Rejuran เห็นผลเมื่อไหร่ ควรฉีดกี่ครั้ง ห่างกันเท่าไหร่
By Dr. Kim1 min read

เวลาคนไข้ถามเรื่องรีจูรานในห้องตรวจ มักจะถามรวมกับฟิลเลอร์เสมอ เพราะทั้งคู่ดูเหมือนเป็นการฉีดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปในผิวเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วรีจูรานต่างจากฟิลเลอร์ตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะใช้สารที่สกัดมาจากปลาแซลมอน
เป้าหมายของรีจูรานไม่ใช่การเติมเต็มปริมาตร แต่เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองมากกว่า คำถามคือทำไมสารจากปลาแซลมอนถึงทำหน้าที่นี้ได้ และสัญญาณนั้นทำงานในผิวจริงๆ ผ่านช่องทางไหน มาดูไปทีละขั้นตอน
ส่วนผสมชิ้นส่วน DNA แซลมอน
ส่วนประกอบหลักของรีจูรานคือ PN (polynucleotide หรือโพลีนิวคลีโอไทด์) ชื่อฟังดูยาวแต่ความหมายไม่ซับซ้อน ให้นึกภาพเป็นสายที่เกิดจากชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็น DNA มาต่อกันเป็นทอด
ชิ้นส่วนนี้สกัดมาจากอัณฑะของปลาแซลมอน ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของปลา มีรายงานว่า DNA ของปลาแซลมอนมีโครงสร้างใกล้เคียงกับ DNA ของมนุษย์มาก ร่างกายจึงมักไม่ปฏิเสธในฐานะสิ่งแปลกปลอมรุนแรงนัก ในกระบวนการผลิตจะกรองสิ่งเจือปนออกจนเหลือแต่ชิ้นส่วน DNA บริสุทธิ์ แล้วนำไปฉีดเข้าชั้นผิวหนังแท้
อีกชื่อที่มักได้ยินคู่กันคือ PDRN (polydeoxyribonucleotide) ซึ่งเป็นสายที่ถูกตัดให้สั้นลงกว่า PN ยิ่งชิ้นส่วนเล็กเท่าไร ก็ยิ่งกระจายตัวในร่างกายได้เร็ว ส่วนชิ้นส่วนที่ใหญ่กว่าจะอยู่ในตำแหน่งเดิมได้นานกว่าและออกฤทธิ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อจึงออกแบบขนาดของชิ้นส่วนต่างกัน เพื่อให้ตรงกับระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่ต้องการ
ทำไมจึงใช้แซลมอน
ถ้าเป็นแค่ชิ้นส่วน DNA ก็ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องมาจากปลาแซลมอนเสมอไป แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลรองรับ เหตุผลแรกคือโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับ DNA มนุษย์ดังที่กล่าวไปแล้ว ทำให้ปฏิกิริยาต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันค่อนข้างต่ำ
เหตุผลที่สองคือเรื่องความปลอดภัย สารที่สกัดจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัวหรือหมู มักไม่นิยมใช้เป็นสารฉีดเพื่อความงาม เพราะมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น โรควัวบ้า ในขณะที่ปลาแซลมอนเป็นสัตว์น้ำที่แทบไม่มีโรคติดต่อร่วมกับมนุษย์ จึงมีความกังวลในจุดนี้น้อยกว่า
เหตุผลที่สามคือหาได้ง่ายและมีปริมาณสม่ำเสมอ เพราะสกัดจากปลาแซลมอนที่เพาะเลี้ยง ทำให้แหล่งวัตถุดิบมั่นคง และกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ก็ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลเหล่านี้รวมกัน PN และ PDRN จากปลาแซลมอนจึงกลายมาเป็นวัตถุดิบหลักของหัตถการฟื้นฟูผิว
หลักการปลุกการฟื้นฟูผ่านเสาอากาศของเซลล์
การฉีดชิ้นส่วน DNA เข้าไปในผิวไม่ได้แปลว่าชิ้นส่วนนั้นจะเข้าไปผสมปนกับเซลล์ของเรา แต่ชิ้นส่วนนี้จะไปกระตุ้นตัวรับที่เรียกว่าอะดีโนซีนรีเซพเตอร์ (adenosine receptor) ซึ่งอยู่บนผิวเซลล์ เปรียบเหมือนเสาอากาศที่คอยรับสัญญาณจากภายนอก
เมื่อเสาอากาศนี้ได้รับการกระตุ้น เซลล์จะผลิตสารที่เรียกว่าโกรทแฟกเตอร์ (growth factor) ออกมามากขึ้น โกรทแฟกเตอร์ทำหน้าที่เหมือนใบสั่งงานที่บอกเซลล์ว่าถึงเวลาต้องลงมือทำงานแล้ว เมื่อไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนโดยตรงได้รับใบสั่งงานนี้ ก็จะเริ่มทำงานอย่างแข็งขันมากขึ้น
ในเวลาเดียวกันยังมีรายงานว่าสัญญาณที่ช่วยให้หลอดเลือดใหม่งอกขึ้นก็เพิ่มขึ้นด้วย เมื่อหลอดเลือดมากขึ้น สารอาหารและออกซิเจนก็ไปเลี้ยงบริเวณนั้นได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนของเซลล์อีกทอดหนึ่ง สรุปแล้วชิ้นส่วน DNA เองไม่ได้กลายเป็นคอลลาเจนโดยตรง แต่เป็นตัวส่งสัญญาณบอกเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนให้ทำงานต่อเนื่อง
จุดประสงค์ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร
ฟิลเลอร์ทำงานโดยการฉีดสาร เช่น กรดไฮยาลูโรนิก (HA) เข้าไปเติมเต็มปริมาตรในตำแหน่งนั้นโดยตรง เหมาะกับการเติมแก้มที่ยุบหรือร่องลึกให้ดูอิ่มขึ้นทันที ผลลัพธ์จึงเห็นได้ตั้งแต่วินาทีที่ฉีดเสร็จ
ในทางกลับกัน รีจูรานไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มพื้นที่นั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณให้เซลล์สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ ผลลัพธ์จึงต้องใช้เวลา และการเปลี่ยนแปลงที่เห็นก่อนมักไม่ใช่เรื่องปริมาตร แต่เป็นผิวที่ดูละเอียดขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่คนไข้มักพูดถึงรูขุมขนกระชับขึ้นหรือผิวเรียบเนียนขึ้นในกลุ่มที่ฉีดรีจูรานมากกว่าฟิลเลอร์
ด้วยเหตุนี้ทั้งสองหัตถการจึงไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน แต่เป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่ต่างกัน มีรายงานว่าหลายคนเลือกใช้ฟิลเลอร์เติมปริมาตรในจุดที่ยุบมากก่อน แล้วค่อยเสริมด้วยรีจูรานเพื่อปรับผิวโดยรวมให้ดีขึ้น
หลังฉีดในช่วง 2 ถึง 3 วันแรกอาจมีอาการบวมหรือแดงเล็กน้อยหลงเหลืออยู่บ้าง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการกระตุ้นเซลล์ การรู้ล่วงหน้าว่าลักษณะการเปลี่ยนแปลงนี้ต่างจากปริมาตรที่เห็นชัดทันทีแบบฟิลเลอร์ จะช่วยให้ยอมรับผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้น
คอลลาเจนใช้เวลานานแค่ไหนจึงเต็ม
การฉีดเสร็จไม่ได้แปลว่าคอลลาเจนจะเกิดขึ้นทันที เพราะไฟโบรบลาสต์ต้องรับสัญญาณก่อนจึงจะเริ่มสร้างคอลลาเจน แล้วคอลลาเจนนั้นต้องค่อยๆ ถักทอเป็นโครงร่างในชั้นผิวหนังแท้ ซึ่งต้องผ่านหลายขั้นตอนในระดับเซลล์
โดยทั่วไปหลังฉีดเสร็จใหม่ๆ อาการบวมที่จางลงมักทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นชั่วคราวก่อน จากนั้นเมื่อผ่านไป 2 ถึง 4 สัปดาห์ คอลลาเจนจะเริ่มถูกสร้างขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีรายงานว่าต้องใช้เวลาประมาณ 8 ถึง 12 สัปดาห์ กว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะสะสมจนเห็นได้ชัดเจน
ด้วยจังหวะเวลานี้เอง รีจูรานจึงถูกออกแบบให้เป็นหัตถการที่ต้องฉีดสะสม 3 ถึง 5 ครั้ง มากกว่าจะตัดสินผลจากการฉีดเพียงครั้งเดียว เหตุผลที่ต้องแบ่งเป็นคอร์สมีดังนี้
- ปริมาณคอลลาเจนที่เกิดจากการกระตุ้นเพียงครั้งเดียวมีจำกัด การแบ่งการกระตุ้นออกเป็นหลายครั้งจึงช่วยไม่ให้เซลล์ต้องทำงานหนักเกินไปในคราวเดียว ทำให้ปลอดภัยกว่า
- ต้องจับจังหวะให้พอดีระหว่างเวลาที่คอลลาเจนใช้ตั้งตัวกับช่วงเวลาที่ควรกระตุ้นครั้งถัดไป เพราะถ้าฉีดถี่เกินไป ผลของรอบก่อนหน้าอาจยังตั้งตัวไม่เสร็จก็ถูกกระตุ้นซ้ำ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง
- แต่ละคนมีความเร็วและระดับการตอบสนองของเซลล์ต่างกัน มีรายงานว่าการฉีด 2 ถึง 3 ครั้งพร้อมสังเกตปฏิกิริยาของผิวไปด้วย แล้วปรับระยะห่างหรือจำนวนครั้งตามนั้น จะช่วยให้ผลลัพธ์มั่นคงขึ้น
ควรฉีดกี่ครั้ง ห่างกันเท่าไหร่
โปรแกรมที่พบบ่อยคือฉีดห่างกัน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ทั้งหมด 3 ถึง 5 ครั้ง ในช่วงแรกมักเว้นระยะสั้นกว่าเพื่อส่งสัญญาณฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง แล้วเมื่อผิวเริ่มดีขึ้นในระดับหนึ่งจึงค่อยขยายระยะห่างออกไป
หลังจากนั้นหลายคนมักฉีดซ้ำเพื่อบำรุงรักษาต่อทุก 4 ถึง 6 เดือน เพราะคอลลาเจนมีธรรมชาติที่ลดลงตามเวลา มีรายงานว่าการส่งสัญญาณซ้ำเป็นระยะจะช่วยรักษาสภาพผิวที่ดีขึ้นแล้วให้อยู่ได้นานขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระยะห่างและจำนวนครั้งนี้ปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคน จึงไม่มีสูตรตายตัว การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมสังเกตปฏิกิริยาของผิวตัวเองแล้วปรับไปเรื่อยๆ เป็นวิธีที่เหมาะสมกว่า
หากอายุผิวยังน้อยและความเสียหายของผิวไม่มาก อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่จำนวนครั้งไม่มาก ในทางกลับกัน ผิวที่สะสมความเสียหายจากแสงแดดหรือการสูบบุหรี่มานาน มีรายงานว่ามักต้องการจำนวนครั้งมากกว่า สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญไม่ใช่การฉีดให้ครบตามจำนวนที่กำหนด แต่คือการให้เวลาเพียงพอกับเซลล์ในการตอบสนองต่อสัญญาณและสร้างคอลลาเจนขึ้นมาจริงๆ
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

Profhilo ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร หลักการกระจายทั่วใบหน้า
โปรฟิโลต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปที่เน้นเติมปริมาตรเฉพาะจุด เพราะใช้กรดไฮยาลูรอนิกความเข้มข้นสูงที่กระจายตัวกว้างใต้ผิว ดึงน้ำไว้ในชั้นผิวพร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เป็นหัตถการแบบไบโอรีโมเดลลิ่ง บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมผลลัพธ์ถึงกระจายไปทั้งใบหน้าแทนที่จะอยู่แค่จุดที่ฉีด ผ่านเส้นทางการแพร่กระจายและการฟื้นฟูผิว
By Dr. Kim

สกินบูสเตอร์ PDRN และ PN ต่างกันอย่างไร เปรียบเทียบผลลัพธ์
PDRN และ PN ต่างก็เป็นสาร polynucleotide ที่สกัดจาก DNA ของปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์เหมือนกัน แต่ความยาวของสายโซ่และน้ำหนักโมเลกุลที่ต่างกันทำให้บทบาทในผิวต่างกันไปด้วย PDRN มีสายโซ่สั้นและเบา จึงซึมเข้าสู่ชั้นหนังกำพร้าได้เร็วและช่วยฟื้นฟูผิว ส่วน PN มีสายโซ่ยาวและหนัก จึงฝังตัวอยู่ในชั้นหนังแท้และทำหน้าที่เป็นโครงค้ำยันที่อยู่ได้นาน
By Dr. Kim

Density RF ผลลัพธ์ ต้องทำกี่ครั้งและอยู่ได้นานแค่ไหน?
Density RF เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง 2 โหมดที่ทำงานต่างกันร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับที่รู้สึกได้ทันทีหลังทำ และคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ 2 โหมดร่วมกัน ความร้อนทำงานในชั้นผิวตามลำดับอย่างไร และทำไมถึงต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานจริง
By Dr. Kim