่วนเลเซอร์แฟรกเชนแนลเน้นปรับปรุงพื้นผิวและความหนาของผิวมากกว่าเรื่องสี โดยการสร้างจุดบาดเจ็บเล็ก ๆ อย่างเป็นระเบียบทั่วผิวหนัง ซึ่งจะกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมบริเวณนั้น คำว่าแฟรกเชนแนลหมายถึงการกระตุ้นแบบเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายทั่วผิว ไม่ใช่การกระตุ้นทั้งผืนผิว มีรายงานว่าหลังผ่านกระบวนการซ่อมแซมนี้ เนื้อเยื่อในบริเวณรอยแตกลายที่เคยบางลงจะค่อย ๆ หนาขึ้นและพื้นผิวเรียบเนียนขึ้น
สำหรับรอยแตกลายสีแดง มักใช้เลเซอร์กลุ่มหลอดเลือดร่วมกับเลเซอร์แฟรกเชนแนล ส่วนรอยแตกลายสีขาวมักเน้นใช้เลเซอร์แฟรกเชนแนลเป็นหลัก โดยมุ่งไปที่การปรับปรุงความหนาและพื้นผิวของเนื้อเยื่อ
ควรพิจารณาอะไรร่วมด้วยเมื่อตัดสินใจเรื่องช่วงเวลารักษา?
เมื่อกำลังพิจารณาเรื่องการรักษารอยแตกลาย การดูเพียงแค่สีอย่างเดียวอาจไม่พอ ควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่
- ระยะเวลาตั้งแต่เกิดรอยแตกลาย เนื่องจากมีรายงานว่ายิ่งอยู่ในช่วงสีแดง การตอบสนองต่อการรักษายิ่งดี การรู้ว่ารอยแตกลายเกิดขึ้นเมื่อไหร่จึงเป็นเกณฑ์แรกในการวางแผนการรักษา
- ความหนาของผิวบริเวณที่เป็นรอยแตกลาย เพราะบริเวณที่ผิวหนาอย่างหน้าท้องหรือต้นขา กับบริเวณที่ผิวบางอย่างรักแร้หรือหน้าอก มีความเร็วในการตอบสนองของเนื้อเยื่อต่างกัน แม้รักษาด้วยวิธีเดียวกัน ผลลัพธ์ก็อาจปรากฏช้าเร็วต่างกันได้
- กรณีตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรับช่วงเวลาการรักษาให้เหมาะสม เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะมีหลักฐานว่าการทำเลเซอร์เป็นอันตรายโดยตรงต่อทารกในครรภ์หรือทารกแรกเกิด แต่เป็นเพราะผิวหนังในช่วงนี้ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงประเมินผลการรักษาได้ยาก
- ควรตรวจสอบล่วงหน้าด้วยว่าตนเองมีแนวโน้มเกิดแผลเป็นคีลอยด์ง่ายหรือไม่ เพราะในคนกลุ่มนี้ การกระตุ้นด้วยเลเซอร์อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาแผลเป็นแบบอื่นตามมาได้ จึงเป็นประเด็นที่ต้องพูดคุยกับแพทย์ก่อนเริ่มการรักษาเสมอ
ป้องกันรอยแตกลายได้หรือไม่?
เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม คือความยืดหยุ่นของคอลลาเจนในแต่ละคนมีผลอย่างมากต่อการเกิดรอยแตกลาย จึงเป็นที่ทราบกันว่ายากที่จะป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการดูแลเพื่อควบคุมความเร็วในการยืดขยายของผิวสามารถช่วยได้
ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น การควบคุมจังหวะไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็วเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์ หรือการเพิ่มกล้ามเนื้อแบบค่อยเป็นค่อยไปแทนที่จะเร่งเพิ่มปริมาณมากในเวลาสั้น ๆ เพราะยิ่งผิวยืดขยายอย่างช้า ๆ เสาคอลลาเจนก็ยิ่งมีเวลาปรับเรียงตัวใหม่มากขึ้น มีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปมีแนวโน้มลดความเสี่ยงในการเกิดรอยแตกลายได้ดีกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน
หลายคนอาจสงสัยว่ามอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมป้องกันรอยแตกลายช่วยได้จริงหรือไม่ ตัวครีมเองไม่ได้ทำให้เสาคอลลาเจนแข็งแรงขึ้นโดยตรง แต่เมื่อผิวแห้ง ความยืดหยุ่นจะลดลง ทำให้เกิดรอยแตกเล็ก ๆ ได้ง่ายขึ้นแม้ได้รับแรงดึงเท่าเดิม ดังนั้นการรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวมีความยืดหยุ่นเพียงพอจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ กล่าวโดยสรุป ครีมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันรอยแตกลายโดยตรง แต่มีบทบาทเสริมในการลดสภาวะที่ทำให้ผิวแตกง่ายมากกว่า
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รีจูรานสารสกัดจากปลาแซลมอนไม่ใช่ฟิลเลอร์ แต่ทำไมถึงฟื้นฟูผิวได้ตั้งแต่รากฐาน หลักการและผลลัพธ์ที่แท้จริง
รีจูรานคือการฉีดชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากปลาแซลมอนเข้าสู่ผิว โดยไม่ได้มุ่งเติมปริมาตรแบบฟิลเลอร์ แต่กระตุ้นสัญญาณการฟื้นฟูของเซลล์โดยตรง บทความนี้อธิบายว่าทำไมสารนี้ถึงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร และทำไมต้องฉีดเป็นคอร์สในช่วงเวลาที่กำหนด โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานเป็นหลัก
By Dr. Kim

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว
เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก
By Dr. Kim

คางสองชั้นที่เกิดแม้ไม่อ้วน ต้องแยกสาเหตุไขมันกับผิวหย่อนก่อนเลือกวิธีรักษา
คางสองชั้นบางคนเกิดจากไขมันสะสม บางคนเกิดจากผิวและกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย ทั้งสองแบบดูคล้ายกันแต่ต้นตอต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงต้องใช้วิธีรักษาที่ต่างกันด้วย บทความนี้อธิบายที่มาของแต่ละแบบและวิธีแยกให้ออก
By Dr. Kim