รักษาซีริงโกมาใต้ตา เลเซอร์ CO2 กับเออร์เบียมแย็ก ผลลัพธ์ การกลับเป็นซ้ำ และการดูแลรอยดำ
By Dr. Kim1 min read

พอมีเม็ดเล็กสีเนื้อขึ้นเป็นตุ่มหลายเม็ดใต้ตาหรือบริเวณเปลือกตาล่าง หลายคนก็เริ่มกังวล เพราะเมกอัพก็กลบไม่ค่อยมิด ทำไปแล้วอีกไม่นานก็ขึ้นมาใหม่ จนรู้สึกอึดอัด ตุ่มแบบนี้ส่วนใหญ่คือซีริงโกมา
ซีริงโกมาเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่เกิดจากต่อมเหงื่อ มันฝังตัวอยู่ในผิวชั้นลึก จึงกำจัดยากถ้าจัดการแค่ผิวชั้นบน และนั่นคือเหตุผลที่มันมักกลับเป็นซ้ำ ข่าวดีคือเลเซอร์อย่าง CO2 หรือเออร์เบียมแย็กช่วยลดให้เห็นผลได้ชัดเจน บทความนี้จะค่อยๆ สรุปทีละเรื่องจากงานวิจัยจริง ว่าซีริงโกมาคือรอยแบบไหน ทำไมถึงกำจัดยาก แยกจากมิเลียอย่างไร เลเซอร์แต่ละแบบให้ผลลัพธ์และการฟื้นตัวต่างกันแค่ไหน และการกลับเป็นซ้ำกับรอยดำดูแลได้อย่างไร

ทำไมซีริงโกมาถึงกำจัดยาก?
ซีริงโกมาเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรงที่เกิดจากท่อของต่อมเหงื่อชนิดเอ็กครีน ซึ่งเป็นต่อมที่ขับเหงื่อออกมา เมื่อส่องกล้องจุลทรรศน์จะเห็นโครงสร้างท่อเล็กๆ รูปคล้ายลูกอ๊อดหรือลูกน้ำเป็นลักษณะเฉพาะ และรอยนี้ไม่ได้อยู่ที่ผิวชั้นบน แต่ฝังอยู่ในชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไป โดยทั่วไปเป็นตุ่มแข็งขนาดราว 2 ถึง 4mm ขึ้นเป็นหลายเม็ดแบบสมมาตรบริเวณใต้ตาและเปลือกตาล่าง
เหตุผลที่กำจัดยากก็อยู่ตรงนี้ เพราะรากของรอยฝังลึกอยู่ในชั้นหนังแท้ ถ้าทำแค่จี้ผิวชั้นบนตื้นๆ เนื้อเยื่อด้านล่างก็ยังเหลืออยู่ แล้วมันก็งอกขึ้นมาใหม่จากเนื้อเยื่อที่เหลือ การกลับเป็นซ้ำจึงพบได้บ่อย แต่ถ้าลงลึกเกินไปโดยไม่ระวังก็อาจเหลือแผลเป็นหรือรอยดำได้ จึงต้องอาศัยความสมดุล คือจัดการที่ความลึกพอเหมาะแบบค่อยเป็นค่อยไปหลายครั้ง ไม่ใช่เพราะทำผิดวิธี แต่เป็นเพราะธรรมชาติของรอยที่อยู่ในชั้นลึก
ซีริงโกมามักปรากฏในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และพบบ่อยกว่าในผู้หญิงและคนเอเชีย บางครั้งก็สัมพันธ์กับช่วงวัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ดาวน์ซินโดรม หรือเบาหวาน บางคนมีแนวโน้มทางพันธุกรรมที่เกิดง่าย จึงไม่แปลกที่จะมีคนในครอบครัวเป็นรอยคล้ายกัน ข้อดีคือมันเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรง ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและไม่กลายเป็นมะเร็ง ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การลดและดูแลให้เรียบเนียนในเชิงความงามมากกว่า

แยกจากมิเลียอย่างไร?
ในบรรดาเม็ดเล็กๆ ที่ขึ้นรอบดวงตา มิเลียก็พบได้บ่อยเช่นกัน สองอย่างนี้ดูเผินๆ คล้ายกัน แต่ธรรมชาติต่างกันโดยสิ้นเชิง มิเลียเป็นถุงเล็กๆ ที่เกิดจากเคราตินติดค้างอยู่ใต้ผิวชั้นบน เป็นเม็ดสีขาวมุก พอบีบจะมีเคราตินสีขาวออกมา เพราะอยู่ใกล้ผิว จึงใช้เข็มสะกิดเปิดแล้วเขี่ยออกได้ค่อนข้างเรียบร้อย
ซีริงโกมาต่างออกไป เพราะเป็นเนื้องอกจากต่อมเหงื่อที่ฝังลึกในชั้นหนังแท้ จึงไม่มีเม็ดสีขาวออกมา และคลำได้เป็นตุ่มแข็งสีเนื้อ ถ้าจัดการแค่ผิวชั้นบนก็จะเหลือรากไว้แล้วกลับเป็นซ้ำได้ง่าย ดังนั้นถ้ามีเม็ดสีขาวออกมาก็มักเป็นมิเลีย แต่ถ้าเป็นตุ่มแข็งสีเนื้อขึ้นแบบสมมาตรหลายเม็ดใต้ตา ก็มีโอกาสสูงว่าเป็นซีริงโกมา
เหตุที่การแยกสองอย่างนี้สำคัญ ก็เพราะแนวทางการรักษาและการพยากรณ์โรคต่างกัน มิเลียจัดการได้ค่อนข้างง่าย ส่วนซีริงโกมาต้องเข้าใจว่าเป็นการดูแลโดยเผื่อการกลับเป็นซ้ำไว้ด้วย บางคนก็มีทั้งสองอย่างอยู่บนใบหน้าเดียวกัน การแยกก่อนว่าเม็ดไหนเป็นรอยแบบใดจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนการรักษา การวินิจฉัยที่แม่นยำทำได้จากการดูผิวโดยตรง และถ้าจำเป็นก็ตรวจชิ้นเนื้อยืนยัน ค่าการดีขึ้นจากเลเซอร์ CO2 ในกราฟด้านบนก็เป็นตัวเลขที่อ้างอิงจากซีริงโกมาเช่นกัน

เลเซอร์ CO2 ช่วยได้แค่ไหน?
เลเซอร์ที่ใช้บ่อยที่สุดกับซีริงโกมาคือเลเซอร์ CO2 หลักการคือทำให้รอยระเหยไปทีละน้อยเพื่อลดขนาด และมีการพัฒนาหลายวิธีให้ลงถึงชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึก เราดูได้จากตัวเลขในงานวิจัยจริงว่าดีขึ้นได้ประมาณไหน
ในงานวิจัยที่ทำแฟรกชันแนล CO2 สองครั้ง (35 คน) พบว่าคนที่ดีขึ้นเกินครึ่งมีราวครึ่งหนึ่งของทั้งหมด กลุ่มที่ดีขึ้น 51 ถึง 75% อยู่ที่ 42.9% และกลุ่มที่ดีขึ้น 26 ถึง 50% อยู่ที่ 34.3% ซึ่งส่วนใหญ่มารวมกันตรงนี้ ส่วนงานวิจัยที่ใช้วิธีพินโฮลซึ่งยิงลงชั้นหนังแท้ผ่านช่องเล็กๆ (คนเอเชีย 29 คน) พบว่าสัดส่วนของคนที่ดีขึ้นมากเกิน 75% สูงถึง 24.1% ผลลัพธ์จึงต่างกันเล็กน้อยตามวิธีที่ใช้
ในความเป็นจริง ควรเข้าใจว่านี่คือหัตถการที่ค่อยๆ ลดให้เห็นผลชัดขึ้นด้วยการทำแบ่งเป็นสองสามครั้ง มากกว่าจะหมดในครั้งเดียว มีงานวิจัยระบุว่าการใช้ CO2 ร่วมกับ TCA 50% ช่วยจัดการชั้นล่างที่เลเซอร์ลงถึง จึงช่วยลดรอยที่เหลือได้มากขึ้น เหตุที่มีวิธีอย่างแฟรกชันแนลหรือพินโฮลซึ่งลดการบาดเจ็บต่อผิวรอบข้างออกมาเรื่อยๆ ก็เพื่อคงผลลัพธ์ไว้พร้อมกับลดความเสี่ยงเรื่องแผลเป็นและรอยดำ ไม่ว่าจะวิธีใด ทิศทางก็คือทำให้รอยจางลงและดูแลต่อเนื่อง

เออร์เบียมแย็กต่างจาก CO2 ตรงไหน?
เลเซอร์เออร์เบียมแย็กมีบุคลิกต่างจาก CO2 อยู่บ้าง เพราะดูดซับน้ำได้สูงกว่ามาก จึงทำให้เนื้อเยื่อระเหยแบบตื้นและแม่นยำ และปล่อยความร้อนกระจายไปรอบข้างน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ความเสี่ยงเรื่องรอยแดง ระยะพักฟื้น และรอยดำจึงมีแนวโน้มต่ำกว่า CO2 จึงเหมาะกับบริเวณบอบบางอย่างรอบดวงตา
ผลลัพธ์ก็มีข้อมูลยืนยัน ในงานวิจัยที่ใช้การกำจัดด้วยเออร์เบียมแย็กร่วมกับโบทูลินัมท็อกซิน (21 คน) พบว่าคะแนนความรุนแรงของซีริงโกมารอบดวงตาลดลงชัดเจนจาก 4.19 เหลือ 1.10 และจำนวนครั้งเฉลี่ยที่ทำก็อยู่ที่ราว 1.62 ครั้ง ซึ่งถือว่าน้อย ด้วยลักษณะที่จัดการแบบตื้นและแม่นยำ จึงได้เปรียบเมื่อใช้บริเวณรอบดวงตา
อย่างไรก็ตาม เพราะเป็นวิธีที่ระเหยแบบตื้น รอยที่ลึกมากจึงอาจต้องแบ่งทำหลายครั้ง และยังไม่มีงานวิจัยเปรียบเทียบขนาดใหญ่ที่ตัดสินได้ชัดว่าระหว่าง CO2 กับเออร์เบียมแย็กแบบไหนดีกว่ากัน เออร์เบียมแย็กมีแนวโน้มได้เปรียบเรื่องความบาดเจ็บจากความร้อนและการฟื้นตัว ส่วนการจัดการรอยที่ลึกอย่างมั่นใจก็มีการใช้ CO2 เข้ามาช่วย สรุปคือเข้าใจได้ว่าการเลือกจะต่างกันไปตามความลึกของรอยและสภาพผิว และถ้าดูแลเรื่องรอยดำควบคู่ไปด้วยอย่างในกราฟด้านบน ผลลัพธ์ก็จะยิ่งดีขึ้น

ป้องกันรอยดำได้อย่างไร?
สิ่งที่คนเอเชียกังวลมากที่สุดในการทำเลเซอร์คือรอยดำ นั่นคือรอยสีน้ำตาลที่เหลืออยู่ตรงจุดที่จัดการรอยไป แต่จุดนี้ถ้าดูแลไว้ล่วงหน้าก็ลดได้มากพอสมควร
มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เมื่อทาครีมสเตียรอยด์เฉพาะที่ชนิดแรงหลังทำเลเซอร์ CO2 การเกิดรอยดำลดลงชัดเจนจาก 75% เหลือ 39% จุดที่น่าสนใจในงานวิจัยเดียวกันคือ สีผิวเองไม่ได้เป็นตัวกำหนดการเกิดรอยดำมากนัก พูดง่ายๆ คือไม่ใช่ว่าผิวเข้มแล้วจะเกิดรอยดำมากกว่าเสมอไป แต่ความแรงของหัตถการและการดูแลหลังทำเป็นตัวแปรที่ใหญ่กว่า การดูแลหลังทำจึงสำคัญมาก
รอยดำมักจะจางลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ระยะเวลาต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้นหัวใจสำคัญคือตั้งความแรงของหัตถการให้พอดีไม่หักโหม แล้วดูแลปลอบผิวและกันแดดอย่างสม่ำเสมอ รังสียูวีเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดที่ทำให้รอยเข้มขึ้น หลังทำจึงไม่ควรลืมทากันแดด แทนที่จะเร่งกำจัดให้หมดในครั้งเดียวจนเหลือรอย การแบ่งทำหลายครั้งแบบนุ่มนวลก็ได้เปรียบกว่าในเรื่องรอยดำเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว แต่เป็นเรื่องที่ดูแลจัดการได้เพียงพอ

จัดการกับการกลับเป็นซ้ำอย่างไร?
ความกังวลที่พบบ่อยที่สุดของซีริงโกมาคือการกลับเป็นซ้ำ พอกำจัดไปแล้วอีกไม่นานมันขึ้นมาใหม่ ก็เริ่มกังวลว่าทำผิดวิธีหรือเปล่า อย่างที่เห็นไปแล้ว นี่เป็นเพราะรากของรอยอยู่ในชั้นหนังแท้ที่ลึก ไม่ใช่เพราะหัตถการล้มเหลว
ดังนั้นสำหรับซีริงโกมา มุมมองที่สมจริงคือการลดและดูแลมากกว่าการรักษาให้หายขาดในครั้งเดียว คือแบ่งทำหลายครั้งเพื่อทำให้รอยจางลงจนเห็นชัด แล้วจัดการเม็ดที่ขึ้นใหม่เป็นครั้งคราวไป ส่วนอัตราการกลับเป็นซ้ำที่แน่นอนนั้นบอกเป็นตัวเลขตายตัวได้ยาก เพราะน้อยครั้งที่จะตรวจชิ้นเนื้อยืนยันรอยไว้ล่วงหน้า แต่ก็วางใจได้ว่าถึงจะกลับเป็นซ้ำ มันก็เป็นรอยไม่ร้ายแรงที่ไม่เป็นปัญหาต่อสุขภาพ
สุดท้ายสิ่งที่สำคัญคือ เพราะเป็นการจัดการบริเวณบอบบางอย่างใต้ตา จึงควรทำกับทีมแพทย์ที่ประเมินความลึกของรอยและสภาพผิวได้ดี ดูแลด้วยความแรงที่ไม่หักโหมโดยแบ่งเป็นหลายครั้ง แล้วดูแลปลอบผิวและกันแดดหลังทำควบคู่ไปด้วย ก็จะรักษาสภาพที่เรียบเนียนไว้ได้นาน ถึงจะมีเม็ดใหม่ขึ้นมา ถ้าจัดการตั้งแต่ระยะแรกก็ไม่เป็นภาระมาก การไปตรวจเช็กสภาพเป็นระยะจึงช่วยได้ สำหรับซีริงโกมา คำว่าดูแลให้ดีเข้ากันได้ดีกว่าคำว่ารักษาให้หายขาด
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ตุ่มขาวเม็ดเล็กรอบดวงตา (milia) กำจัดยังไง สะกิดเอาออก เลเซอร์ CO2 กับเออร์เบียมแย็ก และการดูแลไม่ให้กลับมา
ตุ่มขาวเม็ดเล็กคล้ายเมล็ดข้าวรอบดวงตาหรือที่เรียกว่า milia เกิดจากอะไร ต่างจากซีริงโกมา (syringoma) ยังไง เมื่อไหร่ควรสะกิดเอาออกและเมื่อไหร่ถึงใช้เลเซอร์ CO2 หรือเออร์เบียมแย็ก บีบเองที่บ้านด้วยเข็มได้ไหม และโอกาสกลับมาเป็นซ้ำเป็นแบบไหน สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

finasteride กับ minoxidil ต่างกันยังไง ใช้คู่กันแล้วได้ผลดีกว่าจริงไหม?
ทำความเข้าใจว่า finasteride และ minoxidil ออกฤทธิ์ต่างกันอย่างไร แต่ละตัวให้ผลดีแค่ไหน ทำไมใช้คู่กันแล้วได้ผลกว่า รวมถึงเรื่องสมรรถภาพทางเพศและคำเตือนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริงอย่างเข้าใจง่าย
By Dr. Kim

ร่องแก้มต้องหาสาเหตุก่อน ฟิลเลอร์ ร้อยไหม และคอลลาเจนช่วยได้แค่ไหนและอยู่นานเท่าไร
ร่องแก้มของคุณเกิดจากผิวหย่อนคล้อย ปริมาตรที่ยุบหาย หรือผิวที่แก่ลง เพราะสาเหตุต่างกันทำให้ต้องเลือกระหว่างฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนต่างกัน บทความนี้สรุปแบบเข้าใจง่ายว่าแต่ละแบบเหมาะกับใคร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ไปจนถึงความปลอดภัยของเส้นเลือดข้างจมูก โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee