คางสองชั้นที่เกิดแม้ไม่อ้วน ต้องแยกสาเหตุไขมันกับผิวหย่อนก่อนเลือกวิธีรักษา
By Dr. Kim1 min read

หลายคนน้ำหนักตัวไม่ได้เกิน แต่กลับมีเนื้อหนาที่ใต้คางจับได้ชัด ยิ่งมองกระจกจากด้านข้างยิ่งสังเกตเห็น และต่อให้ลดน้ำหนักไปเท่าไหร่ ส่วนใต้คางก็ยังไม่ค่อยยุบลงสักที
ความจริงแล้วคางสองชั้นไม่ได้มีสาเหตุเดียว บางคนเกิดจากไขมันที่สะสมอยู่ใต้คาง บางคนเกิดจากผิวหรือกล้ามเนื้อที่หย่อนคล้อยลงมา สองแบบนี้มองด้วยตาเปล่าอาจดูคล้ายกัน แต่ต้นตอข้างในต่างกันโดยสิ้นเชิง วิธีรักษาที่ได้ผลจึงต่างกันไปด้วย ถ้าไม่รู้ว่าคางสองชั้นของตัวเองเป็นแบบไหนแล้วไปทำหัตถการแบบสุ่มๆ อาจเสียทั้งเวลาและเงินโดยที่หน้าคางแทบไม่เปลี่ยนแปลง
คางสองชั้นแบบไขมันเกิดจากอะไร?
ใต้คางของคนเรามีพื้นที่สำหรับสะสมไขมันอยู่แล้วตามธรรมชาติ บริเวณนี้เรียกว่าไขมันใต้คาง (submental fat) เมื่อเซลล์ไขมันในจุดนี้ขยายจำนวนหรือขนาดขึ้น ก็จะทำให้เห็นเป็นเนื้อนูนใต้แนวกราม
ไขมันส่วนนี้ได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมค่อนข้างมาก ถ้าพ่อแม่เป็นคนที่ใต้คางสะสมไขมันง่าย ลูกก็มักมีแนวโน้มแบบเดียวกัน แม้ตัวจะผอมโดยรวมก็ตาม นี่คือเหตุผลที่บางคนไขมันทั้งตัวน้อย แต่ใต้คางกลับดูหนาผิดปกติ
คางสองชั้นแบบไขมันมีลักษณะเฉพาะที่จับสังเกตได้ ต่อให้เชิดคางขึ้นหรือดึงคางลง ส่วนที่นูนก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่หายไป และเมื่อคลำดูจะรู้สึกนุ่มและหนา เพราะตัวเซลล์ไขมันขยายขึ้นจริง การรักษาให้ได้ผลจึงต้องเจาะจงไปที่การลดจำนวนหรือกำจัดเซลล์ไขมันโดยตรง
คางสองชั้นแบบผิวหย่อนเกิดจากอะไร?
แบบผิวหย่อนไม่ได้มาจากไขมัน แต่มาจากแรงพยุงของผิวและเนื้อเยื่อที่อ่อนแรงลง ใต้ผิวหนังมีคอลลาเจนซึ่งเป็นเส้นใยโปรตีนที่สานตัวกันเป็นตาข่ายคอยพยุงผิวให้ตึง ลองนึกภาพคอลลาเจนเป็นเหมือนเสาค้ำ ถ้าเสาแข็งแรงผิวก็อยู่ตัวไม่หย่อน แต่ถ้าเสาผุพังลงผิวก็จะค่อยๆ ทรุดตัวลงมา
เมื่ออายุมากขึ้นคอลลาเจนจะลดลงตามธรรมชาติ ในขณะเดียวกันเอนไซม์ที่ชื่อ MMP (matrix metalloproteinase หรือเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เหมือนกรรไกรตัดคอลลาเจน) ก็ทำงานมากขึ้น เมื่ออัตราการตัดทำลายเร็วกว่าอัตราการสร้างเสาใหม่ ผิวก็จะค่อยๆ เสียความยืดหยุ่นไป
อีกปัจจัยหนึ่งคือกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงใต้คาง บริเวณคอด้านหน้ามีกล้ามเนื้อบางๆ ชื่อแพลตทิสมา (platysma) เมื่อกล้ามเนื้อนี้เสียความกระชับ แรงพยุงเนื้อเยื่อใต้คางก็จะลดลงตามไปด้วย จึงสังเกตได้ว่าคางสองชั้นแบบผิวหย่อน เวลาเชิดคางขึ้นเนื้อจะดูตึงขึ้นบ้าง และเมื่อคลำดูจะรู้สึกบางและหย่อนยาน ต่างจากแบบไขมันที่จับแล้วหนานุ่ม
ทำไมสาเหตุต่างกันแล้วต้องรักษาต่างกัน?
เพราะไขมันกับผิวหย่อนมีรากปัญหาคนละเรื่อง ต่อให้ใช้หัตถการเดียวกันผลลัพธ์ก็ไม่เหมือนกัน ถ้าจุดที่มีไขมันเยอะไปทำแค่หัตถการกระชับผิว ไขมันก็ยังอยู่เหมือนเดิมจนแทบไม่รู้สึกว่าเปลี่ยน ในทางกลับกันถ้าจุดที่ผิวหย่อนไปทำแต่หัตถการสลายไขมัน แม้ไขมันจะลดลงแต่ผิวที่หย่อนอยู่แล้วก็ยังคงหย่อน และอาจดูยิ่งย้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ
- ถ้าสาเหตุคือไขมัน: ต้องใช้วิธีที่ลดจำนวนเซลล์ไขมันโดยตรง หรือสลายไขมันให้ร่างกายขับออกไป เพราะเซลล์ไขมันขยายตัวขึ้นจริง การกระชับผิวเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยลดปริมาตรที่นูนออกมา
- ถ้าสาเหตุคือผิวหย่อน: ต้องใช้วิธีกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือดึงกระชับผิวและพังผืดให้ยกขึ้น เพราะแก่นของปัญหาคือแรงพยุงที่อ่อนแอลง การลดไขมันเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ผิวที่หย่อนกลับมาตึงได้
- ถ้าเป็นแบบผสม: ในความเป็นจริง กรณีที่มีทั้งไขมันและผิวหย่อนรวมกันพบได้บ่อยที่สุด กรณีนี้การทำหัตถการเดียวมักไม่พอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน
ด้วยเหตุนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อปรึกษาเรื่องคางสองชั้นคือการประเมินว่าไขมันหรือผิวหย่อนเป็นตัวปัญหาหลัก โดยกดคลำและดึงผิวดูควบคู่ไปกับการประเมินความหนาของไขมันและความยืดหยุ่นของผิว จากนั้นจึงวางแผนการรักษาตามผลที่ได้
มีวิธีลดไขมันแบบไหนบ้าง?
วิธีที่ใช้กับคางสองชั้นแบบไขมันเน้นไปที่การลดเซลล์ไขมันโดยตรง
- ฉีดสลายไขมัน: ฉีดสารที่ทำลายผนังเซลล์ไขมันเข้าไปใต้คาง เพื่อลดจำนวนเซลล์ไขมันลงจริง เซลล์ที่แตกสลายจะถูกร่างกายค่อยๆ ดูดซึมและขับออกไปเอง
- ดูดไขมัน: ใช้ท่อขนาดเล็กสอดเข้าไปดูดเซลล์ไขมันออกโดยตรง เหมาะกับกรณีที่ไขมันมีปริมาณมากและปริมาตรใหญ่ ให้ผลชัดเจน
- หัตถการคลื่นความถี่วิทยุหรืออัลตราซาวด์สลายไขมัน: ใช้พลังงานความร้อนหรือคลื่นเสียงทำลายเซลล์ไขมันให้ค่อยๆ ยุบลง มักใช้เสริมในกรณีที่ปริมาณไขมันไม่มากนัก
วิธีเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือลดจำนวนหรือขนาดของเซลล์ไขมัน จึงคาดหวังผลกับผิวหย่อนได้ยาก และถ้าไขมันยุบลงแต่ผิวตามไม่ทัน ริ้วรอยอาจยิ่งดูชัดขึ้น ดังนั้นการเช็กก่อนว่ามีผิวหย่อนร่วมด้วยหรือไม่จึงสำคัญมาก
มีวิธีดึงกระชับผิวหย่อนแบบไหนบ้าง?
คางสองชั้นแบบผิวหย่อนใช้วิธีสร้างเสาคอลลาเจนขึ้นใหม่ หรือดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนให้ยกขึ้นโดยตรง
- ยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุ (RF ย่อมาจาก radiofrequency คืออุปกรณ์ที่ส่งพลังงานความร้อนเข้าไปในผิว): ปล่อยความร้อนลงลึกถึงชั้นผิวเพื่อให้คอลลาเจนเดิมหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ หลักการคือเมื่อผิวได้รับความร้อน ร่างกายจะรับรู้ว่ามีความเสียหายและเริ่มกระบวนการสร้างเสาคอลลาเจนขึ้นใหม่
- ยกกระชับด้วยอัลตราซาวด์ (HIFU ย่อมาจาก high-intensity focused ultrasound คืออุปกรณ์ที่รวมพลังงานคลื่นเสียงลงลึกถึงชั้นผิว): ส่งพลังงานคลื่นเสียงไปรวมที่ชั้นพังผืดใต้ผิว ทำให้เนื้อเยื่อหดตัวและยกขึ้น เพราะพังผืดเป็นโครงสร้างพยุงที่อยู่ลึกกว่าผิวหนัง เมื่อกระตุ้นจุดนี้จึงยกเนื้อเยื่อทั้งหมดขึ้นได้
- ไหมกระตุ้นคอลลาเจนหรือฟิลเลอร์: ใส่ไหมละลายเข้าไปในเนื้อเยื่อเพื่อดึงยกขึ้นโดยตรง พร้อมกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนใหม่รอบเส้นไหมไปพร้อมกัน
หัตถการกลุ่มนี้ไม่ได้เน้นลดไขมันมากนัก แต่เน้นสร้างเสาคอลลาเจนขึ้นใหม่หรือยกเนื้อเยื่อที่หย่อนเพื่อให้แนวกรามดูเรียบร้อยขึ้น ดังนั้นถ้าไขมันใต้คางยังหนาอยู่มาก ทำหัตถการกลุ่มนี้อย่างเดียวอาจรู้สึกว่าปริมาตรไม่ยุบลงเท่าที่ควร
ทำไมต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน?
ในห้องตรวจจริงพบว่ากรณีที่มีทั้งไขมันและผิวหย่อนร่วมกันนั้นพบมากกว่ากรณีที่เป็นแบบใดแบบหนึ่งล้วนๆ ถ้ามีไขมันในระดับหนึ่งและความยืดหยุ่นผิวก็ลดลงพร้อมกัน การทำหัตถการเพียงอย่างเดียวไม่ว่าจะลดไขมันหรือดึงกระชับผิวก็มักให้ผลไม่เต็มที่
ในกรณีนี้มีรายงานถึงการผสมผสานระหว่างการสลายไขมันกับการยกกระชับผิวตามลำดับขั้นตอน โดยทั่วไปมักเริ่มจากการลดปริมาตรไขมันก่อน แล้วจึงตามด้วยการยกกระชับผิวที่ยังหย่อนอยู่ เพราะเมื่อไขมันลดลง ปริมาตรที่ผิวต้องห่อหุ้มก็เล็กลง ทำให้ผลของการยกกระชับที่ตามมาเห็นชัดเจนขึ้นด้วย
ในทางกลับกัน ถ้าสลับลำดับโดยเริ่มดึงกระชับผิวหย่อนก่อนอย่างจริงจัง ไขมันที่ยังหลงเหลืออยู่ข้างใต้อาจทำให้แนวกรามยังดูทู่ไม่เรียบอยู่ดี ดังนั้นเมื่อปรึกษาแพทย์ ควรประเมินสัดส่วนของไขมันและผิวหย่อนก่อน แล้วจึงวางแผนว่าจะจัดการฝั่งไหนก่อนหลัง นี่คือหัวใจของการรักษาแบบผสมผสาน แทนที่จะพยายามแก้ทุกอย่างในครั้งเดียว การแบ่งขั้นตอนตามสัดส่วนของสาเหตุจะให้ผลลัพธ์ที่มั่นคงกว่า
จะรู้ได้อย่างไรว่าคางสองชั้นของตัวเองเป็นแบบไหน?
ที่บ้านก็สามารถประเมินคร่าวๆ ได้เอง ลองเชิดคางขึ้นเบาๆ ถ้าส่วนที่นูนยุบลงเห็นได้ชัด แสดงว่าน่าจะเป็นแบบผิวหย่อนเป็นหลัก แต่ถ้าเชิดคางแล้วส่วนนูนยังคงเดิม แสดงว่าน่าจะเป็นแบบไขมันเป็นหลัก ลองใช้มือคลำใต้คางดู ถ้ารู้สึกนุ่มและหนาแน่นแบบไขมัน ถ้ารู้สึกบางและหย่อนยานก็ใกล้เคียงแบบผิวหย่อนมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การประเมินตัวเองแบบนี้เป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้นเท่านั้น ในทางปฏิบัติต้องตรวจความหนาของไขมันและความยืดหยุ่นของผิวด้วยอัลตราซาวด์หรือการคลำตรวจโดยแพทย์ควบคู่กัน จึงจะรู้สัดส่วนที่แม่นยำและวางแผนได้ว่าจะทำหัตถการไหนก่อนไหนหลัง นอกจากนี้อายุ ความหนาของผิว และโครงสร้างกระดูก ก็อาจทำให้คางสองชั้นแบบเดียวกันต้องใช้แนวทางต่างกันไป การเข้ารับการตรวจเพื่อแยกสาเหตุให้ชัดเจนจึงเป็นก้าวแรกที่แม่นยำที่สุด
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

บอดี้ ออนดา ใช้ไมโครเวฟให้ความร้อนสลายไขมันหน้าท้องและต้นแขน หลักการทำงาน จำนวนครั้ง และระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
บอดี้ ออนดา คือหัตถการดูแลรูปร่างแบบไม่ผ่าตัด ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟให้ความร้อนกับชั้นไขมันใต้ผิวอย่างเจาะจง เพื่อลดจำนวนเซลล์ไขมันไปพร้อมกับกระชับผิว บทความนี้อธิบายว่าทำไมความร้อนจึงเลือกจับที่ชั้นไขมันเป็นหลัก เหตุใดการลดไขมันกับการกระชับผิวจึงมาพร้อมกัน หน้าท้อง ต้นแขน และเอวต้องใช้วิธีเข้าถึงต่างกันอย่างไร รวมถึงจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่
By Dr. Kim

คางสองชั้นต้องวินิจฉัยสาเหตุก่อน เกณฑ์และแนวทางเลือกหัตถการให้เหมาะกับชนิดไขมันและชนิดผิวหย่อนคล้อย
สรุปด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริงว่าคางสองชั้นที่เกิดจากไขมันกับที่เกิดจากผิวและพังผืดหย่อนคล้อยนั้น ควรเลือกฉีดสลายไขมัน คลื่นวิทยุอย่าง INMODE ร้อยไหม หรือ HIFU แบบไหนก่อน พร้อมอธิบายว่าทำไมการวินิจฉัยสาเหตุจึงสำคัญเป็นอันดับแรก
By Dr. Kim

รอยแตกลายที่เกิดขึ้นหลังผิวยืดขยาย เส้นสีแดงเปลี่ยนเป็นสีขาวได้อย่างไร และจังหวะที่เหมาะสมในการเริ่มรักษา
รอยแตกลายเกิดจากผิวหนังยืดขยายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ จนเสาค้ำคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ขาดออก บทความนี้อธิบายกระบวนการที่เส้นสีแดงค่อย ๆ แข็งตัวกลายเป็นสีขาว พร้อมเหตุผลที่การตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลา โดยเน้นอธิบายจากหลักการ
By Dr. Kim