กฎ ABCDE แยกไฝอันตรายจากไฝปกติ พร้อมเกณฑ์สังเกตตัวเองเมื่อสงสัยมะเร็งผิวหนัง
By Dr. Kim1 min read

คนที่คอยส่องกระจกดูไฝบนตัวเองทุกวันมีไม่กี่คนนัก แต่ในบรรดาไฝทั้งหมดที่มีอยู่ มีเพียงส่วนน้อยมาก ๆ ที่อาจกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ วงการแพทย์จึงคิดค้นเกณฑ์ง่าย ๆ ขึ้นมาคัดกรองไฝที่น่าเป็นห่วงมานานแล้ว นั่นก็คือกฎ ABCDE
ชื่อ ABCDE มาจากอักษรตัวแรกของคำภาษาอังกฤษ 5 คำ คือ Asymmetry (ความไม่สมมาตร) Border (ขอบเขต) Color (สี) Diameter (ขนาด) และ Evolving (การเปลี่ยนแปลง) ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางการแพทย์ก็สามารถยืนหน้ากระจกแล้วเช็กทั้ง 5 ข้อนี้ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นเครื่องมือตรวจสอบตัวเองก่อนไปพบแพทย์ที่ใช้กันแพร่หลาย และแต่ละเกณฑ์ก็มีเหตุผลรองรับอยู่เบื้องหลัง เมื่อเข้าใจเหตุผลแล้ว การสังเกตไฝก็จะง่ายขึ้นมาก
กฎ ABCDE คืออะไรกันแน่?
มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (มะเร็งที่เกิดจากเซลล์เมลาโนไซต์ซึ่งเป็นเซลล์สร้างเม็ดสี) หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกมักให้ผลการรักษาที่ดี แต่ถ้าพบช้าก็มีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นมากขึ้น แพทย์จึงรวบรวมลักษณะที่มองด้วยตาแล้วแยกแยะได้ทันทีขึ้นมา นั่นคือความไม่สมมาตร ขอบเขต สี ขนาด และการเปลี่ยนแปลง
การไล่เช็กทีละข้อตามลำดับจะช่วยแยกไฝธรรมดาออกจากไฝที่ต้องระวังได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่เข้าเกณฑ์แม้แต่ข้อเดียวแต่กลับเป็นไฝอันตราย ในทางกลับกันก็มีไฝที่เข้าเกณฑ์หลายข้อแต่สุดท้ายกลับเป็นไฝธรรมดา ดังนั้น ABCDE จึงไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยที่ฟันธงได้ แต่ควรมองว่าเป็นด่านแรกในการตัดสินใจว่าควรไปพบแพทย์หรือไม่มากกว่า
เวลาสำรวจทั้งตัว ถ้ากำหนดลำดับไว้ล่วงหน้าจะสะดวกกว่า ลองไล่ดูตั้งแต่ใบหน้า หนังศีรษะ คอ ลำตัว แขนขา ไปจนถึงเล็บมือ เล็บเท้า และฝ่าเท้าตามลำดับ จะช่วยลดโอกาสพลาดจุดใดจุดหนึ่งไป โดยเฉพาะบริเวณที่มองเห็นเองได้ยาก เช่น แผ่นหลังหรือหนังศีรษะ ควรใช้กระจกหรือให้คนในครอบครัวช่วยตรวจดูด้วยจะปลอดภัยกว่า
ทำไมความไม่สมมาตรถึงเป็นสัญญาณอันตราย?
ไฝปกติเมื่อลากเส้นแบ่งกึ่งกลาง ทั้งสองฝั่งจะมีรูปร่างคล้ายกันราวกับส่องกระจก เหมือนกระดุมทรงกลมที่ไม่ว่าจะตัดแบ่งไปทางไหนก็แทบไม่ต่างกัน
ในทางตรงกันข้าม ไฝที่อันตรายมักเกิดจากเซลล์ที่เติบโตไม่สม่ำเสมอและเอนไปทางใดทางหนึ่งมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ หากพับไฝครึ่งหนึ่ง รูปร่างทั้งสองฝั่งจะไม่สอดคล้องกัน นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดจากเซลล์ขยายตัวไปตามใจตัวเองโดยไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน และถือเป็นสัญญาณของการเติบโตที่ควบคุมไม่ได้มากกว่าไฝปกติทั่วไป
ขอบเขตที่ไม่เรียบบอกอะไรเรา?
ไฝปกติมักมีขอบเรียบเนียนและโค้งต่อเนื่องกัน เหมือนเส้นที่วาดเป็นวงกลมหรือวงรีอย่างนุ่มนวล
ส่วนไฝอันตรายมักมีขอบหยักคล้ายฟันเลื่อย หรือเบลอฟุ้งราวกับก้อนเมฆจนแยกไม่ออกว่าขอบเขตที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ลักษณะนี้เกิดจากเซลล์ที่รุกล้ำเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติโดยรอบอย่างไม่เป็นระเบียบ ยิ่งขอบเขตเบลอมากเท่าไร ก็ยิ่งอาจหมายความว่าเซลล์กำลังแผ่ขยายออกไปจากตำแหน่งเดิมที่ควรอยู่มากขึ้นเท่านั้น
ทำไมสีถึงปนกันหลายเฉด?
ไฝปกติมักมีสีเดียวสม่ำเสมอทั่วทั้งจุด ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำก็ตาม
ส่วนไฝอันตรายมักมีหลายสีปนกันอยู่ในจุดเดียวกัน ทั้งน้ำตาล ดำ แดง ขาว หรือแม้แต่โทนน้ำเงินอมม่วง เพราะเซลล์เมลาโนไซต์ ซึ่งเป็นเซลล์สร้างเม็ดสี เกิดการเปลี่ยนแปลงไปคนละทิศคนละทางพร้อมกัน ทำให้บริเวณที่ผลิตเม็ดสีเข้มข้นกับบริเวณที่แทบไม่ผลิตเม็ดสีเลยมาปะปนอยู่ในจุดเดียวกัน จึงดูด่างพร้อยราวกับผสมสีไม่ทั่วถึงแล้วป้ายลงไปแบบลวก ๆ
เกณฑ์ขนาด 6 มิลลิเมตรมาจากไหน?
6 มิลลิเมตรมีขนาดใกล้เคียงกับเส้นผ่านศูนย์กลางของยางลบท้ายดินสอ นิยมใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองไฝที่น่าสงสัย ตัวเลขนี้มาจากประสบการณ์ทางคลินิกที่สั่งสมมา เพราะพบว่าเมลาโนมาที่ตรวจพบจริงส่วนใหญ่มีขนาด 6 มิลลิเมตรขึ้นไป
แต่ก็มีเมลาโนมาที่มีขนาดเล็กกว่า 6 มิลลิเมตรอยู่จริงเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ขนาดเพียงอย่างเดียวเป็นตัวตัดสินว่าจะสบายใจหรือกังวล แต่ควรสังเกตไปพร้อมกันว่าไฝนั้นกำลังค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามกาลเวลาหรือไม่ นี่คือวิธีใช้เกณฑ์ขนาดให้เกิดประโยชน์จริง
ทำไมต้องเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง?
ถ้าความไม่สมมาตร ขอบเขต สี และขนาด เป็นเกณฑ์ที่มองภาพในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงก็คือเกณฑ์ที่เพิ่มมิติของเวลาเข้ามา หากเทียบกับ 3 เดือนก่อนแล้วพบว่าขนาด รูปร่าง สี หรือความหนามีอย่างใดอย่างหนึ่งเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก็ควรสังเกตอย่างใกล้ชิด
ไฝปกติมักเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ตลอดช่วงเวลา 10 ปีขึ้นไป หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ในขณะที่ไฝอันตรายอาจโตขึ้นหรือมีสีเข้มขึ้นจนสังเกตเห็นได้ชัดภายในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ถึง 3 เดือน เพราะเมื่อเซลล์แบ่งตัวต่อเนื่องโดยไม่มีการควบคุม ผลลัพธ์นั้นก็จะแสดงออกมาเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ด้วยตา ด้วยเหตุนี้ ในบรรดาเกณฑ์ทั้งห้าข้อ การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
ความแตกต่างระหว่างไฝปกติกับไฝอันตราย
เมื่อสรุปเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ไฝปกติกับไฝอันตรายจะมีความแตกต่างกันดังนี้ พร้อมทั้งเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความแตกต่างในแต่ละข้อ
- ไฝปกติมีรูปร่างสมมาตรทั้งสองด้าน ส่วนไฝอันตรายมักเอนไปทางใดทางหนึ่งจนไม่สมมาตร เพราะความสม่ำเสมอในการเติบโตของเซลล์เป็นตัวกำหนดความแตกต่างของรูปร่าง
- ไฝปกติมีสีเดียวสม่ำเสมอ ส่วนไฝอันตรายมีหลายสีปนกันอยู่ในจุดเดียว เพราะความสม่ำเสมอในการทำงานของเซลล์เมลาโนไซต์เป็นตัวกำหนดความหลากหลายของสี
- ไฝปกติแทบไม่เปลี่ยนขนาดหรือรูปร่างตลอดระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป ส่วนไฝอันตรายมักโตขึ้นหรือเปลี่ยนรูปร่างอย่างเห็นได้ชัดภายใน 4 สัปดาห์ถึง 3 เดือน เพราะความแตกต่างของความเร็วในการแบ่งตัวของเซลล์สะท้อนออกมาเป็นความเร็วของการเปลี่ยนแปลงตามเวลานั่นเอง
- ไฝปกติมักเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาวแล้วคงรูปเดิมไว้ ส่วนไฝอันตรายอาจเกิดขึ้นใหม่แม้ในวัยผู้ใหญ่ หรือไฝเดิมที่มีอยู่แล้วอาจเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัดขึ้นมาทันที นี่คือเหตุผลที่ไฝใหม่ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
สัญญาณที่ควรไปพบแพทย์
นอกจากเกณฑ์ 5 ข้อข้างต้นแล้ว ยังมีอาการอื่นอีกไม่กี่ข้อที่ควรให้แพทย์ตรวจดูเพื่อความปลอดภัย แต่ละอาการมีเหตุผลต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนถือเป็นเบาะแสว่าเนื้อเยื่อกำลังเกิดความผิดปกติ
- ไฝมีเลือดออกหรือมีน้ำเหลืองไหลออกมา เพราะไฝปกติจะไม่แตกหรือมีสารคัดหลั่งไหลออกมาเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น อาการแบบนี้จึงอาจเป็นสัญญาณว่าเนื้อเยื่อผิวชั้นนอกกำลังถูกทำลาย
- มีอาการคันหรือปวดแสบร้อนรอบไฝอย่างต่อเนื่อง อาจหมายความว่าปลายประสาทบริเวณนั้นกำลังถูกกระตุ้นผิดปกติ จึงควรสังเกตให้ดี
- ไฝใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ และมีลักษณะแตกต่างจากไฝจุดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ไฝแบบนี้บางครั้งเรียกว่าไฝลูกเป็ดขี้เหร่ เพียงแค่มีลวดลายต่างจากไฝจุดอื่นในร่างกายก็เพียงพอที่จะเป็นเป้าหมายที่ควรเฝ้าระวังแล้ว
- เกิดเส้นสีหรือรอยด่างใหม่ในบริเวณที่มองเห็นได้ยาก เช่น ใต้เล็บมือ เล็บเท้า หรือฝ่าเท้า บริเวณเหล่านี้เป็นตำแหน่งที่ทราบกันว่าอาจเกิดเมลาโนมาชนิดที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับการโดนแดดได้ ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหนก็ควรไปตรวจ
หากพบสัญญาณข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ไม่จำเป็นต้องไล่เช็กเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อให้ครบ ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อความปลอดภัยได้เลย ที่คลินิกผิวหนัง นอกจากการตรวจด้วยตาแล้ว แพทย์ยังใช้กล้องขยายพิเศษดูโครงสร้างของไฝอย่างละเอียด และหากจำเป็นก็อาจนำไปสู่ขั้นตอนการตัดชิ้นเนื้อบางส่วนไปตรวจเพิ่มเติม การถ่ายภาพไฝทั่วร่างกายเป็นประจำเพื่อใช้เปรียบเทียบก็เป็นนิสัยที่ดี เพราะจะช่วยให้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้นมาก
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รอยแตกลายที่เกิดขึ้นหลังผิวยืดขยาย เส้นสีแดงเปลี่ยนเป็นสีขาวได้อย่างไร และจังหวะที่เหมาะสมในการเริ่มรักษา
รอยแตกลายเกิดจากผิวหนังยืดขยายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ จนเสาค้ำคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ขาดออก บทความนี้อธิบายกระบวนการที่เส้นสีแดงค่อย ๆ แข็งตัวกลายเป็นสีขาว พร้อมเหตุผลที่การตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลา โดยเน้นอธิบายจากหลักการ
By Dr. Kim

คอลลาเจนกิน ย่อยจนแตกหมดแล้วจะไปถึงผิวจริงไหม ได้ผลจริงหรือเปล่า?
คอลลาเจนที่กินเข้าไปเมื่อผ่านกระเพาะและลำไส้จะถูกย่อยจนกลายเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนใหญ่ บทความนี้จะไล่อธิบายตั้งแต่กระบวนการย่อยไปจนถึงทฤษฎีที่ว่าชิ้นส่วนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสัญญาณมากกว่าวัตถุดิบต่อผิว พร้อมระดับหลักฐานที่รองรับ
By Dr. Kim

ทำไมไฮฟู (HIFU) ถึงเล็งความร้อนไปที่ชั้นพังผืดลึกใต้ผิว ไม่ใช่แค่ผิวหน้าเท่านั้น
อธิบายเหตุผลที่การยกกระชับด้วยไฮฟู (HIFU) เล็งเป้าไปที่ชั้นพังผืด SMAS ไม่ใช่ผิวหนังชั้นนอก โดยเริ่มจากหลักการที่คลื่นอัลตราซาวด์รวมพลังงานไปที่จุดเดียว พร้อมแยกอธิบายสองช่วง คือความรู้สึกกระชับทันทีหลังทำ กับคอลลาเจนที่ค่อย ๆ สร้างขึ้นในช่วง 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือนถัดมา
By Dr. Lee