prettytime
Acne

ติ่งเนื้อที่คอและรักแร้ทำไมขึ้นซ้ำเรื่อยๆ พร้อมหลักการจี้เลเซอร์ให้หายไปและวิธีดูแลไม่ให้กลับมา

By Dr. Lee1 min read

เคยไหมที่ระหว่างใส่สร้อยคอหรือกำจัดขนรักแร้ จู่ๆ ปลายนิ้วก็ไปสัมผัสกับตุ่มเนื้อเล็กๆ คล้ายเศษเนื้อติ่งอยู่ ไม่เจ็บ สีก็ไม่ต่างจากผิวปกติ เลยมักปล่อยผ่านไปเฉยๆ แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก จากที่มีเม็ดเดียวกลับกลายเป็นสองสามเม็ดโดยไม่รู้ตัว

ตุ่มเนื้อเล็กๆ นี้คือสิ่งที่เรียกกันว่าติ่งเนื้อ หรือในทางการแพทย์เรียกว่า soft fibroma ซึ่งความหมายตรงตัวก็คือก้อนเนื้อเยื่อพังผืดนุ่มๆ ที่ห้อยย้อยออกมา เหตุผลที่มันมักไปกองรวมกันที่คอและรักแร้นั้นมีที่มา และหลักการที่เลเซอร์สามารถจี้ให้มันหายไปได้จริงก็มีคำอธิบายเช่นกัน

ทำไมติ่งเนื้อถึงชอบขึ้นที่คอกับรักแร้เป็นพิเศษ?

ติ่งเนื้อคือก้อนเนื้อเล็กๆ ที่นูนออกมาเล็กน้อยจากผิวหนัง ขนาดมีตั้งแต่เล็กกว่าเมล็ดข้าวไปจนถึงใหญ่เท่าเมล็ดถั่ว ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บปวด

ตำแหน่งที่ติ่งเนื้อชอบขึ้นนั้นค่อนข้างแน่นอน ได้แก่ คอ รักแร้ ขาหนีบ และเปลือกตา ซึ่งเป็นจุดที่ผิวหนังพับซ้อนกันหรือปกเสื้อกับเครื่องประดับเสียดสีอยู่ตลอด จุดร่วมของบริเวณเหล่านี้คือมีแรงเสียดสีเกิดขึ้นซ้ำๆ วันละหลายครั้ง

สร้อยคอเส้นเดียวเสียดสีอยู่แค่แนวคอด้านหน้าตลอดทั้งวัน ส่วนรักแร้นั้นทุกครั้งที่ขยับแขน ผิวหนังก็จะเสียดสีกันเอง ผิวหนังชนิดเดียวกัน แต่จุดที่ถูกกดทับและเสียดสีซ้ำในตำแหน่งเดิมทุกวัน กับจุดที่ไม่ค่อยขยับภายใต้เสื้อผ้า ย่อมได้รับแรงกระตุ้นในปริมาณที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในทางกลับกัน บริเวณที่เรียบและไม่ค่อยเสียดสีกับเสื้อผ้าอย่างหลังหรือน่อง แทบไม่พบติ่งเนื้อเลย สรุปได้ว่าการที่ติ่งเนื้อไปกระจุกตัวอยู่ในบางจุดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณแรงกระตุ้นทางกายภาพที่จุดนั้นได้รับ

แรงเสียดสีทำให้ติ่งเนื้อโตขึ้นได้อย่างไร?

ผิวหนังมีคุณสมบัติที่จะสร้างความหนาขึ้นในบริเวณที่ถูกกระตุ้นบ่อยๆ เพื่อปกป้องตัวเอง เมื่อสร้อยคอ สายเสื้อชั้นใน หรือปกเสื้อเสียดสีจุดเดิมซ้ำๆ เซลล์ผิวชั้นนอก (epidermis) ก็จะได้รับสัญญาณกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

สัญญาณนี้จะถูกส่งต่อไปยังชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ลึกลงไป ในชั้นหนังแท้มีเซลล์ที่เรียกว่าไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน หรือโปรตีนเส้นใยที่คอยค้ำโครงสร้างผิวไว้เหมือนเสาบ้าน เมื่อได้รับแรงกระตุ้นซ้ำๆ เซลล์เหล่านี้จะทำงานมากขึ้น และเริ่มดึงหลอดเลือดฝอยกับเส้นใยคอลลาเจนมารวมตัวกันเฉพาะจุด ผลลัพธ์คือเกิดก้อนเนื้อเล็กๆ นูนขึ้นมาเฉพาะจุดนั้น ซึ่งก็คือติ่งเนื้อนั่นเอง ลองนึกภาพเหมือนเอาแว่นขยายรวมแสงแดดจี้จุดเดียวซ้ำๆ ผิวบริเวณนั้นก็จะค่อยๆ นูนขึ้นมา หลักการก็คล้ายกัน

เทียบได้กับการเกิดหนังด้านที่ฝ่ามือ เพียงแต่ฝ่ามือเป็นพื้นที่เรียบ ผิวหนังที่หนาขึ้นจึงกองซ้อนกันเป็นแผ่นแบนราบ ในขณะที่คอหรือรักแร้เป็นผิวที่พับซ้อนกันอยู่แล้ว เนื้อเยื่อที่หนาขึ้นจึงไม่มีที่ขยายด้านข้าง เลยต้องนูนขึ้นด้านบนแทน ปฏิกิริยาแบบเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันตามลักษณะพื้นที่ ว่าแบนราบหรือพับซ้อน จึงออกมาเป็นหนังด้านที่แบนราบ หรือติ่งเนื้อที่นูนออกมาเป็นก้อน

หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่แรงกระแทกครั้งใหญ่ครั้งเดียว แต่อยู่ที่แรงกระตุ้นเบาๆ ที่เกิดซ้ำทุกวัน แรงกดครั้งเดียวที่รุนแรง ผิวหนังสามารถฟื้นตัวได้เร็ว แต่ถ้าแรงกระตุ้นเบาๆ สะสมในจุดเดิมต่อเนื่องนาน 6 เดือนถึง 2 ปี เนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะตอบสนองด้วยการสร้างตัวเองขึ้นใหม่เรื่อยๆ จนกลายเป็นตุ่มเนื้อเล็กๆ ในที่สุด

ทำไมอายุมากขึ้นถึงมีติ่งเนื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ?

ตอนอายุยังน้อย ผิวหนังยังตึงกระชับ จุดที่พับซ้อนกันจึงมีน้อย และคอลลาเจนก็ยังมีอยู่มาก แม้ได้รับแรงกระตุ้นก็ไม่ค่อยเหลือร่องรอย แต่เมื่ออายุมากขึ้น การผลิตคอลลาเจนลดลงและความยืดหยุ่นของผิวหนังลดลง สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป

เมื่อผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อย จุดที่พับซ้อนกันอย่างคอหรือรักแร้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย พื้นที่ที่ผิวหนังเสียดสีกันเองหรือเสียดสีกับเสื้อผ้าก็มากขึ้นเช่นกัน เมื่อโอกาสเสียดสีเพิ่มขึ้น โอกาสที่จะเกิดติ่งเนื้อใหม่ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้การตั้งครรภ์หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้มีจุดพับของผิวหนังมากขึ้น ก็ถูกรายงานว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ติ่งเนื้อเพิ่มขึ้นด้วยหลักการคล้ายกัน

มีรายงานว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือมีภาวะดื้ออินซูลิน (ภาวะที่ฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม) มักพบติ่งเนื้อบ่อยขึ้นเช่นกัน เพราะเมื่อมีไขมันสะสมรอบคอมากขึ้น รอยพับของผิวหนังก็จะเพิ่มตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงของรูปร่างจึงเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่เพิ่มโอกาสการเสียดสี

ด้วยเหตุนี้จึงพบว่าติ่งเนื้อมักเห็นชัดเจนขึ้นในวัยกลางคนมากกว่าวัย 20 ปี ตอนหนุ่มสาวอาจมีติ่งเนื้อเพียงหนึ่งสองเม็ดที่คอ แต่พอมีอายุมากขึ้นก็เริ่มลามไปถึงรักแร้และรอบดวงตา ซึ่งเป็นผลจากการที่คอลลาเจนลดลงและจุดพับของผิวหนังเพิ่มขึ้นพร้อมกันทั้งสองปัจจัย

จะแยกไฝกับติ่งเนื้อออกจากกันได้อย่างไร?

แม้ลักษณะภายนอกจะดูคล้ายกัน แต่ถ้าลองสัมผัสและสังเกตดีๆ จะพบความแตกต่างที่ชัดเจน ลองตรวจสอบตามลักษณะต่อไปนี้

  • ผิวเรียบเนียนและมีสีตั้งแต่ส้มอ่อนไปจนถึงสีใกล้เคียงผิวหนัง เพราะติ่งเนื้อประกอบด้วยเนื้อเยื่อพังผืดและหลอดเลือดมากกว่าเซลล์สร้างเม็ดสี จึงแทบไม่มีสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำแบบไฝ
  • เมื่อจับด้วยปลายนิ้วแล้วโยกไปมาได้เล็กน้อย เพราะติ่งเนื้อมีลักษณะห้อยติดกับผิวหนังผ่านส่วนคอดคล้ายก้าน จึงโยกได้เมื่อจับ ในขณะที่ไฝจะแนบแบนติดกับผิวหนัง ไม่โยก
  • ขนาดและรูปร่างคงเดิมเป็นเวลานาน เพราะติ่งเนื้อเมื่อขึ้นแล้วมักคงขนาดเล็กไว้แบบนั้น แต่ถ้าเป็นไฝที่มีขอบเขตไม่เรียบหรือขยายขนาดเร็ว ควรเฝ้าระวังว่าอาจเป็นสัญญาณของปัญหาอื่น

ความแตกต่างเหล่านี้เกิดจากวัตถุดิบที่ประกอบขึ้นเป็นตุ่มเนื้อทั้งสองชนิดต่างกันโดยพื้นฐาน ไฝเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีที่รวมตัวกันอยู่ภายในผิวหนัง ส่วนติ่งเนื้อเกิดจากเนื้อเยื่อพังผืดและหลอดเลือดที่ดันตัวออกมาที่ผิว จึงทำให้สีและสัมผัสแตกต่างกันตั้งแต่ต้น

หากพบตุ่มเนื้อที่สีเข้มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือขนาดเปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่ควรปล่อยผ่านว่าเป็นแค่ติ่งเนื้อธรรมดา ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจจะปลอดภัยกว่า

หลักการจี้ด้วยเลเซอร์ให้ติ่งเนื้อหายไปคืออะไร?

วิธีที่คลินิกนิยมใช้กำจัดติ่งเนื้อคือเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แสงของเลเซอร์ชนิดนี้มีความยาวคลื่นที่ถูกดูดซับได้ดีโดยน้ำในร่างกาย เมื่อยิงเข้าไปที่เนื้อเยื่อของติ่งเนื้อ น้ำภายในจะเดือดและระเหยออกในทันที คล้ายกับการเอาแว่นขยายรวมแสงแดดจี้กระดาษให้ไหม้ คือการรวมพลังงานไปที่จุดแคบๆ เพื่อทำให้เนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการกลายเป็นไอและหายไปอย่างแม่นยำ

เลเซอร์เออร์เบียมยัค (Er:YAG) ก็ใช้หลักการคล้ายกัน แต่ใช้ความยาวคลื่นที่กัดเนื้อเยื่อได้ตื้นและละเอียดกว่า ทำให้ความร้อนที่ส่งไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างน้อยลง จึงมักมีเลือดออกน้อยและใช้เวลาพักฟื้นราว 5 ถึง 7 วันเท่านั้น ทั้งสองแบบมีจุดร่วมคือหลังทายาชาเฉพาะที่แล้วสามารถทำหัตถการเสร็จได้ภายใน 5 ถึง 15 นาที

เนื่องจากติ่งเนื้อมักขึ้นในบริเวณที่เนื้อเยื่อบางอย่างคอ หากเลเซอร์ยิงลึกเกินไปเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ผิวปกติด้านล่างไหม้ไปด้วยได้ ดังนั้นความชำนาญของแพทย์ในการปรับกำลังไฟและระยะเวลาฉายแสงให้เหมาะกับขนาดของติ่งเนื้อแต่ละเม็ดจึงสำคัญมาก

จี้ไฟฟ้าต่างจากเลเซอร์ตรงไหน?

การจี้ไฟฟ้าใช้กระแสไฟฟ้าแทนแสง โดยปล่อยกระแสไฟฟ้าความถี่สูงผ่านปลายเข็มเล็กๆ ให้เกิดความร้อนที่จุดนั้น แล้วใช้ความร้อนนั้นทำให้โปรตีนแข็งตัวจนเนื้อเยื่อของติ่งเนื้อไหม้ไป ต่างจากเลเซอร์ที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นความร้อน ตรงที่จี้ไฟฟ้าใช้ความร้อนที่เกิดจากความต้านทานไฟฟ้าโดยตรง

เมื่อมีติ่งเนื้อเล็กๆ ตื้นๆ ขึ้นเป็นกลุ่มจำนวนมาก การจี้ไฟฟ้ามักถูกเลือกใช้บ่อย เพราะสามารถจัดการหลายเม็ดพร้อมกันได้ในเวลาสั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น หากมีติ่งเนื้อขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวสารขึ้นเรียงติดกันมากกว่า 10 เม็ดที่รักแร้ แทนที่จะจี้เลเซอร์ทีละเม็ด การใช้เข็มจี้ไฟฟ้าจี้ไล่เรียงตามลำดับจะช่วยลดทั้งเวลาและความเจ็บปวดลงได้พร้อมกัน

กำจัดไปแล้วทำไมยังกลับมาขึ้นซ้ำอีก?

การจี้ด้วยเลเซอร์หรือไฟฟ้าเป็นการกำจัดเนื้อเยื่อของติ่งเนื้อที่มองเห็นอยู่ในขณะนั้น แต่ไม่ได้กำจัดสาเหตุต้นตอที่ทำให้เกิดติ่งเนื้อ นั่นคือแรงเสียดสีที่เกิดซ้ำและความยืดหยุ่นของผิวที่ลดลงตามวัย

ดังนั้นหลังทำหัตถการแล้ว หากยังคงมีพฤติกรรมเดิมที่ปล่อยให้สร้อยคอหรือปกเสื้อเสียดสีจุดเดียวกันซ้ำๆ ก็อาจเกิดติ่งเนื้อใหม่ขึ้นในบริเวณเดิมหรือใกล้เคียงได้อีก ยกตัวอย่างเช่น แม้จะกำจัดติ่งเนื้อที่คอ 5 หรือ 6 เม็ดออกไปพร้อมกันครั้งเดียว แต่ถ้าปกเสื้อเชิ้ตยังคงเสียดสีจุดเดิม อีก 6 ถึง 12 เดือนก็มักจะคลำเจอตุ่มเนื้อเล็กๆ ขึ้นใหม่ในบริเวณใกล้เคียงอีก นี่ไม่ใช่การกลับมาเป็นซ้ำในจุดที่กำจัดไปแล้ว แต่เป็นการที่ติ่งเนื้อก้อนใหม่ถูกสร้างขึ้นเพราะเงื่อนไขการเสียดสียังคงเหมือนเดิม

หลังทำหัตถการควรดูแลตัวเองอย่างไร?

การจะลดโอกาสที่ติ่งเนื้อจะกลับมาขึ้นใหม่ จำเป็นต้องดูแลลดแรงเสียดสีที่เป็นสาเหตุตั้งต้นไปด้วย

  • เลือกใส่เสื้อผ้าหลวมสบาย สร้อยคอ หรือผ้าพันคอที่ช่วยลดแรงเสียดสี เพราะเมื่อแรงกระตุ้นที่เสียดสีจุดเดิมซ้ำๆ ลดลง โอกาสที่จะเกิดติ่งเนื้อใหม่ก็จะลดลงตามไปด้วย เพียงแค่ปล่อยสร้อยคอให้หลวมขึ้นแทนที่จะรัดสั้น หรือเปลี่ยนมาใช้บราที่มีสายกว้างและเนื้อผ้านุ่มแทนแบบที่รัดแน่นบริเวณรักแร้ ก็ช่วยลดแรงกระตุ้นที่จุดนั้นได้อย่างเห็นผล
  • ควรทาครีมกันแดดปกป้องบริเวณที่ทำหัตถการ เพราะผิวหนังบริเวณที่เพิ่งทำหัตถการมาใหม่ๆ มีแนวโน้มเกิดรอยดำ (จุดที่ทิ้งรอยสีน้ำตาลไว้นาน) ได้ง่าย หากโดนแสงแดดในช่วงนี้ รอยอาจอยู่นานขึ้นกว่าเดิม
  • ควรหลีกเลี่ยงการดึงด้วยมือหรือมัดด้วยเส้นด้ายเพื่อให้ติ่งเนื้อหลุดเอง เพราะการดึงออกด้วยวิธีที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างไม่ระมัดระวังอาจทำให้เลือดออกหรือติดเชื้อได้ ต่อให้ขนาดจะเล็ก การให้แพทย์จัดการให้ก็ปลอดภัยกว่า

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

ตุ่มขาวเม็ดเล็กรอบดวงตา (milia) กำจัดยังไง สะกิดเอาออก เลเซอร์ CO2 กับเออร์เบียมแย็ก และการดูแลไม่ให้กลับมา

ตุ่มขาวเม็ดเล็กคล้ายเมล็ดข้าวรอบดวงตาหรือที่เรียกว่า milia เกิดจากอะไร ต่างจากซีริงโกมา (syringoma) ยังไง เมื่อไหร่ควรสะกิดเอาออกและเมื่อไหร่ถึงใช้เลเซอร์ CO2 หรือเออร์เบียมแย็ก บีบเองที่บ้านด้วยเข็มได้ไหม และโอกาสกลับมาเป็นซ้ำเป็นแบบไหน สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Skincare

เลเซอร์ CO2 กำจัด flat wart (verruca plana) สาเหตุที่ลามง่าย แยกจาก milia และ skin tag พร้อมวิธีดูแลไม่ให้กลับมา

flat wart (verruca plana) คือตุ่มแบนเล็ก ๆ คล้ายเม็ดสิวที่ขึ้นบนใบหน้าหรือหลังมือ เกิดจาก HPV ทำไมเกาแล้วถึงลามและติดคนอื่นได้ บทความนี้อธิบายสาเหตุ วิธีแยกจาก milia และ skin tag การกำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 ความเสี่ยงแผลเป็นและรอยดำ ไปจนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ อ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Skincare

กำจัดติ่งเนื้อที่คอและรักแร้ เลือกเลเซอร์ Erbium YAG, CO2 จี้ไฟฟ้า หรือจี้เย็นแบบไหนดี พร้อมวิธีดูแลหลังทำ

ติ่งเนื้อที่คอ รักแร้ หรือเปลือกตาที่ขึ้นเรื่อยๆ คืออะไร ต่างจากมิเลียมและหูดอย่างไร ควรเลือกเลเซอร์ Erbium YAG, CO2, จี้ไฟฟ้า หรือจี้เย็นแบบไหนตามขนาดและตำแหน่ง วิธีลดรอยคล้ำหลังทำ และเกี่ยวข้องกับเบาหวานหรือกลุ่มอาการเมตาบอลิกอย่างไร สรุปให้เข้าใจง่ายจากผลวิจัยจริง

By Dr. Lee

Back to articles