prettytime
Pigment

ไฝกับเลเซอร์ CO2 หลักการระเหยผิว อัตราการกลับเป็นซ้ำ แผลเป็น รอยดำ ไปจนถึงสัญญาณเตือนมะเร็งผิวหนัง ABCDE

By Dr. Kim3 min read

หลายคนลังเลว่าจะเอาไฝที่ขึ้นบนใบหน้า คอ หรือหลังมือออกดีไหม แต่งหน้าปิดก็ไม่มิด แถมโกนหนวดหรือล้างหน้าทีไรก็สะดุดทุกที พาลรำคาญใจ พอเริ่มหาข้อมูลเรื่องการเอาไฝออก คำแรกที่เจอบ่อยที่สุดก็คือเลเซอร์ CO2

ไฝส่วนใหญ่เป็นรอยโรคชนิดไม่ร้ายแรง เข้าใจหลักการแล้วจัดการได้ไม่ยาก แต่ไฝไม่ได้เหมือนกันทุกเม็ด ไฝตื้นกับไฝลึกวิธีเอาออกก็ต่างกัน แล้วก็มีบางกรณีที่พบได้น้อยมาก แต่รอยโรคอันตรายอย่างมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาหน้าตาคล้ายไฝจนแยกไม่ออก ดังนั้นก่อนจะรีบเอาออก ควรรู้สัญญาณเตือนที่ต้องเช็กให้ดีก่อน

จึงอยากพาไปทำความรู้จักว่าไฝคือรอยโรคแบบไหน ต่างจากกระเนื้อและติ่งเนื้ออย่างไร เลเซอร์ CO2 ทำให้ไฝหายไปได้อย่างไร หลังทำแล้วเรื่องกลับเป็นซ้ำกับรอยแผลเป็นดูแลยังไง ไฝลึกจัดการแบบไหน และเมื่อไรที่ต้องไปพบแพทย์ก่อนแน่ๆ พร้อมตัวเลขจากงานวิจัยจริงทีละประเด็น

ไฝคืออะไรกันแน่

ไฝเกิดจากเซลล์เมลาโนไซต์ ซึ่งเป็นเซลล์สร้างเม็ดสี มารวมตัวกันอยู่จุดเดียว ทางการแพทย์เรียกว่าเนวัสเมลาโนไซต์ (melanocytic nevus) พูดง่ายๆ คือกลุ่มเซลล์สร้างสีผิวที่มาจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ส่วนใหญ่จึงไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ไฝแบ่งเป็น 3 แบบตามระดับความลึกของเซลล์ ถ้าเซลล์อยู่ตื้นบริเวณรอยต่อระหว่างหนังกำพร้ากับหนังแท้ เรียกว่าจังก์ชันแนลเนวัส (junctional nevus) ลักษณะแบนราบและสีค่อนข้างเข้ม ถ้าเซลล์กระจายอยู่ทั้งชั้นรอยต่อและชั้นหนังแท้ เรียกว่าคอมพาวด์เนวัส (compound nevus) จะนูนขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนถ้าเซลล์ฝังลึกอยู่ในชั้นหนังแท้ เรียกว่าอินทราเดอร์มัลเนวัส (intradermal nevus) มักนูนเป็นก้อนกลมคล้ายโดม สีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน

ไฝบางเม็ดมีมาตั้งแต่เกิด บางเม็ดเพิ่งขึ้นใหม่ตอนอายุมากขึ้นหรือโดนแดดสะสมนานๆ จำนวนไฝจึงแตกต่างกันไปในแต่ละคน และมักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

ความลึกนี้สำคัญมาก เพราะถ้าไฝอยู่ตื้น เลเซอร์ตื้นๆ ก็เอาออกได้เกลี้ยง แต่ถ้าไฝฝังรากลึกถึงชั้นหนังแท้ การเลเซอร์แค่ผิวหน้าอาจทำให้เซลล์ที่อยู่ข้างล่างยังเหลือและกลับขึ้นมาใหม่ได้ง่าย ดังนั้นก่อนตัดสินใจเอาไฝออก ต้องประเมินก่อนว่าไฝของเราอยู่ตื้นหรือลึก นี่คือขั้นแรกที่สำคัญที่สุด

ชนิดความลึกลักษณะสี
จังก์ชันแนลเนวัสรอยต่อหนังกำพร้าแบนราบน้ำตาลเข้มถึงดำ
คอมพาวด์เนวัสรอยต่อและหนังแท้นูนเล็กน้อยน้ำตาล
อินทราเดอร์มัลเนวัสหนังแท้ชั้นลึกนูนเป็นโดมสีเนื้อ น้ำตาลอ่อน

ไฝ กระเนื้อ ติ่งเนื้อ กับหูด แยกกันอย่างไร

รอยสีน้ำตาลที่ขึ้นบนใบหน้าหรือคอไม่ได้เป็นไฝไปหมด กระเนื้อ ติ่งเนื้อ และหูดก็พบได้บ่อยจนสับสนได้ง่าย แต่ต้นเหตุและลักษณะของแต่ละอย่างต่างกัน ต้องแยกให้ออกก่อนถึงจะรู้ว่าควรเอาออกด้วยวิธีไหน

ไฝคือเนวัสเมลาโนไซต์อย่างที่บอกไป เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีมารวมกัน ส่วนกระเนื้อ (seborrheic keratosis) เกิดจากแสงแดดและความเสื่อมตามวัยที่ทำให้ผิวหนังกำพร้าหนาตัวขึ้นเป็นปื้นสีน้ำตาล ไม่ใช่ปัญหาที่เซลล์สร้างสีแต่เป็นเรื่องของเคราตินกับหนังกำพร้า ส่วนติ่งเนื้อ (skin tag) เกิดจากการเสียดสีและความเสื่อมของผิวที่ทำให้เนื้อยื่นออกมาเป็นติ่งห้อยสีเนื้อ ไม่เกี่ยวกับเม็ดสีเลย ในขณะที่หูด (wart) เกิดจากเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา หรือ HPV ผิวจะขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำ และถ้าเผลอเกาก็ลามไปที่อื่นได้ ทั้งยังติดต่อไปยังคนอื่นได้ด้วย

ที่ต้องแยกให้ชัดเพราะวิธีจัดการต่างกัน ไฝใช้เลเซอร์หรือการตัดออกตามความลึก กระเนื้อใช้เลเซอร์สีตื้นๆ ติ่งเนื้อใช้เลเซอร์จี้ ส่วนหูดใช้ความเย็นจัดหรือจี้ไฟฟ้า ถ้าดูด้วยตาเปล่าแล้วยังไม่แน่ใจ แพทย์อาจส่องขยายดูหรือตัดชิ้นเนื้อตรวจถ้าจำเป็น การรู้ว่าเป็นอะไรก่อนช่วยลดการทำหัตถการที่ไม่จำเป็นได้

ประเด็นไฝกระเนื้อติ่งเนื้อหูด
สาเหตุเนวัสเมลาโนไซต์แดดและวัยเสียดสีและวัยเชื้อ HPV
ลักษณะแบนหรือนูนปื้นน้ำตาลแบนติ่งนุ่มห้อยตะปุ่มตะป่ำ
การติดต่อไม่ติดต่อไม่ติดต่อไม่ติดต่อติดต่อและลามได้
วิธีจัดการเลเซอร์หรือตัดตามความลึกเลเซอร์สีเลเซอร์จี้ความเย็นจัดหรือจี้ไฟฟ้า

เครื่องเลเซอร์ CO2 ที่ใช้ระเหยผิวชั้นตื้นเพื่อเอาไฝออก

เลเซอร์ CO2 เอาไฝออกได้อย่างไร

เลเซอร์ CO2 คือเครื่องมือพื้นฐานที่สุดสำหรับการเอาไฝออก ตัวเครื่องปล่อยแสงความยาวคลื่น 10,600nm ซึ่งถูกน้ำในเนื้อเยื่อดูดซับได้ดีมาก ผิวหนังของเราส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำ เมื่อพลังงานเลเซอร์กระทบผิว น้ำในจุดนั้นจะเดือดขึ้นทันทีจนเนื้อเยื่อระเหยกลายเป็นไอ เรียกกระบวนการนี้ว่าการทำให้ระเหย (ablation) พูดง่ายๆ ก็คือค่อยๆ เผาผิวชั้นบางๆ ที่มีไฝอยู่ให้ระเหยหายไป

ข้อดีของการระเหยแบบนี้คือปาดออกได้บางมาก เพราะทุกครั้งที่เลเซอร์ผ่านไป ผิวหน้าจะระเหยไปทีละนิด จึงปรับความลึกให้เข้ากับไฝแต่ละเม็ดได้ ไฝตื้นแบบจังก์ชันแนลเนวัสยิงแค่หนึ่งถึงสองรอบก็พอ ส่วนไฝคอมพาวด์ที่นูนขึ้นมาต้องปาดลึกกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ความร้อนที่เกิดขึ้นยังช่วยจี้ปิดเส้นเลือดฝอยไปในตัว เลือดจึงออกน้อย ทำให้แผลดูเรียบร้อย

แต่การควบคุมความลึกคือตัวตัดสินผลลัพธ์ ถ้ายิงลึกเกินไปในครั้งเดียว ไฝจะหายแน่นอนแต่เสี่ยงเป็นแผลเป็น กลับกันถ้ายิงตื้นเกินไป เซลล์ที่เหลืออยู่ก็อาจทำให้ไฝกลับขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้นดุลยพินิจของแพทย์ที่ประเมินชนิดและความลึกของไฝแล้วปรับความแรงให้พอดีจึงสำคัญมาก หลังทำเสร็จใหม่ๆ จะมีสะเก็ดเล็กๆ ขึ้นตรงจุดนั้น ซึ่งเป็นขั้นตอนธรรมชาติที่จะค่อยๆ หลุดไปพร้อมกับไฝ สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่ดีต้องมาจากหลักการของเครื่องมือ ฝีมือของแพทย์ และการดูแลหลังทำที่เข้ากันพอดี

ผิวที่เรียบเนียนใสขึ้นหลังจากเอาไฝออก

อัตราที่รอยดำหรือไฝกลับขึ้นมาใหม่หลังเอาไฝออก แยกตามวิธีที่ใช้ การผ่าตัดตัดออกด้วยมีดมีอัตรากลับเป็นซ้ำต่ำที่สุดราว 2% ส่วนเลเซอร์ CO2 อยู่ที่ราว 13% ซึ่งสูงกว่า แต่เลเซอร์ทิ้งรอยแผลเป็นน้อยกว่ามาก จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำกับรอยแผลเป็นให้เหมาะกับความลึกของไฝแต่ละเม็ด
อัตราที่รอยดำหรือไฝกลับขึ้นมาใหม่หลังเอาไฝออก แยกตามวิธีที่ใช้ การผ่าตัดตัดออกด้วยมีดมีอัตรากลับเป็นซ้ำต่ำที่สุดราว 2% ส่วนเลเซอร์ CO2 อยู่ที่ราว 13% ซึ่งสูงกว่า แต่เลเซอร์ทิ้งรอยแผลเป็นน้อยกว่ามาก จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำกับรอยแผลเป็นให้เหมาะกับความลึกของไฝแต่ละเม็ด

เอาไฝออกแล้วจะกลับขึ้นมาใหม่ไหม

สิ่งที่กังวลกันมากที่สุดหลังเอาไฝออกคือเรื่องกลับเป็นซ้ำกับรอยแผลเป็น พูดตรงๆ ว่าเลเซอร์ CO2 ไม่ใช่วิธีที่การันตีว่าไฝจะไม่กลับมาอีกเลย จากการรวบรวมผลหลายงานวิจัยพบว่าไฝที่เอาออกด้วยเลเซอร์ CO2 กลับขึ้นมาใหม่ราว 13% ในขณะที่การผ่าตัดตัดออกด้วยมีดอยู่ที่ราว 2% ซึ่งต่ำที่สุด เลเซอร์จึงมีอัตรากลับเป็นซ้ำสูงกว่า

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเลเซอร์ไม่ดี เพราะงานวิจัยเดียวกันพบว่าอัตราการเกิดรอยแผลเป็นในกลุ่มผ่าตัดตัดออกสูงถึง 21% ขณะที่เลเซอร์ CO2 อยู่ที่เพียง 5% ต่ำกว่ามาก พูดง่ายๆ คือเลเซอร์แลกความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำเล็กน้อยเพื่อลดรอยแผลเป็นได้มาก ส่วนการผ่าตัดตัดออกป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้แน่นอนกว่าแต่ต้องยอมรับรอยแผลเป็น ดังนั้นการเลือกวิธีจึงขึ้นอยู่กับความลึกของไฝ ตำแหน่งที่อยู่ และว่าบริเวณนั้นเห็นรอยแผลเป็นได้ชัดหรือไม่

อีกเรื่องที่พบได้บ่อยพอๆ กับการกลับเป็นซ้ำคือรอยดำ ผิวคนเอเชียเมื่อโดนกระตุ้นมักเกิดรอยคล้ำได้ง่าย หลังทำเลเซอร์ CO2 จึงมีรายงานรอยดำเกิดขึ้นราว 9% รอยนี้ส่วนใหญ่จะจางลงเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่ถ้าโดนแดดจะยิ่งเข้มขึ้นและอยู่นานขึ้น ดังนั้นไม่แกะสะเก็ดเองและกันแดดอย่างสม่ำเสมอระหว่างพักฟื้นจึงเป็นครึ่งหนึ่งของผลลัพธ์ที่ดี ถ้าเอาออกตื้นแล้วยังมีเซลล์เหลืออยู่จนไฝกลับขึ้นมาใหม่ แพทย์อาจนัดดูอาการก่อนแล้วค่อยเก็บรายละเอียดเพิ่มอีกครั้ง

การยิงเลเซอร์ CO2 ผ่านผิวตื้นๆ บริเวณไฝระหว่างการรักษา

ไฝลึกในชั้นหนังแท้หรือไฝก้อนใหญ่ควรเอาออกอย่างไร

ไม่ใช่ทุกไฝที่ใช้เลเซอร์เพียงอย่างเดียวได้ ไฝที่ฝังรากลึกในชั้นหนังแท้จนนูนเป็นก้อน หรือไฝที่มีขนาดใหญ่ ถ้าเลเซอร์แค่ผิวหน้า เซลล์ที่อยู่ข้างล่างอาจยังเหลืออยู่และกลับขึ้นมาใหม่ได้ง่าย ไฝแบบนี้จึงเหมาะกับการตัดออกให้ถึงโคนตั้งแต่แรกมากกว่า

ไฝขนาดเล็กและกลมมักใช้วิธีพันช์ไบออปซี (punch excision) คือใช้มีดทรงกลมตัดไฝออกให้ลึกถึงโคน แล้วเย็บปิดด้วยไหมหนึ่งถึงสองเข็ม วิธีนี้แม้ไฝลึกก็เก็บเซลล์ออกได้หมดในครั้งเดียว เพราะฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนทำ ความเจ็บจึงไม่มาก และถ้าเป็นไฝเม็ดเล็กใช้เวลาทำเพียงไม่กี่นาทีก็เสร็จ ถ้าไฝมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือรูปทรงยาวรี แพทย์จะตัดออกเป็นรูปกระสวยยาวแล้วเย็บปิด ชิ้นเนื้อที่ตัดออกยังส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อดีที่ช่วยตรวจสอบว่ามีเซลล์ผิดปกติแฝงอยู่หรือไม่

แน่นอนว่าการตัดออกต้องรอตัดไหมและแผลหายในอีกไม่กี่วัน แล้วก็ทิ้งรอยแผลเป็นบางๆ ไว้ แต่เมื่อเก็บเซลล์ออกถึงโคนแล้ว โอกาสกลับเป็นซ้ำก็น้อยกว่ามาก หลักการพื้นฐานจึงเป็นว่าไฝตื้นใช้เลเซอร์เพื่อไม่ให้มีแผลเป็น ส่วนไฝลึกและไฝก้อนใหญ่ใช้การตัดออกเพื่อไม่ให้กลับเป็นซ้ำ ไม่มีวิธีไหนดีกว่ากันเสมอไป แค่เลือกให้เหมาะกับความลึก ขนาด และตำแหน่งของไฝแต่ละเม็ด โดยเฉพาะถ้าไฝเดิมที่มีมานานอยู่ๆ ก็โตขึ้นหรือเปลี่ยนรูปร่างไป ควรเลือกวิธีตัดออกที่ส่งตรวจชิ้นเนื้อได้ก่อนตัดสินใจเอาออกเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว จะปลอดภัยกว่า

ค่าความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนไฝ เทียบกับคนที่แทบไม่มีไฝเลยซึ่งกำหนดเป็นค่าฐาน 1 คนที่มีไฝ 16 ถึง 40 เม็ดมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราว 1.5 เท่า และถ้ามีเกิน 100 เม็ดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึงราว 7 เท่า โดยเฉพาะถ้ามีไฝที่มีรูปร่างผิดปกติหรือแอทิพิคัลเนวัสตั้งแต่ 5 เม็ดขึ้นไป ความเสี่ยงจะพุ่งขึ้นราว 10 เท่า จึงควรสังเกตว่าจำนวนไฝเพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติหรือไม่
ค่าความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนไฝ เทียบกับคนที่แทบไม่มีไฝเลยซึ่งกำหนดเป็นค่าฐาน 1 คนที่มีไฝ 16 ถึง 40 เม็ดมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราว 1.5 เท่า และถ้ามีเกิน 100 เม็ดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึงราว 7 เท่า โดยเฉพาะถ้ามีไฝที่มีรูปร่างผิดปกติหรือแอทิพิคัลเนวัสตั้งแต่ 5 เม็ดขึ้นไป ความเสี่ยงจะพุ่งขึ้นราว 10 เท่า จึงควรสังเกตว่าจำนวนไฝเพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติหรือไม่

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร และดูสัญญาณมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาอย่างไร

ไฝเกือบทั้งหมดเป็นรอยโรคชนิดไม่ร้ายแรงตลอดชีวิต แต่มีบางกรณีที่พบได้น้อยมากซึ่งมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาแสดงอาการคล้ายไฝ จึงต้องแยกให้ออกก่อนเอาออกเสมอ หลักที่จำง่ายที่สุดในการสังเกตสัญญาณเหล่านี้คือกฎ ABCDE

A คือ Asymmetry หรือความไม่สมมาตร ถ้าพับไฝครึ่งหนึ่งแล้วสองข้างไม่เหมือนกัน B คือ Border หรือขอบเขต ถ้าขอบไฝขรุขระหรือเบลอไม่ชัดเจน C คือ Color หรือสี ถ้าในไฝเม็ดเดียวมีทั้งสีน้ำตาล ดำ และแดงปนกันไม่สม่ำเสมอ D คือ Diameter หรือขนาด ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 6mm และ E คือ Evolving หรือการเปลี่ยนแปลง ถ้าไฝเดิมที่มีอยู่แล้วเริ่มโตขึ้น เปลี่ยนสี คัน หรือมีเลือดออกเมื่อเร็วๆ นี้

ลักษณะจริงของมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา ที่มีสีไม่สม่ำเสมอ ขอบเขตไม่ชัดเจน และรูปร่างไม่สมมาตร

ในบรรดาสัญญาณทั้งหมด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลง เพราะไฝที่อยู่นิ่งมานานมักมีความเสี่ยงน้อยกว่าไฝที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำนวนไฝที่มากก็เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาเช่นกัน มีการวิเคราะห์พบว่าถ้ามีไฝเกิน 100 เม็ด ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราว 7 เท่า และถ้ามีไฝที่รูปร่างผิดปกติหลายเม็ด ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 10 เท่า ดังนั้นถ้าสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว หรือไฝเพิ่มจำนวนขึ้นเร็วผิดปกติ ควรไปพบแพทย์ก่อนเสมอก่อนจะเอาออกเพื่อความสวยงาม ไม่ต้องตกใจจนเกินไป แต่การตรวจให้แน่ใจก่อนเอาออกกับการเอาออกโดยไม่รู้อะไรเลยนั้นต่างกันอย่างชัดเจน

หัวข้อความหมายสัญญาณที่ต้องสงสัย
A ความไม่สมมาตรAsymmetryพับครึ่งแล้วไม่เหมือนกัน
B ขอบเขตBorderขอบขรุขระหรือเบลอ
C สีColorมีหลายสีปนกัน
D ขนาดDiameterเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 6mm
E การเปลี่ยนแปลงEvolvingโตขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงเมื่อเร็วๆ นี้

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

รักษาซีริงโกมาใต้ตา เลเซอร์ CO2 กับเออร์เบียมแย็ก ผลลัพธ์ การกลับเป็นซ้ำ และการดูแลรอยดำ

ทำไมตุ่มซีริงโกมาที่ขึ้นเป็นเม็ดเล็กใต้ตาถึงกำจัดยาก แยกจากมิเลียอย่างไร เลเซอร์ CO2 กับเออร์เบียมแย็กให้ผลลัพธ์และการฟื้นตัวต่างกันแค่ไหน แล้วการกลับเป็นซ้ำกับรอยดำดูแลได้อย่างไร สรุปแบบเข้าใจง่ายจากตัวเลขงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Skincare

กำจัดติ่งเนื้อที่คอและรักแร้ เลือกเลเซอร์ Erbium YAG, CO2 จี้ไฟฟ้า หรือจี้เย็นแบบไหนดี พร้อมวิธีดูแลหลังทำ

ติ่งเนื้อที่คอ รักแร้ หรือเปลือกตาที่ขึ้นเรื่อยๆ คืออะไร ต่างจากมิเลียมและหูดอย่างไร ควรเลือกเลเซอร์ Erbium YAG, CO2, จี้ไฟฟ้า หรือจี้เย็นแบบไหนตามขนาดและตำแหน่ง วิธีลดรอยคล้ำหลังทำ และเกี่ยวข้องกับเบาหวานหรือกลุ่มอาการเมตาบอลิกอย่างไร สรุปให้เข้าใจง่ายจากผลวิจัยจริง

By Dr. Lee

Skincare

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด

อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Kim

Back to articles