prettytime
Skincare

กำจัดติ่งเนื้อที่คอและรักแร้ เลือกเลเซอร์ Erbium YAG, CO2 จี้ไฟฟ้า หรือจี้เย็นแบบไหนดี พร้อมวิธีดูแลหลังทำ

By Dr. Lee2 min read

บางครั้งจะสังเกตเห็นติ่งเนื้อเล็กๆ นุ่มๆ สีเดียวกับผิว ขึ้นทีละอันบริเวณคอ รักแร้ หรือเปลือกตา ในตอนแรกอาจมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร แต่พอเวลาผ่านไปกลับมีก้านห้อยลงมาคล้ายลูกตุ้มเล็กๆ พอสวมสร้อยคอหรือปกเสื้อเสียดสีก็ระคายเคือง จับด้วยมือก็เกี่ยวติดจนรำคาญ รอยโรคแบบนี้ส่วนใหญ่มักเป็นติ่งเนื้อ (skin tag)

ติ่งเนื้อ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า acrochordon หรือ soft fibroma เกิดจากผิวหนังที่หย่อนคล้อยจากการเสียดสีและความเสื่อมตามวัย เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย (benign) โชคดีที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และถ้ากำจัดออกอย่างถูกวิธีก็มักจะเรียบร้อยสวยงาม แต่หลายคนใช้วิธีมัดด้วยเชือกหรือแกะด้วยเล็บที่บ้าน จนเลือดออกและทิ้งรอยไว้บ่อยๆ ดังนั้นควรเข้าใจหลักการก่อนตัดสินใจทำ ติ่งเนื้อคือรอยโรคแบบไหน ทำไมถึงขึ้นง่าย ต่างจากมิเลียมหรือหูดอย่างไร ควรเลือกเลเซอร์ Erbium YAG, CO2, จี้ไฟฟ้า หรือจี้เย็นแบบไหน ดูแลรอยคล้ำอย่างไร และเกี่ยวข้องกับเบาหวานหรือกลุ่มอาการเมตาบอลิกอย่างไร คำตอบทั้งหมดนี้อ้างอิงจากงานวิจัยจริงที่จะอธิบายทีละเรื่อง

ภาพแสดงโครงสร้างของติ่งเนื้อ มีเนื้อเยื่อเส้นใยนุ่มและหลอดเลือดใต้ผิวหนังห้อยเป็นก้าน

ติ่งเนื้อคืออะไรกันแน่?

ติ่งเนื้อคือเนื้องอกชนิดไม่ร้ายที่ผิวหนังหย่อนตัวจนห้อยเป็นก้านเล็กๆ ผิวด้านนอกมีสีเดียวกับผิวหรือสีน้ำตาลอ่อน สัมผัสแล้วนุ่ม ขนาดส่วนใหญ่อยู่ที่ 1 ถึง 5 มม. แต่ถ้าปล่อยไว้นานก็อาจโตขึ้นได้ ต่างจากหูดที่ผิวด้านนอกหนาเป็นขุย ข้างในติ่งเนื้อเต็มไปด้วยเนื้อเยื่อเส้นใยและหลอดเลือดที่นุ่มนิ่ม เขย่าเบาๆ ก็จะแกว่งไปมาได้

ตำแหน่งที่พบบ่อยค่อนข้างตายตัว ได้แก่ คอ รักแร้ เปลือกตา ขาหนีบ และใต้ราวนม ซึ่งล้วนเป็นจุดที่ผิวหนังพับและเสียดสีกันบ่อย จุดเด่นคือมักขึ้นในบริเวณที่มีการเสียดสีซ้ำๆ จึงพบเยอะเป็นพิเศษตรงที่สร้อยคอหรือสายเสื้อชั้นในสัมผัส และบริเวณที่ผิวซ้อนทับกัน

ติ่งเนื้อพบได้บ่อยมาก ผู้ใหญ่มากกว่าครึ่งเคยมีอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และเมื่ออายุเกิน 40 ปี จำนวนติ่งเนื้อก็มักจะเพิ่มขึ้น เกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย และเพิ่มขึ้นตามวัยโดยธรรมชาติ ข้อดีอย่างหนึ่งคือเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย ไม่ทำร้ายสุขภาพและไม่กลายเป็นมะเร็ง ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การกำจัดให้เรียบร้อยสวยงามในเชิงความสวยความงามมากกว่า

ต่างจากมิเลียมและหูดอย่างไร?

ในบรรดาติ่งเล็กๆ ที่ขึ้นตามคอหรือใบหน้า มิเลียม (milia) และหูด (wart) ก็พบได้บ่อยเช่นกัน จนหลายคนสับสนกับติ่งเนื้อ แต่ทั้งสามอย่างมีลักษณะที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง การแยกให้ถูกต้องจึงเป็นตัวกำหนดวิธีรักษาที่เหมาะสม

มิเลียมคือถุงน้ำเล็กๆ ที่เกิดจากเคราติน (keratin) ถูกกักอยู่ใต้ผิวหนังชั้นนอก ลักษณะเป็นเม็ดเรียบสีขาวหรือเหลืองอ่อน หากเปิดออกเบาๆ จะมีเคราตินสีขาวไหลออกมา ส่วนหูดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส human papillomavirus หรือ HPV ผิวด้านนอกจะขรุขระเป็นตุ่ม เพราะมีสาเหตุจากไวรัส หากเกาก็อาจลามไปที่อื่นและติดต่อไปยังคนอื่นได้ด้วย หูดชนิดแบนราบ (flat wart) เป็นหูดที่มีลักษณะแบน สีผิวหรือน้ำตาลอ่อน มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มหลายเม็ด

ติ่งเนื้อแตกต่างจากทั้งสองอย่างนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับไวรัสจึงไม่ติดต่อและไม่ลุกลาม ทั้งยังไม่มีเคราตินไหลออกมาด้วย จุดสังเกตสำคัญคือเป็นก้อนเนื้อนุ่มที่ห้อยเป็นก้านและแกว่งไปมาได้ ถ้ามีเคราตินสีขาวไหลออกมาคือมิเลียม ถ้าขรุขระและลามคือหูด ถ้านุ่มและแกว่งเป็นก้านคือติ่งเนื้อ แบ่งแบบนี้ก็ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น หากดูด้วยตาเปล่าแล้วยังไม่แน่ใจ แพทย์อาจใช้กล้องขยายส่อง หรือตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติมหากจำเป็น การแยกให้ชัดก่อนจึงช่วยลดการทำหัตถการที่ไม่จำเป็นได้

หัวข้อติ่งเนื้อมิเลียมหูด
สาเหตุเสียดสีและความเสื่อมตามวัยถุงเคราตินที่ถูกกักติดเชื้อ HPV
การติดต่อไม่ติดต่อไม่ติดต่อติดต่อและลุกลาม
ลักษณะก้านนุ่มเม็ดสีขาวตุ่มขรุขระ
ตำแหน่งที่พบบ่อยคอและรักแร้รอบดวงตาและแก้มมือ เท้า และใบหน้า
จุดสังเกตก้านที่แกว่งได้บีบแล้วมีเคราตินสีขาวเกาแล้วลาม

อุปกรณ์เลเซอร์อย่าง Erbium YAG หรือ CO2 ใช้กำจัดติ่งเนื้อแบบตื้นและแม่นยำด้วยการทำให้เนื้อเยื่อระเหย

วิธีไหนเหมาะกับการกำจัดติ่งเนื้อ?

การกำจัดติ่งเนื้อมีหลายวิธี แต่ที่เป็นมาตรฐานที่สุดในปัจจุบันคือเลเซอร์ โดยเฉพาะเลเซอร์ Erbium YAG และ CO2 เป็นตัวแทนหลัก ทั้งสองใช้ลำแสงบางๆ เผาเฉพาะรอยโรคแบบตื้นๆ จึงกระทบผิวปกติรอบๆ น้อยและได้ผลลัพธ์ที่เรียบร้อย โดยเฉพาะ Erbium YAG ความร้อนแผ่กระจายด้านข้างน้อย จึงเหมาะกับบริเวณที่บางและบอบบางอย่างเปลือกตา หรือรอยโรคขนาดเล็กที่ต้องการความแม่นยำสูง ส่วน CO2 เลเซอร์หลักการคล้ายกันแต่ความร้อนลงลึกกว่าเล็กน้อย จึงเหมาะกับรอยโรคที่มีฐานหนา

จี้ไฟฟ้า (electrocautery) ใช้ความร้อนจากกระแสไฟฟ้าขนาดเล็กจี้รอยโรค ข้อดีคือตัดและห้ามเลือดไปพร้อมกัน จึงเหมาะกับจุดที่เลือดออกง่ายหรือรอยโรคที่มีฐานกว้าง ส่วนจี้เย็น (cryotherapy) ใช้ไนโตรเจนเหลวแช่แข็งรอยโรคจนหลุดออก เหมาะกับการรักษาหลายจุดพร้อมกันในเวลาอันรวดเร็ว จึงนิยมใช้เมื่อมีติ่งเนื้อจำนวนมาก แต่ความแรงของการแช่แข็งอาจส่งผลถึงผิวปกติรอบๆ ด้วย ในผิวสีเข้มจึงต้องระวังเรื่องรอยด่างขาวหรือรอยคล้ำที่อาจตามมา

ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน เนื่องจากติ่งเนื้อเป็นรอยโรคที่ตื้นและนุ่มอยู่แล้ว การฟื้นตัวจึงง่ายกว่ารอยโรคชนิดอื่นที่มีรากลึก สิ่งสำคัญคือแต่ละวิธีเหมาะกับสถานการณ์ที่ต่างกัน จึงควรเลือกตามขนาด ตำแหน่ง จำนวน และสีผิวของแต่ละคน

วิธีเหมาะกับจุดเด่น
เลเซอร์ Erbium YAGเปลือกตา รอยโรคขนาดเล็กตื้นและแม่นยำ ความร้อนแผ่กระจายน้อย
เลเซอร์ CO2รอยโรคฐานหนาความร้อนลงลึกกว่าเล็กน้อย
จี้ไฟฟ้าฐานกว้างหรือจุดที่เลือดออกง่ายห้ามเลือดไปพร้อมกัน
จี้เย็นจำนวนมากต้องระวังรอยด่างของสีผิว

เลือกวิธีตามขนาดและตำแหน่งอย่างไร?

เกณฑ์ในการเลือกวิธีคือขนาด ตำแหน่ง จำนวน และสีผิว บริเวณที่ผิวบางและบอบบางอย่างเปลือกตา หรือรอยโรคขนาดเล็กมาก ควรใช้เลเซอร์ Erbium YAG ที่ตื้นและแม่นยำจะได้ผลดีกว่า เพราะความร้อนแผ่กระจายด้านข้างน้อย จึงกระทบผิวรอบๆ น้อยตามไปด้วย ในทางกลับกัน รอยโรคที่มีฐานหนาและขนาดใหญ่ ควรใช้เลเซอร์ CO2 หรือจี้ไฟฟ้าที่จัดการฐานได้อย่างเรียบร้อยกว่า จี้ไฟฟ้ายังมีข้อดีเรื่องห้ามเลือดไปพร้อมกัน จึงสะดวกเป็นพิเศษสำหรับจุดที่เลือดออกง่าย

หากมีติ่งเนื้อเล็กๆ จำนวนมากที่คอหรือรักแร้ บางครั้งก็ใช้จี้เย็นเพื่อรักษาหลายจุดในคราวเดียว แต่การจี้เย็นอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิวได้ตามความแรงที่ใช้ หากเป็นผิวสีเข้มควรลดความแรงลงและทำแบบตื้นๆ จะปลอดภัยกว่า สรุปแล้วไม่มีวิธีไหนที่ถูกต้องที่สุดเพียงวิธีเดียว แต่ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพและตำแหน่งของรอยโรคแต่ละแห่ง จำง่ายๆ ว่าถ้าเล็กและบอบบางใช้ Erbium YAG ถ้าใหญ่และฐานหนาใช้ CO2 หรือจี้ไฟฟ้า และถ้าจำนวนมากใช้จี้เย็น

อีกเรื่องที่ควรใส่ใจคือความแรงที่ไม่หักโหมเกินไป การพยายามกำจัดให้หมดในครั้งเดียวด้วยความแรงสูงจนทิ้งรอยไว้ ไม่ดีเท่ากับการทำแบบตื้นๆ หลายครั้งซึ่งอ่อนโยนต่อผิวมากกว่า ยิ่งเป็นบริเวณที่สังเกตเห็นง่าย หลักการนี้ยิ่งสำคัญ

สถานการณ์วิธีที่แนะนำ
เปลือกตา บริเวณผิวบาง รอยโรคขนาดเล็กเลเซอร์ Erbium YAG
รอยโรคขนาดใหญ่ ฐานหนาเลเซอร์ CO2 จี้ไฟฟ้า
จุดที่เลือดออกง่ายจี้ไฟฟ้า
จำนวนมากจี้เย็น
ผิวสีเข้มลดความแรงและทำแบบตื้น

รอยแผลและรอยคล้ำลดลงได้มากด้วยความแรงที่เหมาะสมและการดูแลหลังทำหัตถการ

ลดรอยแผลและรอยคล้ำได้อย่างไร?

สิ่งที่คนเอเชียกังวลมากที่สุดในการกำจัดติ่งเนื้อคือรอยคล้ำ (post-inflammatory hyperpigmentation) ซึ่งเป็นรอยสีน้ำตาลที่เหลืออยู่บริเวณที่กำจัดรอยโรคออกไป ผิวคนเอเชียมีแนวโน้มเกิดรอยคล้ำแบบนี้ได้ง่าย จึงควรดูแลไว้ล่วงหน้า ยิ่งความแรงของการทำหัตถการสูงเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะทิ้งรอยไว้ก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการปรับความแรงให้พอดี เจาะจงเฉพาะรอยโรคแบบตื้นๆ จึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ

หัวใจของการลดรอยคล้ำมีสองข้อ ข้อแรกคือทำด้วยความแรงที่พอดี ไม่หักโหม เจาะจงเฉพาะรอยโรค ข้อสองคือการดูแลหลังทำ หลังทำหัตถการจะมีสะเก็ดเล็กๆ ขึ้นแล้วหลุดออกเอง ช่วงนี้ถ้าฝืนแกะออกจะทิ้งรอยไว้ จึงควรปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติ และแสงแดดคือสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้รอยคล้ำเข้มขึ้น ระหว่างช่วงฟื้นตัวจึงควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ

รอยคล้ำส่วนใหญ่จะจางลงเองตามเวลา แต่ระยะเวลาที่ใช้ต่างกันไปในแต่ละคน หากมีหลายจุด การทำแบบแบ่งเบาๆ หลายครั้งจะได้ผลดีกว่าความแรงเดียวจบในเรื่องรอยคล้ำ ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะสามารถควบคุมได้ด้วยการปรับความแรงและการดูแลหลังทำอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณที่สังเกตเห็นง่ายอย่างรอบดวงตาหรือคอ หากทำอย่างไม่หักโหมควบคู่กับการป้องกันแสงแดด ก็จะได้ผลลัพธ์ที่เรียบร้อยสวยงาม

กราฟแท่งเปรียบเทียบสัดส่วนผู้เป็นเบาหวานระหว่างคนที่มีติ่งเนื้อหลายจุดกับคนที่ไม่มี
กราฟแท่งเปรียบเทียบสัดส่วนผู้เป็นเบาหวานระหว่างคนที่มีติ่งเนื้อหลายจุดกับคนที่ไม่มี

เกี่ยวข้องกับเบาหวานหรือกลุ่มอาการเมตาบอลิกหรือไม่?

ติ่งเนื้อเองเป็นรอยโรคชนิดไม่ร้ายที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ถ้ามีติ่งเนื้อขึ้นจำนวนมากทั่วร่างกาย นั่นอาจไม่ใช่แค่ปัญหาผิวหนัง แต่เป็นสัญญาณที่ร่างกายกำลังส่งออกมาก็ได้ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าการมีติ่งเนื้อจำนวนมากเกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดและระบบเมตาบอลิซึม กุญแจสำคัญคืออินซูลิน ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร เมื่อร่างกายเริ่มดื้อต่ออินซูลิน ร่างกายก็จะหลั่งอินซูลินออกมามากขึ้นเพื่อชดเชย และเนื่องจากอินซูลินยังส่งสัญญาณกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ไปพร้อมกัน หากสัญญาณนี้แรงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็เชื่อว่าจะทำให้ผิวหนังหย่อนตัวจนเกิดติ่งเนื้อได้ง่ายขึ้น

มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบคนที่มีติ่งเนื้อจำนวนมากกับคนที่แทบไม่มีเลย ในกลุ่มที่มีติ่งเนื้อหลายจุด พบว่ามีผู้เป็นเบาหวานสูงถึงประมาณครึ่งหนึ่ง (52%) ในขณะที่กลุ่มที่แทบไม่มีติ่งเนื้อเลย มีผู้เป็นเบาหวานเพียงประมาณ 1 ใน 10 คน (10%) ความแตกต่างจึงค่อนข้างมาก ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงก็พบมากกว่าในกลุ่มที่มีติ่งเนื้อจำนวนมากเช่นกัน ทั้งระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ก็มีแนวโน้มสูงกว่าโดยรวม

กราฟแท่งเปรียบเทียบสัดส่วนผู้เป็นความดันโลหิตสูงระหว่างคนที่มีติ่งเนื้อหลายจุดกับคนที่ไม่มี
กราฟแท่งเปรียบเทียบสัดส่วนผู้เป็นความดันโลหิตสูงระหว่างคนที่มีติ่งเนื้อหลายจุดกับคนที่ไม่มี

ในงานวิจัยเดียวกันนี้ สัดส่วนผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงในกลุ่มที่มีติ่งเนื้อจำนวนมากอยู่ที่ 19% สูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีติ่งเนื้อซึ่งอยู่ที่ 6% มากกว่าสามเท่า นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่าติ่งเนื้อมักเพิ่มขึ้นเมื่อน้ำหนักตัวมาก เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หรือในช่วงตั้งครรภ์ที่ระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายเปลี่ยนแปลงมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องตกใจหากพบว่าตัวเองมีติ่งเนื้อ เพราะติ่งเนื้อเป็นรอยโรคที่พบได้บ่อยมากและมักขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้นในบริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย เพียงแต่ถ้าจู่ๆ มีติ่งเนื้อขึ้นเพิ่มจำนวนมากอย่างรวดเร็ว นอกจากจะกำจัดออกเพื่อความสวยงามแล้ว การตรวจระดับน้ำตาลหรือคอเลสเตอรอลสักครั้งก็อาจเป็นประโยชน์ ถือเป็นสัญญาณเล็กๆ ที่ร่างกายกำลังบอกอะไรบางอย่างก็ได้

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด

อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Kim

Skincare

ตุ่มขาวเม็ดเล็กรอบดวงตา (milia) กำจัดยังไง สะกิดเอาออก เลเซอร์ CO2 กับเออร์เบียมแย็ก และการดูแลไม่ให้กลับมา

ตุ่มขาวเม็ดเล็กคล้ายเมล็ดข้าวรอบดวงตาหรือที่เรียกว่า milia เกิดจากอะไร ต่างจากซีริงโกมา (syringoma) ยังไง เมื่อไหร่ควรสะกิดเอาออกและเมื่อไหร่ถึงใช้เลเซอร์ CO2 หรือเออร์เบียมแย็ก บีบเองที่บ้านด้วยเข็มได้ไหม และโอกาสกลับมาเป็นซ้ำเป็นแบบไหน สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Pigment

ไฝกับเลเซอร์ CO2 หลักการระเหยผิว อัตราการกลับเป็นซ้ำ แผลเป็น รอยดำ ไปจนถึงสัญญาณเตือนมะเร็งผิวหนัง ABCDE

ไฝคือรอยโรคแบบไหน ต่างจากกระเนื้อ ติ่งเนื้อ และหูดอย่างไร เลเซอร์ CO2 ทำให้ไฝหายไปด้วยหลักการอะไร หลังทำแล้วไฝกลับมาใหม่หรือมีรอยดำมากแค่ไหน ไฝลึกหรือไฝก้อนใหญ่ทำไมต้องใช้วิธีตัดออก และสัญญาณ ABCDE ที่ช่วยแยกมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาออกจากไฝธรรมดา สรุปให้เข้าใจง่ายด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Back to articles