ทำไมโปรฟิโลไม่ใช่ฟิลเลอร์เติมวอลลุ่ม แต่กลับทำให้ใบหน้าทั้งหน้าดูกระชับขึ้นได้
By Dr. Kim1 min read

พอได้ยินชื่อโปรฟิโลครั้งแรก หลายคนสงสัยเหมือนกันว่า ในเมื่อเป็นการฉีดกรดไฮยาลูรอนิกเหมือนฟิลเลอร์ ทำไมถึงไม่ทำให้จุดที่ฉีดนูนขึ้นเหมือนจมูกหรือปากที่เติมฟิลเลอร์ แล้วทำไมถึงมีคนพูดกันว่าหลังฉีดแล้วผิวดูชุ่มชื้นและกระชับขึ้นทั้งหน้า ไม่ใช่แค่บริเวณที่ฉีดเท่านั้น
คำตอบอยู่ที่โปรฟิโลถูกผลิตขึ้นด้วยวิธีที่ต่างจากฟิลเลอร์อย่างสิ้นเชิง และออกฤทธิ์กับผิวในรูปแบบที่ต่างกันด้วย ถึงจะใช้กรดไฮยาลูรอนิกเหมือนกัน แต่จุดประสงค์ วิธีฉีด และเส้นทางที่มันเคลื่อนตัวอยู่ใต้ผิวนั้นไม่เหมือนกันเลย ถ้าค่อย ๆ ไล่ดูความต่างเหล่านี้ทีละข้อ ก็จะเข้าใจได้เองว่าทำไมผลลัพธ์ถึงกระจายไปทั่วใบหน้า
โปรฟิโลคืออะไร ต่างจากฟิลเลอร์ตรงไหน?
ฟิลเลอร์ทั่วไปมีเป้าหมายชัดเจนคือฉีดเข้าจุดที่ต้องการเพิ่มปริมาตร เช่น ปลายจมูกหรือริมฝีปาก เพื่อเติมเต็มบริเวณนั้นให้เต็มขึ้น ส่วนโปรฟิโลมีเป้าหมายต่างออกไป คือกระจายตัวบาง ๆ ทั่วใบหน้าเพื่อดึงศักยภาพของผิวตัวเองขึ้นมา
แม้จะใช้กรดไฮยาลูรอนิกเป็นวัตถุดิบหลักเหมือนกัน แต่กระบวนการผลิตต่างกันมาก ฟิลเลอร์ใช้สารเชื่อมโยงทางเคมี หรือพูดง่าย ๆ คือกาวที่เชื่อมโมเลกุลเข้าด้วยกัน ทำให้เส้นใยไฮยาลูรอนิกยึดกันแน่นและคงรูปอยู่ได้นาน ในขณะที่โปรฟิโลใช้ความร้อนแทนกาวเคมี เชื่อมโมเลกุลให้ยึดกันแบบนุ่มนวล ออกแบบมาให้กระจายตัวได้กว้างแทนที่จะจับตัวเป็นก้อนแข็ง พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ถ้าฟิลเลอร์เป็นวัสดุที่ก่อขึ้นเป็นรูปทรงเหมือนอิฐ โปรฟิโลก็เหมือนน้ำที่ซึมกระจายไปตามชั้นผิว
ถ้าจะแยกให้ชัดว่าโปรฟิโลกับฟิลเลอร์ต่างกันตรงไหนบ้าง สรุปได้ดังนี้
- วิธีเชื่อมโยงโมเลกุลต่างกัน ฟิลเลอร์ใช้กาวเคมีเชื่อมให้แน่นเพื่อคงรูปทรง ส่วนโปรฟิโลใช้ความร้อนเชื่อมแบบนุ่มนวลให้กระจายตัวง่าย เพราะเป้าหมายเน้นการแพร่กระจายมากกว่าการเติมปริมาตร
- จำนวนจุดฉีดต่างกัน ฟิลเลอร์ฉีดรวมที่จุดเดียวตามบริเวณที่ต้องการ แต่โปรฟิโลต้องแบ่งฉีดหลายสิบจุดทั่วใบหน้า เพื่อให้กระตุ้นได้ทั่วถึงในวงกว้าง
- ผลลัพธ์ที่คาดหวังต่างกัน ฟิลเลอร์วัดผลจากปริมาตรที่เพิ่มขึ้นตรงจุดที่ฉีด ส่วนโปรฟิโลวัดผลจากปฏิกิริยาของเซลล์ผิวที่ถูกกระตุ้น ผลลัพธ์จึงไม่ใช่วอลลุ่มที่เห็นทันที แต่เป็นความกระชับที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตามเวลา
กรดไฮยาลูรอนิกความเข้มข้นสูงกระจายตัวอย่างไร
โปรฟิโลผสมกรดไฮยาลูรอนิกโมเลกุลใหญ่และโมเลกุลเล็กในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง โมเลกุลใหญ่มีแรงดึงน้ำสูง ส่วนโมเลกุลเล็กแทรกซึมเข้าเนื้อเยื่อได้ดี เมื่อผสมทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน จะได้คุณสมบัติที่ค่อย ๆ กระจายตัวออกจากจุดที่ฉีดโดยไม่กระจายตัวหมดในทันที แต่คงอยู่ในผิวได้นาน 2 ถึง 4 สัปดาห์
หัตถการนี้ไม่ได้ฉีดลึกเข้าจุดเดียว แต่แบ่งฉีดในปริมาณน้อยมากตามจุดที่กำหนดไว้ 5 จุดต่อข้าง บริเวณหน้าผาก แก้ม และแนวกราม รวมทั้งสองข้างเป็น 10 จุด กรดไฮยาลูรอนิกที่ฉีดในแต่ละจุดจะค่อย ๆ แผ่ตัวไปตามชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิว และเมื่อรัศมีการแผ่ตัวจากหลายจุดมาซ้อนทับกัน ก็จะกลายเป็นผลลัพธ์ที่กระจายทั่วใบหน้าอย่างสม่ำเสมอ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมจุดที่ฉีดถึงไม่นูนขึ้นเฉพาะจุด เพราะตั้งแต่แรกมันไม่ใช่วัตถุดิบที่ออกแบบมาให้กองสะสมอยู่จุดเดียว แต่ถูกออกแบบมาให้กระจายตัวกว้างตั้งแต่ต้น
หลักการกักเก็บน้ำในผิวไว้นาน?
กรดไฮยาลูรอนิกเป็นสารที่มีคุณสมบัติดึงและกักเก็บน้ำได้มากถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวมันเอง เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับน้ำจนพองตัวขึ้น กรดไฮยาลูรอนิกก็ดึงความชื้นรอบข้างเข้ามากักเก็บไว้ในตัวเช่นกัน
สาเหตุหนึ่งที่ผิวแห้งและบางลงตามอายุ มาจากปริมาณกรดไฮยาลูรอนิกที่มีอยู่เดิมในผิวลดลงตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น กรดไฮยาลูรอนิกที่เติมเข้าไปจากโปรฟิโลจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนี้พร้อมกักเก็บความชื้น มีรายงานว่าช่วยลดความรู้สึกแห้งและหย่อนคล้อยของผิวได้
นอกจากนี้ กรดไฮยาลูรอนิกในโปรฟิโลที่เชื่อมด้วยความร้อนจะไม่สลายตัวพร้อมกันในคราวเดียว แต่ค่อย ๆ ถูกดูดซึมไปตามเวลา ทำให้เอฟเฟกต์การกักเก็บน้ำไม่ได้เกิดขึ้นแล้วจางหายไปเร็ว แต่มีรายงานว่าต่อเนื่องได้ยาวนานตั้งแต่ 4 สัปดาห์ไปจนถึง 6 เดือน
เส้นทางการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน
ส่วนที่สำคัญที่สุดของโปรฟิโลจริง ๆ แล้วไม่ใช่ตัวความชื้น แต่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น สิ่งที่ค้ำจุนความยืดหยุ่นของผิวคือโปรตีนสองชนิด ได้แก่ คอลลาเจนและอีลาสติน ถ้าคอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาที่ค้ำโครงผิวไว้ อีลาสตินก็เปรียบเหมือนหนังยางที่เชื่อมระหว่างเสาแต่ละต้น เข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วยภาพนี้
เซลล์ที่สร้างโปรตีนทั้งสองชนิดนี้คือไฟโบรบลาสต์ ซึ่งจะทำงานช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น มีรายงานว่ากรดไฮยาลูรอนิกที่กระจายตัวกว้างใต้ผิวเข้าไปกระตุ้นไฟโบรบลาสต์เหล่านี้ กลไกที่เข้าใจกันคือกรดไฮยาลูรอนิกเข้าไปจับกับตัวรับสัญญาณบนผิวเซลล์ เหมือนประตูรับสัญญาณ แล้วส่งสัญญาณบอกให้เซลล์สร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่
เมื่อไฟโบรบลาสต์ได้รับสัญญาณ ก็จะเพิ่มการทำงานเพื่อสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมา คล้ายกับการสร้างเสาต้นใหม่ขึ้นข้างเสาเก่าทีละต้น กระบวนการนี้มักเรียกกันว่าไบโอรีโมเดลลิ่ง หรือการปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในเชิงชีวภาพ หลักการสำคัญของโปรฟิโลจึงไม่ใช่แค่การเติมน้ำให้ผิวพองขึ้น แต่คือการกระตุ้นให้ผิวสร้างสารที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นด้วยตัวมันเอง
ทำไมผลลัพธ์ถึงกระจายไปทั้งใบหน้า
ฟิลเลอร์จะเกิดปฏิกิริยาเฉพาะบริเวณใกล้จุดที่ฉีดเท่านั้น แต่โปรฟิโลปฏิกิริยาที่เริ่มจาก 10 จุดจะแผ่ขยายไปยังเนื้อเยื่อโดยรอบ อย่างที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ เพราะตัวกรดไฮยาลูรอนิกเองแผ่ตัวออกด้านข้าง และไปกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ในทุกบริเวณที่มันสัมผัสถึง
ดังนั้นการฉีดหนึ่งจุดที่หน้าผากจึงส่งผลต่อผิวทั้งหมดบริเวณหน้าผาก และเมื่อหลายจุดที่แก้มกับแนวกรามเชื่อมโยงถึงกัน ก็ทำให้ใบหน้าส่วนล่างทั้งหมดกระชับขึ้นพร้อมกัน
เหตุผลที่หลายคนบอกว่าผิวรู้สึกต่างไปจากเดิมหลังทำหัตถการก็มาจากขอบเขตการกระจายนี้เอง เพราะเป็นการยกระดับผิวสัมผัสและความกระชับให้ทั่วทั้งใบหน้าอย่างสม่ำเสมอ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดเฉพาะจุด ทำให้แม้มองเฉพาะจุดเดียวอาจไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่พอมองทั้งหน้ากลับรู้สึกว่าลุคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มีรายงานว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกแบบนี้
ทำไมต้องฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์?
กว่าไฟโบรบลาสต์จะถูกกระตุ้นแล้วสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมาได้ต้องใช้เวลา และการกระตุ้นเพียงครั้งเดียวยังไม่จบ ต้องกระตุ้นซ้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ปฏิกิริยาถึงจะสะสมและต่อเนื่องกันไป
ด้วยเหตุนี้โปรฟิโลจึงมักทำเป็นชุด 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ ถ้าครั้งแรกทำหน้าที่ปลุกไฟโบรบลาสต์ให้ทำงาน ครั้งที่สองก็ทำหน้าที่ส่งสัญญาณซ้ำเพื่อให้ปฏิกิริยาต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
ถ้าระยะห่างสั้นเกินไป ปฏิกิริยาแรกยังไม่ทันตั้งตัวก็มีสิ่งกระตุ้นใหม่เข้ามาแทรก ทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้ แต่ถ้าห่างเกินไป ก็เหมือนกับเริ่มต้นใหม่หลังผลจากการกระตุ้นครั้งแรกจางหายไปแล้ว ทำให้ปฏิกิริยาไม่ต่อเนื่องกัน ระยะห่าง 4 สัปดาห์จึงเป็นช่วงเวลาที่คำนวณมาให้ปฏิกิริยาสะสมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ผลลัพธ์อยู่นานแค่ไหน และเพราะอะไร
กรดไฮยาลูรอนิกที่อยู่ในโปรฟิโลจะค่อย ๆ ถูกร่างกายดูดซึมและสลายไปตามเวลา แต่คอลลาเจนและอีลาสตินที่ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นมานั้นยังคงอยู่ในผิวต่อไปอีก 3 ถึง 6 เดือน แม้กรดไฮยาลูรอนิกจะสลายไปแล้วก็ตาม จึงมีรายงานว่าระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนานกว่าช่วงเวลาที่กรดไฮยาลูรอนิกยังอยู่ในผิว
แต่คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่นี้ก็จะค่อย ๆ ลดลงตามกระบวนการเมแทบอลิซึมเมื่อเวลาผ่านไปเช่นกัน ดังนั้นเมื่อทำครบชุดแล้วไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จะคงอยู่ถาวร มีรายงานว่าความกระชับมักค่อย ๆ กลับสู่ระดับเดิมในช่วงประมาณ 6 เดือน
หลายคนจึงเลือกทำหัตถการเสริมอีกครั้งในช่วงเวลานี้ เพื่อกระตุ้นซ้ำก่อนที่คอลลาเจนจะลดลงไปมาก เป็นวิธีดูแลให้ความกระชับต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รีจูรานสารสกัดจากปลาแซลมอนไม่ใช่ฟิลเลอร์ แต่ทำไมถึงฟื้นฟูผิวได้ตั้งแต่รากฐาน หลักการและผลลัพธ์ที่แท้จริง
รีจูรานคือการฉีดชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากปลาแซลมอนเข้าสู่ผิว โดยไม่ได้มุ่งเติมปริมาตรแบบฟิลเลอร์ แต่กระตุ้นสัญญาณการฟื้นฟูของเซลล์โดยตรง บทความนี้อธิบายว่าทำไมสารนี้ถึงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร และทำไมต้องฉีดเป็นคอร์สในช่วงเวลาที่กำหนด โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานเป็นหลัก
By Dr. Kim

กรดไฮยาลูรอนิกในอควาไชน์ดูดซับน้ำในชั้นหนังแท้จนผิวอิ่มฉ่ำจากภายในได้อย่างไร และอยู่ได้นานแค่ไหน
ทำไมการฉีดอควาไชน์ถึงให้ความรู้สึกตึงฉ่ำจากภายในมากกว่าการทาครีมบำรุง บทความนี้อธิบายหลักการที่กรดไฮยาลูรอนิกอุ้มน้ำไว้ในชั้นหนังแท้ กระบวนการเกิดความเปล่งประกาย ความต่างจากฟิลเลอร์ ไปจนถึงระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่แบบเข้าใจง่าย
By Dr. Lee

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
By Dr. Lee